ตอนที่ 4 ฝึกฝน 5 ปี 2
ภานในตำหนักที่สร้างจากปูนขาว ตัวตำหนักเป็สถาปัตยกรรมล้านนาผสมผสานตะวันตก แบ่งออกเป็ 3 ชั้น ในแต่ละชั้นตบแต่งด้วยแก้วหลากสี ในชั้นแรกเป็สถานที่รับรองแขก ในชั้นที่สองเป็สถานที่พักผ่อน ในชั้นที่สามคือสถานที่ฝึกวิชาเวท ตำหนักขนาดใหญ่สามชั้นแห่งนี้ ก็คือที่พักผ่อนของศิษย์สายในระดับ 6 ศิษย์พี่หญิงณิชา เทพธิดาผู้งามวิไล แห่งสำนักสถานศึกษา
เหล่าคณาจารย์ในสำนักเหล่าศิษย์ต่างขนานามตำหนักแห่งนี้ว่า ตำหนักบุปผางาม
ยามนี้ตำหนักบุปผางามมีชายชรารูปร่างเล็ก ดวงตาของมันใสกระจ่างเหมือนดวงดาว ร่างกายผอมแห้งเหมือนกิ่งไม้ ถึงจะเป็เช่นนี้เท้าของมันไม่ได้ััพื้นดิน เสมือนผู้หลุดพ้นจากกิเลส
“ณิชา อาจารย์จะเลื่อนระดับตำแหน่งศิษย์ให้แก่เ้า ยินดีหรือไม่ ”
ณิชาที่มีจิตใจสงบนิ่งยามนี้ถึงกับ สั่นไหว “ท่านอาจารย์ ศิษย์ยินดี”
ใบหน้าผู้เป็อาจารย์แย้มแย้มชอบใจ มันพอใจกับท่าทีของณิชา คำตอบที่นางไม่ต้องขบคิดใดๆ บงบอกได้ถึง ความปราดถนาอย่างแรงกล้า
“ในเมื่อเ้ายินดี นับจากนี้ถือได้ว่า เป็ศิษย์แกนหลัก มีตำแหน่งเป็ศิษย์สืบทอดคนสุดท้ายของข้า อาจารย์เทพพระโสม”
ขาขาวเนียนได้รูป ได้คุกเข่าลงในท่าเทพธิดา น้ำเสียงที่สามารถสร้างความหลงใหลให้กับบุรุษ ได้เอ่ยดังขึ้นด้วยความปิติยินดี “ศิษย์กราบคาราวะท่านอาจารย์”
“ในเมื่อเ้าเป็ศิษย์ข้าแล้ว ย่อมต้องมีของขวัญมอบให้เ้า”
อาจารย์เทพพระโสม ยกมือทั้งสองขึ้นเหนือหัว ทันใดนั้นพระขรรค์เหินเวหา ได้ปรากฏขึ้นในมือ พระขรรค์เหินเวหานี้ มีลักษณะเบาบาง คล้ายล่องลอยตามสายลม มีความโปร่งใสคล้ายมีคล้ายไม่มี
“ออก”
เสื้อสีแดงสด ดูไปเหมือนเสื้อผ้าธรรมดาที่เหล่าชาวบ้านสวมใส ลอยออกมาจากพระขรรค์เหินเวหา มันลอยมาปรากฏตรงหน้าณิชา
“สิ่งนี้คือ เสื้อเกราะบัวแดง มันสามารถช่วยให้มีพลังเวทเพิ่มขึ้น 1 เท่า สามารถป้องกันอาวุธเทพ ความสามารถหลักปกป้องผู้ใส่ ถ้าเ้าไม่เจอผู้ฝึกเวทระดับ กษัตริย์ เสื้อเกราะบัวแดงนี้สามารถปกป้องเ้าได้ ”
“ศิษย์นอมรับของท่านอาจารย์”
ณิชารับเสื้อเกราะบัวแดงมาใส่ นางรับรู้ได้ว่าระดับพลังเวท ะนิรันดร์ขั้นต้นของนาง ได้เพิ่มขอบเขตเป็ขั้นกลาง
ผู้เป็อาจารย์เอ่ยกล่าว “วิชาพระขรรค์มยุรีของเ้ายามนี้มาถึงจุดคอขวด ถ้าเ้าไม่ได้หัวใจสัตว์อสูรระดับ 4 ก็ยากที่จะทะลวงระดับพลังเวทขั้นต่อไปได้ ”
“ศิษย์จะทำเช่นไรดีเ้าคะ ” ณิชาเอ่ยถามอย่างกลัดกลุ้ม สำหรับนางแล้วการไม่อาจไปถึงระดับในตำนาน ไม่ได้เป็จอมเวทหญิงที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ นั้นคือหายนะของนางอย่างแท้จริง
“เื่นี้ไม่ยาก ข้าสามารถติดต่อกับสหายจากดินแดนอสูรได้ เพียงแต่เ้าต้องไปจัดการเอง การจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ได้นั้น หนทางไม่ได้ง่ายดายนัก ”
“ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์เ้าคะ ท่านอาจารย์มีเื่อันใดให้ศิษย์ไปจัดการหรือไม่ ที่ดินแดนอสูร ”
อาจารย์เทพพระโสมยิ้มอย่างพึงพอใจ ถือว่าศิษย์ของเขาคนนี้มีความคิดอ่าน รู้ใจอาจารย์อย่าเขายิ่งนัก
เื่ประเภทนี้ณิชาสามารถทำความเข้าใจได้ ผู้เป็อาจารย์ให้โอกาสต่อนางคอยหาสถานที่ ในการคว้าหัวใจอสูรระดับ 4 และยังมีผู้ช่วยจากดินแดนอสูรไปกับนางด้วย การที่นางจะไม่ได้หัวใจอสูรมานั้น แทบเป็ไปไม่ได้ เมื่อมีเื่ดีเช่นนี้ มีหรือจะไม่มีเื่อื่นซ่อนเร้น
“สิ่งที่อาจารย์จะให้เ้าไปทำนั้น ไม่ใช้เื่ยากอะไร ถ้าเ้าไปยังดินแดนอสูร ให้เ้าไปซื้อ เม็ดโอสถปรับกายา จากอาจารย์อสูรคงแพทย์ เมื่อเ้าไปถึง เขาจะให้โอสถเ้ามาเอง ”
“ศิษย์รับทราบ เ้าคะ”
“ในระหว่างนี้เ้าก็อยู่ที่สำนักสถานศึกษาไปก่อน คอยฝึกฝนรากฐานระดับพลังเวท ะนิรันดร์ให้มั่งคง ”
อาจารย์เทพพระไสมมองศิษย์คนสุดท้ายของมันด้วยความเมตตา มันค่อยๆเดินออกจากตำหนักบุปผางาม ร่างของมันค่อยๆ หายไปกับสายลม
ณิชามองผู้เป็อาจารย์จากไป ก่อนจะเข้าไปยังตำหนัก นางค่อยๆเดินไปยังชั้นสามเพื่อฝึกพลังเวทต่อสู้ ยามนี้จิตใจของนางช่างฮึกเหิม การได้เป็ศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์เทพพระไสม ย่อมเป็เื่ที่น่ายินดี แต่ก็เป็เื่ที่ยากลำบากเช่นกัน นางไม่อยากให้ท่านอาจารย์ของนางเสี่ยมเสียชื่อเสียง ที่มีนางเป็ลูกศิษย์คนสุดท้าย
อาจารย์เทพพระไสมเป็ใคร ท่านเป็ถึงระดับอาจารย์ ผู้อยู่ระดับ มหาเทวาธิราชขั้นสูง ผู้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในสามโลก ในมหาทวีปล้านนาท่านเปรียบเสมือนเทพเ้า นางที่เป็ลูกศิษย์คนสุดท้ายจะไม่ยอมให้ท่านอาจารย์เสื่อมเสียชื่อ
บนชั้นสามยามนี้มีหุ่นมนุษย์เวท 3 ตัวกำลังยืนมองณิชาด้วยสายตาโเี้ หุ่นทั้งสามคือผู้ช่วยฝึกการต่อสู้ มันถูกสร้างมาจากยันต์เวทเพียงใช้หินคลื่นเวท1ก้อนระดับต่ำ ก็สามารถ เรียกใช้หุ่นมนุษย์เวทได้
ณิชามองหุ่นมนุษย์เวทด้วยสายตามุ่งมั่น นางเป็คนจริงจังต่อการฝึกฝนเสมอ ไม่ว่าจะเื่เล็กหรือเื่ใหญ่อันใด นางจะทำให้เต็มกำลัง
น้ำเสียงสดใสเอ่ยดังกังวาน “พระขรรค์มยุรี”
พระขรรค์มยุรี ที่อ่อนช้อยงดงาม มีลวดลายนกยูงประดับ ทำให้ดูงดงาม และดูน่าเกรงขาม ได้ปรากฏขึ้นที่มือ
ทันใดนั้นสภาพบรรยากาศรอบตัวณิชาได้เปลี่ยนแปลงไป ยามที่นางมีพระขรรค์อยู่ในมือ กับ ยามที่ไม่ได้มีพระขรรค์ช่างต่างราวกับฟ้าและดิน
ประกายคมกล้าของพระขรรค์ ได้ปลดปล่อยออกมาจากตัวณิชา มันคือ จิตพระขรรค์ ความสามารถคมกล้าหาใดเปรียบ
ท่วงท่าการร่ายรำพระขรรค์ของณิชา พลิ้วไหวเหมือนสายลม ท่วงท่าอ่อนช้อยดูงดงามจับตา ในความอ่อนช้อยแฝงไว้ด้วยประกายคมกล้า รวมถึงพลังเวทอันน่าหวั่นเกรง
ณิชามองไปยังหุ่นมนุษย์เวททั้งสาม แววตาของนางยามนี้ประดุจใบมีด มนุษย์เวททั้งสามรับรู้ถึงความความพร้อมที่จะต่อสู้ พวกมันทั้งสามพุ่งทะยานเข้าหาณิชาอย่างว่องไว
มนุษย์เวทตัวที่หนึ่งกระจายพลังเวทระดับ ะนิรันดร์ออกมาในขณะที่เข้าใกล้ ทันใดนั้นดาบยาวสีดำแดงได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังณิชาอย่างไม่คาดคิด
ณิชาไม่ได้กังวลใจต่อดาบยาวที่กำลังจะเข้าจู่โจมนาง แม้แต่สายตาของนางก็มองข้ามการโจมตีนี้
น้ำเสียงสดใสเอ่ย “สามประสานหลอกหนึ่ง เป็กลยุทธ์ที่ดี แต่ยังดีไม่พอ ”
“พระขรรค์มยุรีนกยูงรำแพง” สิ้นเสียงของณิชา พระขรรค์มยุราได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นมันหมุนวนรอบกายนาง ทันใดนั้นมันได้แผ่ขยายออกเป็วงกว้างกลายเป็วงแหวนพระขรรค์
“ไป”
วงแหวนพระขรรค์ปลดปล่อยการโจมตี ภามายาพระขรรค์ 40 เล่มกระจายออกทุกทิศทาง
ดาบยาวสีดำแดงที่โจมตีด้านหลังได้กลายเป็มนุษย์เวทตัวที่สอง มันร่ายอักขระเป็ภาษาเวท นิ้วมือมันขีดเขียนไปยังอากาศ ปรากฏยันต์เวทหลบหนี ร่ายกายมันได้หายไปจากการโจมตีของพระขรรค์ได้อย่างหวุดหวิด
มนุษย์เวทตัวที่สองรีบวิ่งทะยานไปยังทิศทางตรงข้ามกับมนุษย์เวทตัวที่หนึ่ง ทั้งสองสบตากันก่อนพุ่งทะยานไปหาณิชาอีกครั้ง
การกระทำของพวกมันทั้งสองใช้เวลาเพียง สามลมหายใจเท่านั้น ก็ได้มาถึงจุดบอดของวงแหวนพระขรรค์
“ดาบยาวพิสมัยกุญชร”
“ยันต์สุวรรณประทับ”
มนุษย์เวททั้งสองใช้จังหวะอันได้เปรียบ ใช้ท่าไม้ตายของมันโจมตีณิชาอย่างเด็ดขาด
ใบหน้าณิชามองข้ามการโจมตีของมนุษย์เวททั้งสอง เหตุที่นางมองเมินพลังโจมตีของทั้งสอง ก็เพราะพวกมันไม่สามารถสร้างอันตรายใดๆ แก่นางได้ ถึงตรงนี้นางเป็กังวลตุ่์เวทคนที่สามมากกว่า
ณิชาใช้พระขรรค์เข้ารุกการโจมตีของพลังทั้งสอง นางเพียงยกพระขรรค์ขึ้น ก่อนจะฟาดฟันใส่พลังโจมตีอันสูงสุดที่เข้ามา
สองพลังโจมตีสูงสุด กับ หนึ่งพลังฟาดฟันจากพระขรรค์ได้เข้าปะทะกัน คลื่นพลังเวทกระจายออกไป ภายในห้องชั้นสามเกิดอากาศปั่นป่วน แต่ทันใดนั้นมนุษย์เวทคนที่สามได้ใช้จังหวะอันได้เปรียบนี้เข้าโจมตีณิชา
น้ำเสียงของมันเอ่ยคาถา “ข้าแด่พระพาย จงอวยพรให้ข้ามีพลังเวท ขออัณเชิญท่านปราบปราบเหล่ามารร้าย ”
ตู้ม ๆ พลังเวทอันยิ่งใหญ่แห่งเทพโบราณได้ก่อเกิด คลื่นมหาพายุพัดกระหน่ำเข้าโจมตีณิชา
ณิชาที่รอการปรากฏตัวของมนุษย์เวทคนที่สาม นางได้ใช้ท่าโจมตีอันหนักหน่วงโจมตีเข้าใส่มหาคลื่นพายุ
“พระขรรค์มยุรีนกยูงรำแพง ”
“สังหาร”
สิ้นคำวงแหวนพระขรรค์ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัว ภาพมายาพระขรรค์ต่างเรียงรายล้อมรอบวงแหวนพระขรรค์อีกหนึ่งชั้น ในครั้งนี้มีพระขรรค์มากกว่า 100 เล่มหมุ่นเวียน จุดบอดต่างๆหายไปสิ้น
ใจกลางวงแหวนพระขรรค์มีณิชาเป็ศูนย์กลาง หลังจากเอ่ยคำ สังหาร พระขรรค์มากกว่า 100 เล่มได้พุ่งออกไปโจมตีพลังเวททั้งสาม
ตู้ม ๆ การโจมตีอันรุนแรงสร้างเสียงสนั่นหวั่นไหว ภาพมายาดาบยาวพิสมัยกุญชรขนาดใหญ่ ได้สลายหายไปเสมือนอากาศธาตุ ยันต์สุวรรณประทับที่มีความสามารถหยุดการโจมตีได้ ยามนี้มันได้สลายหายไปสิ้น
พระขรรค์มายาที่เหลือกว่า 80 เล่มได้เข้าปะทะเสียงะเิดังตู้ม ๆ มหาพายุที่โหมกระหน่ำยามนี้สลายกลายเป็สายลมอ่อน ๆ
ใบหน้าณิชาปรากฏความพึงพอใจ“มนุษย์เวทเหล่านี้ช่างง่ายดายเกินไปควรที่จะเพิ่มระดับได้แล้ว
ยังไม่ทันที่นางจะได้ลำพองใจต่อชัยชนะ มนุษย์เวททั้งสามต่างมีสีหน้ายินดี พวกมันถอยออกไป 5 เมตรการยืนของมันเป็รูปสามเหลี่ยม โดยมีณิชาอยู่ใจกลาง
ทั้งสามคนเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “เวทกักขัง ผนึกพลังเวท ผนึกจิต ผนึกกาย ”
“จงผนึก”
ใบหน้าณิชายามเห็นการโจมตีของคนทั้งสาม ร่างกายถึงกับสั่นสะท้านเพราะมนุษย์เวทเหล่านี้ สามารถฝึกศาสตร์ขมังเวทย์ได้ นี้ออกจะน่ากลัวเกินไปแล้ว
นางไม่รีรอให้วิชาผนึกมาถึง น้ำเสียงใสเอ่ยขึ้นอย่างโกรธา “พระขรรค์มยุรีนกยูงรำแพง ”
“สลายนภา”
รอบๆกายณิชาปรากฏคลื่นเวทหลากสี พวกมันก่อตัวเป็ภาพมายานกยูงที่กำลังรำแพง ภาพมายานกยูงค่อย ๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็ภาพมายาด้านหลัง
ภาพมายาาานกยูงได้โผบินทยานขึ้นฟ้า ก่อนที่ร่างกายมันจะะเิ เสียงะเินี้ได้สร้างรอยแตกร้าวให้กับผนังห้อง ที่ทำจากปูนสีขาวอันคงทน ผนึกเวทกักขังถูกพลังอันร้ายกาจะเิเข้าใส่ ด้วยความแตกต่างของพลังเวท ผนึกกักขังได้สลายหายไปราวกับเป็ฝุ่นผง
หุ่นมนุษย์เวททั้งสามไม่อาจหลบหนีพลังโจมตีได้ พวกมันได้สลายกลายเป็กระดาษที่ถูกเผา ยามเมื่อสร้างพวกมันก็เป็กระดาษมนุษย์อยู่เช่นนี้
ณิชาหอบหายใจเหนื่อย นางไม่คาดคิดเลยว่า การฝึกพลังเวทต่อสู้ในระดับ ะนิรันดร์จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ เพียงประหมาดเล็กน้อย ก็สามารถสร้างอันตรายต่อตนเองได้
ณิชากลับไปยังชั้นสอง นางนั่งสมาธิเพื่อทบทวนเื่ราวการต่อสู้ หาจุดบกพร่องของตัวเอง
………………..
ไตรเทพยามนี้ได้ฟื้นคืนสติขึ้นมา มันสำรวจร่างกายของตนเอง มันก็ยิ่งใเพราะยามนี้ มันอยู่ในระดับ ชะตาลิขิตขั้นกลางแล้ว
“ไม่คาดคิดว่าการใช้พลังเวทเกินขีดจำกัดตัวเอง จะสามารถสร้างมาตรฐานของเขตพลังให้เเข็งแกร่งขึ้น ”
สาเหตุที่ไตรเทพสามารถเลื่อนระดับพลังเวทได้นั้น ก็มาจากการหลอมรวมเืผู้พระขรรค์พรมัน ให้เป็หนึ่งเดียวกับร่างกาย ด้วยเหตุผลนี้ ไตรเทพถึงได้เลื่อนระดับ เป็ชะตาลิขิตได้