เวลาผ่านมาสามเดือนแล้วนับั้แ่วันเปิดเทอม ฉันชินกับการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาและเริ่มสนิทกับเพื่อนๆคนอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะควีนและเซียโล่ เราทำงานกลุ่มด้วยกัน ทานข้าวเที่ยงด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันบ้างบางครั้ง ั้แ่วันที่ฉันเกือบโดนลักพาตัวจนถึงวันนี้ชีวิตก็ไม่เจอเื่วุ่นวายอะไรอีก เงาร้ายคงเคลื่อนผ่านไปแล้วสินะ ดีจริงๆ
“ เย็นนี้ว่างไหม? ” เซียโล่ถามฉันในขณะที่เรากำลังย้ายไปเรียนที่ห้องศิลปะ
“ น่าจะว่างนะ ” ฉันกระชับมือที่ถือสมุดวาดรูปให้แน่นขึ้นเพราะมันทำท่าจะหล่นพลางมองรอยยิ้มสดใสเหมือนดวงอาทิตย์ของเขา
“ วันนี้อากาศดีว่าจะชวนไปเดินเล่น ” ในขณะที่ฉันกำลังใช้ความคิดว่าจะไปดีไหม เราก็เดินมาถึงห้องศิลปะพอดี เพื่อนในห้องคนหนึ่งเดินเข้ามากอดคอเซียโล่พร้อมพูดติดตลก
“ เย็นนี้นายไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นแหละ มีเวรทำความสะอาดนะ ลืมแล้วเหรอ? ”
“ อ่า...ลืมไปเลย ” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่รู้ลืมจริงหรือแกล้งลืมกันแน่
“ ไว้คราวหน้านะ ” ฉันใช้สมุดวาดรูปตบแขนเขาเบาๆด้วยรอยยิ้มแล้วเดินนำเข้าไปเตรียมของในห้อง
เลิกเรียนฉันก็กลับวังทันที วันนี้อากาศดีอย่างที่เขาว่าเลยอยากไปนั่งเล่นในสวนก่อนมื้อเย็น ห้องต่างๆที่อยู่ชั้นหนึ่งใกล้โถงทางเดินจะมีประตูกระจกที่สามารถเปิดออกไปเจอสวนดอกไม้ภายนอกได้หลายจุด
อาณาเขตหนึ่งกิโลเมตรรอบพระราชวังราโกเน่เป็สวนดอกไม้ที่ปลูกไว้หลายชนิดจนนับไม่ไหว แบ่งเป็สวนหลากหลายสไตล์เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ในส่วนที่ฉันชอบมาคือกำแพงดอกกุหลาบที่มีศาลาไม้สีขาวให้นั่งและน้ำพุขนาดกลางประดับอยู่หน้าทางเข้าเขาวงกตขนาดย่อมๆ
“ หยุดนะ!! ” ฉันได้ยินเสียงดังมาไกลๆ ทำให้ต้องหยุดอ่านหนังสือในมือขึ้นมามองว่าเกิดอะไรขึ้น
ลูกหมาไซบีเรียนสองตัววิ่งเข้ามาในสวน ตามมาด้วยเ้าหน้าที่สองคนวิ่งตามมา พวกมันวิ่งมาหาฉันแล้วนอนหมอบอยู่หน้าศาลาอย่างน่าเอ็นดู ฉันนึกแปลกใจเพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่สิ่งมีชีวิตจะเข้ามาได้ง่ายๆ ถึงจะเป็แค่ลูกหมาก็ไม่น่าจะรอดสายตาพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่รอบรั้ว
“ ขออภัยครับเ้าหญิง จะรีบนำออกไปทันทีเลยครับ ” ผู้ชายร่างั์สองคนก้มลงขอโทษขอโพย ฉันมองเ้าตัวแสบที่ทำหน้าตาน่ารักใส่ หนึ่งในนั้นคาบกล่องสีดำใบเล็กไว้แล้ววางลงตรงหน้า ฉันนึกสงสัยว่าข้างในมีอะไรเลยให้เ้าหน้าที่ทั้งสองนำกล่องไปล้างให้
“ ไม่ต้อง เก็บกล่องไปล้าง แล้วไปให้ฉันที่ห้องนั่งเล่น ” ฉันอุ้มตัวเล็กทั้งสองไว้ไม่ให้หล่นแล้วเดินกลับเข้าวัง สายตาสอดส่องหาสาวใช้สักคนที่อยู่แถวนี้
“ หาอะไรให้ตัวเล็กพวกนี้กินด้วย ” ฉันวางพวกมันลงหน้าถ้วยนมแพะที่สาวใช้นำมาให้แต่พวกมันก็ไม่กินและไม่มีทีท่าจะสนใจ กลับเอาแต่จ้องมาทางฉัน เหมือน้าจะบอกอะไรสักอย่าง
“ ขออภัยที่ให้รอครับ ” ฉันละความสนใจจากลูกตากลมโตมายังกล่องปริศนา ภายนอกเป็กล่องกำมะหยี่สีดำไม่มีลวดลายหรือข้อความอะไรกำกับไว้
ด้านในมีแหวนเงินวงหนึ่ง แต่งลายเกลียวคล้ายเถาวัลย์ ดูเรียบและไม่น่าใช่ของมีราคาอะไรแต่ก็สวยมากๆ ฉันชั่งใจว่าจะทำยังไงกับแหวนวงนี้ดี เลยหันไปขอความเห็นเ้าหน้าที่ที่ยังยืนอยู่
“ สุนัขพวกนี้อาจเป็สัตว์นำโชคก็ได้นะครับถึงกับมามอบของมีค่าให้เ้าหญิงถึงที่ ”
“ นั่นสินะ ” ฉันลองใส่ที่นิ้วกลางข้างขวาแต่คับ เลยย้ายมาใส่นิ้วนางแทน สัดส่วนพอดีเป๊ะ ถูกไซส์เหมือนซื้อเองที่ร้าน ยิ่งได้ลองใส่ฉันยิ่งรู้สึกชอบ ช่างเป็วันที่ดีจริงๆ
.
.
.
ในห้องนอนสีครีมสลับเฟอร์นิเจอร์สีชมพู เ้าหญิงแคนดี้หลับสนิทกอดหมอนข้างบนเตียงคิงไซส์กับผ้าห่มหนานุ่มเหมือนสายไหม ไม่ได้รับรู้เลยว่ามีบางอย่างกำลังขยับอยู่ในความมืด
แหวนที่ได้รับมาอย่างบังเอิญเรืองแสงสู้แสงจันทร์ ลูกหมาตัวเล็กที่ถูกจัดให้นอนอยู่ข้างเตียงลุกขึ้นมาพร้อมกัน พวกมันค่อยๆตัวใหญ่ขึ้น สีขน รูปร่างเปลี่ยนไป จากลูกหมาตัวเล็กไม่ถึงห้าสิบเิเกลายร่างเป็หมาป่าสีน้ำตาลแดงขนาดเกือบสองเมตร
ห้องที่ดูกว้างใหญ่เล็กไปทันทีที่ทั้งสองคืนร่างจริง พวกมันมองหน้ากัน ย่องเข้าไปใกล้เ้าหญิง ใช้อุ้งเท้าตะปปเบาๆจนคนตัวเล็กที่นอนอยู่สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมามอง
“ กรี๊ดดดดดด--- ” เสียงเล็กแหลมหวีดร้องขึ้นมาทันทีเมื่อเจอหมาป่าั์ตรงหน้า หนึ่งในนั้นใช้อุ้งเท้าปิดปากเ้าหญิงไว้เพื่อไม่ให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนับสิบแห่กันมา เธอดิ้นหนีเพราะคิดว่าสองตัวนี้จะมาทำร้าย ก่อนจะคว้าหมอนข้างที่ใกล้มือที่สุดตีเข้าที่ตัวหมาป่าอย่างจัง
“ เข้าใจว่าใ ”
“ แต่ช่วยขอความกรุณาเงียบด้วยครับ ” แสงสว่างฉาบไปทั่วห้องอีกครั้ง หมาป่าตัวั์หายไปแล้วเหลือแต่ผู้ชายสองคนยืนอยู่แทน
“ นี่มัน........ ” เ้าหญิงพูดไม่ออกเมื่อได้เจอฝาแฝดที่เหมือนกันเป๊ะยกเว้นสัญลักษณ์บนหน้าผาก เธอไล่มองผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนซ่อนความเป็สัตว์ป่าไว้เนียนกริบ ผิวสีแทนกับรูปดวงอาทิตย์เต็มดวง อีกคนครึ่งดวงที่หน้าผาก
“ อย่าบอกนะว่าพวกนายคืุ์หมาป่า? ” เธอยังคงใไม่หาย พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงไปแล้วกลับมา
“ เรียกว่าเป็สายพันธุ์หมาป่าแท้ที่แปลงร่างเป็มนุษย์ได้ดีกว่าครับ ” ทั้งสองอธิบายอย่างเรียบง่ายด้วยท่าทีสบายๆ
“ ให้ผมแนะนำตัวนะผมโรจิและนี่ฝาแฝดผมโซจิครับ ” ผู้ที่มีดวงอาทิตย์เต็มดวงแนะนำตัวเองและชี้แนะนำคนข้างๆ
“ อธิบาย ทุกอย่าง ให้ละเอียด ไม่งั้นพวกนายได้ไปนอนในคุกใต้ดินแน่ ” ทั้งสองหัวเราะ ก่อนจะผายมือเชิญเ้าหญิงลุกขึ้นนั่งบนเตียงโดยที่ตัวเองนั่งพื้น
“ ขออนุญาตอธิบายในส่วนที่ง่ายที่สุด พวกเราถูกเรียกว่าคัมภีร์เทพเป็อาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่กระจัดกระจายตัวอยู่ในโลกนี้และโลกอื่น ”เ้าหญิงตัวน้อยใกับคำว่าโลกอื่นแต่ก็ยังตั้งใจฟังต่อ
“ อย่างที่เ้าหญิงได้เห็นไปเราเปลี่ยนรูปร่างได้หลายแบบแต่ก็มีข้อจำกัดและพลังอื่นๆ เช่น ถ้าอยู่ในร่างสัตว์เทพพวกผมลอยในอากาศได้ ปล่อยพายุเพลิงออกมาได้แต่ขออนุญาตไม่สาธิตนะครับ ” เ้าของรอยดวงอาทิตย์ครึ่งดวงอธิบายด้วยน้ำเสียงยียวนเพื่อให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดไปมากกว่านี้
“ พวกผมคัมภีร์เทพแห่งดวงอาทิตย์ มีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากที่เหลืออย่างการที่พวกผมเลือกเ้านายด้วยตัวเอง ”
“ และตอนนี้ก็ได้เลือกเรียบร้อยแล้ว ” ทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุขให้คนที่ยังสับสนกับเื่ราว
“ เดี๋ยวก่อนนะ พวกนายบอกว่าคัมภีร์เทพแต่ฉันยังไม่เห็นอะไรที่รูปร่างใกล้เคียงคำว่าคัมภีร์เลยนะ ” เธอยังคงทำหน้ามึนงง โรจิกับโซจิจึงพยักหน้ากันแล้วหนึ่งในนั้นก็กลายเป็ม้วนกระดาษม้วนหนึ่งที่มีเชือกสีแดงผูกไว้
“ นี่คือร่างดั้งเดิมของพวกผม เป็คัมภีร์ม้วนๆเลยเห็นไหมครับ ” โรจิในร่างมนุษย์ยื่นโซจิในร่างคัมภีร์ให้เ้าหญิง เธอรับมาดูใกล้ๆเห็นแบบนี้ก็เหมือนเป็แค่กระดาษเก่าๆแผ่นหนึ่งเท่านั้น
“ โอเค เข้าใจละ แล้วเ้านายที่พวกนายพูดถึงเมื่อกี้ล่ะ? ” คัมภีร์เทพในร่างมนุษย์ชี้นิ้วมาทางเ้าหญิงอย่างไม่ลังเลทำเอาเ้าตัวไปไม่เป็
“ เดี๋ยวก่อนนะ....ใครบอกว่าฉันจะเป็ พวกนายต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ ”
“ เ้าหญิงแหวนทูรินีเซตเต้แล้วเป็บอสใหญ่สุดตอนนี้ จำเป็ต้องมีองครักษ์ที่เก่งและไม่มีใครเก่งกว่าพวกผม ”
“ แหวนอะไรนะ? ”โซจิคืนร่างเป็มนุษย์และเอื้อมมือมาและชูมือข้างซ้ายของเ้าหญิงขึ้น
“ แหวนทูรินีเซตเต้ เป็สัญลักษ์ของผู้ที่ได้รับการสืบทอดเพื่อทำหน้าที่เ้านายของสิ่งล่ำค่าทั้งสามได้แก่ แหวนมาเร่ แหวนวองโกเล่และจุกนมอัลโกบาเลโน่ ” เ้าหญิงแคนดี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิดแต่รับรู้ได้ถึงภาระหนักอึ้งต่อจากนี้ เธอพยายามถอดแหวนออกทันทีแต่ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่ขยับไปไหนเลย
“ แหวนเลือกเ้าหญิงแล้ว ถอดไม่ออกหรอกครับ ”
“ ไม่ มันต้องถอดออกสิ ” เ้าหญิงตัวน้อยรีบวิ่งไปห้องน้ำ เธอไปที่อ่างล้างมือ หยิบสบู่ขึ้นมาถูที่แหวนให้หลุดแต่ไม่ว่าจะถูแรงแค่ไหนหรือล้างจนมือเปื่อยยังไงก็ไม่เกิดผล
เธอเดินกลับมาที่ห้องนอนด้วยท่าทีหมดหวัง เหลือบมองหมาป่าในร่างมนุษย์ทั้งสองที่แอบอมยิ้มเล็กๆ
“ จะลองต่อเลยไหมครับ ? ” โรจิยื่นคีมตัดให้ เธอรีบคว้ามาและพยายามใช้คีมตัดแหวนวงเล็กดูเปราะบางแม้จะพยายามหลายครั้งจนนิ้วเป็แผล แหวนก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
“ หนีไม่ได้แล้วใช่ไหม... ” เธอส่งคีมตัดคืนให้ก่อนจะมองหน้าทั้งสองนิ่งๆแล้วถอนหายใจ
“ ถ้าเข้าใจแล้ว มาทำพันธสัญญากันเลยไหมครับ? ”
เ้าหญิงแคนดี้ไม่กล้าตอบตกลง เธอไม่อาจเชื่อใจคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอไม่ถึงชั่วโมง ไม่รู้ด้วยว่าการเป็เ้าหญิงแห่งท้องนภาต้องเสี่ยงขนาดไหนถึงต้องมีเทพคอยคุ้มครอง แต่ถ้าคิดในแง่ดีก็คงดีกว่าตัวคนเดียว
“ ก็ได้ ” พวกเขาเดินเข้ามาใกล้ มือหนาของสองแฝดคว้ามือน้อยของคนตรงหน้าขึ้นมากุมเมื่อได้รับอนุญาต
“ เจ็บนิดนึงนะครับ ” โรจิหงายมือซ้ายของเธอขึ้นในขณะที่โซจิทำแบบเดียวกันกับมือขวา พวกเขาวางมือของตัวเองเหนือฝ่ามือของเธอ จากนั้นแสงสีแดงแบบเดียวกับตอนพวกเขาเปลี่ยนร่างก็ปรากฎขึ้น
“ โอ้ยย! ” เสียงหวานร้องลั่น ความร้อนกับััเหมือนโดนมีดกรีดเ็ปจนเธอพยายามชักมือหนีแต่ก็ไม่สามารถ
เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็เสร็จสิ้น กินเวลาไม่ถึงสิบวินาที แสงหายไปแล้วแต่กลับมีรอบรูปสามเหลี่ยมปรากฏขึ้นมาและจางหายไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือเปราะบางไม่รู้สึกอะไร ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เธอมองฝ่ามือตัวเองอย่างงุนงงสลับกับมองเทพฝาแฝดทั้งสอง
“ ไปภาคปฏิบัติกันดีกว่าครับ ”
คนแข็งแรงกว่าดันหลังเ้านายคนใหม่เดินไปที่ระเบียง รอยยิ้มไร้ความกังวลของหมาป่าทั้งสองทำให้เ้าหญิงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
“ เ้าหญิงรู้ดีว่าต้องทำยังไง ” “ ฟังเสียงจากข้างในแล้วไปัักับความมหัศจรรย์ที่มีอยู่จริงกันเถอะครับ ” ทุกคนพร้อมใจกันหลับตาลง จับมือกันและกัน ลมภายนอกเริ่มพัดแรงขึ้น น่าแปลกที่เธอได้ยินเสียงๆหนึ่งในหัวสั่งให้เธอพูดบางอย่าง
“ โรจิโซจิ อินกัลฟเฟลม ปลดล็อก ” แสงสีแดงสาดกระจายออกเป็วงกว้าง พลังที่ยิ่งใหญ่ส่งผลให้นกที่หลับอยู่ในรังบินหนี
เมื่อแสงจางลงสิ่งที่เห็นไม่ใช่คนสามคนยืนอยู่ตรงระเบียง แต่เหลือแค่เ้าหญิงคนเดียวแม้ชุดที่ใส่จะยังเป็ชุดนอนแต่มือทั้งสองกลับถือดาบเพลิงเล่มใหญ่
มันดูหนักมากจนเหมือนไม่อาจถือได้ในมือเดียวแต่เธอก็ทำได้โดยง่ายแถมถือได้พร้อมกันสองเล่มเลยด้วย ไม่รู้สึกร้อนหรือหนัก กลับกันเธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากเหมือนร่างกายได้รับการเติมเต็ม
“ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม.... ” เมื่อสิ้นสุดคำว่าไฟเยอร์เลวี่ กลางหลังที่แสนบอบบางก็ปรากฎปีกเพลิงขนาดเมตรกว่าๆพาเธอท่องราตรี ชมดวงจันทร์ในระยะประชิดด้วยความไวแบบเดียวกับเครื่องบินรบ
ด้วยระดับการบินที่ค่อนข้างสูงจึงยากที่จะถูกพบเห็น เธอบินชมเมืองทั้งเมืองได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเป็ประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกหนึ่งอย่างในชีวิต