เที่ยงของวันที่ฟ้าครึ้มเมฆหนา
เมธานั่งเท้าคางมองไปข้างนอกผ่านผนังกระจกใสของห้องไปอยู่นานสองนานแล้วคิดในใจ
‘เื่ทั้งหมดเป็ความผิดฉันเองที่ไม่ได้บอกความจริงกับฟงเื่ที่ปวดหัว ฉันตัดสินใจแล้ว วันนี้แหละ ฉันจะต้องไปขอโทษฟง...ว่าแต่ต้องเริ่มพูดยังไงดีล่ะ’
เมธาหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วนึกคิดคำพูดไปอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะลงมือเขียนประโยคคำพูดที่เตรียมไว้ลงในกระดาษ
‘จริงสิ! ถ้ามีของติดไม้ติดมือแทนคำขอโทษไปให้เขาด้วยก็คงจะดีมิใช่น้อย’
ทันใดนั้น เมธาก็พับกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อแล้วลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วจนปุ้งกี๋ที่นั่งอยู่ข้างเขาสะดุ้งใจนเกือบจะสำลักน้ำกาแฟที่เธอกำลังดื่มทันใด
“พี่ปุ้งกี๋ครับ ผมขอตัวไปซื้อของตลาดนัดที่อยู่ตรงข้ามกับบริษัทแป๊บหนึ่งนะครับ”
“จ้า ๆ” ปุ้งกี๋ขานรับเมธาอย่างมึนงงพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดริมฝีปากตัวเองเบา ๆ
เมธารีบหยิบกระเป๋าสตางค์พร้อมกับคว้าร่มมาหนึ่งคันแล้วลงลิฟต์ออกจากบริษัทไปโดยเร็ว
ณ ตลาดนัดมีผู้คนน้อยนิดที่มาจับจ่ายซื้อของ เพราะในตอนนี้ท้องฟ้าครึ้มราวกับว่าฝนกำลังจะตก
เมธาเดินไปตามทาง มองซ้ายมองขวาหาของที่ถูกใจไปสักพักก็เจอกับร้านขนมหวานร้านหนึ่ง
‘ถ้าซื้อขนมไหมฟ้าของโปรดของฟงไปให้ละก็ ฟงจะต้องดีใจมากแน่ ๆ เลย’
เมื่อเมธาซื้อของเสร็จ จมูกของเขาก็ได้กลิ่นหอมหวานที่คุ้นเคยโชยมาจากทางด้านหลังของเขา พอหันหลังไปเขาก็เห็นแผงร้านผลไม้มีทุเรียนพูใหญ่สีเหลืองทองน่ารับประทานที่ถูกแพ็กไว้ในถาดโฟม ทันทีที่เมธาเห็นของโปรดของตน ตาของเขาก็เป็ประกายวาวพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ จึงรีบถลาตัวไปที่ร้านผลไม้แล้วซื้อทุเรียนทันใด
ไม่นานนักฝนก็ตกลงมาอย่างหนักพร้อมกับลมที่พัดกระหน่ำ แม่ค้าและพ่อค้าต่างพากันรีบเก็บของอย่างรีบร้อน ส่วนเมธาที่เพิ่งเดินออกจากตลาดก็กางร่มของตนแล้วพยายามเดินต้านแรงลมที่พัดโหมกระหน่ำ
“ข้ามถนนไปอีกนิดเดียวก็จะถึงบริษัทแล้ว” เมธาพยายามเดินต้านลมจนร่มที่เขาถือถูกลมพัดจนร่มเปิดขึ้นไป้า
“โถ่ ให้มันได้อย่างนี้สิ!” เมธาสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
ทันทีที่เมธาหุบร่มลง ตรงหน้าของเขาก็พลันปรากฏร่างของชายปริศนาที่คุ้นเคยนั่งอยู่บนพื้น แต่น่าแปลกนักที่การปรากฏตัวของชายปริศนาในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ราวกับว่าเขาเป็คนที่มีกายเนื้อจริง ๆ ไม่ใช่แค่ภาพหลอน
ตอนนี้บรรยากาศรอบตัวของเมธาพลันเป็สีดำสนิทราวกับอยู่ในความฝัน ด้วยความที่อยากรู้ว่าชายคนนี้ที่มักมาปรากฏให้เห็นนั้น้าอะไรจากเขา เมธาจึงค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินไปหาชายปริศนาแล้วถามเสียงดัง
“นี่เ้าคนแปลกหน้า นาย้าอะไรจากฉัน แล้วทำไมนายถึงชอบมาปรากฏตัวทำให้ฉันปวดหัวด้วย!”
“ข้าต้องทำตามคำสัญญา...”
“ฮะ?”
'เขาพูดคำเดิมอีกแล้ว'
ขณะที่เมธากำลังจะอ้าปากถามชายหนุ่มต่อ ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็สาดเข้าตาของเขาอย่างจังจนทำให้ต้องรีบหลับตาลงโดยเร็ว ชายปริศนาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปยังแสงสว่าง
“นายจะไปไหน มาคุยกันให้รู้เื่ก่อน!!”
เมธาพยายามวิ่งตามชายผู้นั้นอย่างสุดกำลัง พร้อมทั้งยื่นมือออกไปคว้าแขนของชายผู้นั้นไว้
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป!!”
เอี๊ยดดด โครมมม!
‘ขณะนี้พายุกำลังเคลื่อนตัวมายังตัวเมืองกรุงเทพฯ กะทันหัน ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ขอให้ทุกท่านโปรดอยู่แต่ในอาคารจนกว่าพายุจะอ่อนกำลังลงด้วยค่ะ มาริษารายงาน’
ฟงที่เพิ่งฟังข่าวจากโทรทัศน์ก็มองไปที่โต๊ะทำงานที่ไร้คนนั่งประจำการไปพักหนึ่ง พลันรู้สึกกังวลใจ จึงเดินไปหาปุ้งกี๋ที่กำลังอ่านเอกสารแล้วรีบถามอย่างร้อนรน
“พี่ปุ้งกี๋ครับ เมธาไปไหนเหรอครับ”
ปุ้งกี๋วางเอกสารลงแล้วตอบฟง “เมธาเขาไปซื้อของที่ตลาดนัดตรงข้ามกับบริษัท เดี๋ยวเขาก็กลับมาจ้ะ”
“อ๋อ...ครับ”
ฟงเดินกลับไปยืนที่โต๊ะทำงานของตนแล้วขมวดคิ้วมุ่นมองนาฬิกาที่แขวนอยู่กับผนังห้อง ‘แต่นี่มันจะบ่ายหนึ่งแล้วนะ ทำไมเขายังไม่กลับมากัน’
ทันใดนั้น เสียงหวอของรถกู้ภัยก็ส่งเสียงดังลั่นใกล้กับบริษัททำให้ฟงรู้สึกกระวนกระวายใจจนไม่มีสมาธิทำงานต่อ ฟงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วมองรายชื่อผู้ติดต่อไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโทร.ไปหาเมธาด้วยความร้อนใจ ทันใดนั้น โทรศัพท์ก็ถูกรับสาย
“เมธา นี่นาย...”
“สวัสดีค่ะ มิทราบว่าใช่ญาติของคุณเมธาไหมคะ”
‘เสียงผู้หญิง?’ ฟงชะงักค้างไปพักหนึ่งก่อนที่จะตั้งสติ ค่อย ๆ พูดตอบกลับเสียงหญิงสาวในโทรศัพท์
“ผมเป็เพื่อนเขาน่ะครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ตอนนี้คุณเมธาได้เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุถูกรถชน...” เสียงของหญิงสาวในโทรศัพท์ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคฟงก็รีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน
“อะ...อะไรนะครับ! ขอทราบรายละเอียดสถานที่ด้วยครับ!”
“บริเวณถนนสี่แยกใกล้กับบริษัทวารัตตาค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟงก็ตัวแข็งทื่อราวกับหัวใจหยุดเต้นก็มิปาน เขารีบวิ่งไปที่หน้าลิฟต์อย่างรวดเร็วจนปุ้งกี๋รีบถามเขาด้วยความสงสัย “ฟงเธอจะไปไหน”
ฟงไม่ตอบอะไรปุ้งกี๋ เขารู้เพียงแต่ว่าตอนนี้ต้องรีบไปที่ถนนสี่แยกให้เร็วที่สุด
ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก มีผู้คนจำนวนหนึ่งยืนมุงดูอุบัติเหตุอันน่าสลดใจ เมื่อฟงวิ่งไปถึงถนนสี่แยกเขาก็รีบเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปก่อนที่ชะงักค้างพร้อมขาที่อ่อนแรง
ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นถนน ร่างกายของเขาอาบชโลมด้วยเืสีแดงสด รอบตัวของเขามีข้าวของมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นถนน
ฟงมองร่างนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดพร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างที่ร้อนผ่าว ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินตรงไปหาร่างของเมธา เขาก็ถูกพยาบาลห้ามไว้ “คุณคะ ทางนี้ให้ทางเ้าหน้าที่กู้ภัยจัดการนะคะ”
ฟงไม่สนคำกล่าวห้ามของพยาบาลสาว เขารีบถลาตัวเข้าไปหอบร่างที่ไร้ิญญาขึ้นจากพื้นมาไว้ในอ้อมกอดแล้วะโเรียกชื่อของเมธาเสียงดังราวกับคนขาดสติ “เมธาฟื้นสิ! ฟื้นสิ!”
ทันใดนั้น สายตาของฟงก็ชำเลืองไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีคราบเืติดอยู่ถูกพับไว้อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเมธา ฟงค่อย ๆ เคลื่อนมือที่สั่นเทาไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่อ่านด้วยแววตาที่พร่าเลือน
‘ฟง วันนั้นเราขอโทษที่ไม่ได้บอกนายเื่ที่เราปวดหัว ขอโทษที่เราชอบทำให้นายเป็ห่วงอยู่เสมอ...และสุดท้ายนี้เรามีคำขออย่างหนึ่งที่อยากจะขอนาย...มันอาจจะยากเกินไปสำหรับนายถ้าเทียบกับสิ่งที่เราเคยทำไว้...ไม่ว่าจะได้คำตอบจากนายว่ายังไงก็ตาม แต่มันก็ยังดีกว่าที่เราไม่ได้บอกนายเลย ฟง...คืนดีกันนะ’
พอฟงได้อ่านข้อความในกระดาษ หยาดน้ำใสก็ค่อย ๆ หลั่งรินออกมาจากดวงตาของเขา
“เรายกโทษให้นายแล้ว เมธาฟื้นขึ้นมาฟังเราสิ ฮือ ๆ เมธา!! ฮึก...” ฟงร้องไห้คร่ำครวญเรียกชื่อร่างที่ไร้ิญญาสุดเสียงแล้วก้มหน้าร้องไห้กอดร่างของเมธาไว้แน่นจนเสื้อสีขาวของเขาเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยเืสีแดงชาด
“อา...เวียนหัวชะมัด” เมธาพยายามลืมตาที่ยากจะเปิดออกขึ้นแล้วพึมพำเสียงเบา “เหมือนจะคว้าแขนเ้าคนแปลกหน้าได้แล้ว แต่รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากระแทกเข้าที่ตัวอย่างแรงจนฉันสลบไป เฮ้อ...รีบเอาขนมไหมฟ้าไปให้ฟงดีกว่า” ขณะที่เมธากำลังยื่นมือไปคลำหาของอยู่นั้น เขาก็ััได้ถึงความนุ่มของอะไรบางอย่าง จึงชะงักค้างไปพักหนึ่งก่อนที่จะค่อย ๆ ชำเลืองมองลงไปดูสิ่งที่อยู่ในมือของตน ปรากฏว่าในมือของเขาคือผ้าห่มที่อยู่บนเตียง
พอเมธาเลื่อนสายตามองไปที่มือของตน เหงื่อเม็ดน้อยใหญ่ก็พลันผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากในทันใด เขาค่อย ๆ ยกมือบางที่สั่นเทาทั้งสองข้างของตนขึ้นมาดูพร้อมกับเบิกตากว้าง
“น...นี่มันอะไรกัน!!” ทันใดนั้น เมธาก็เคลื่อนมือไปลูบคลำใบหน้าของตัวเองหลายทีแล้วรีบลุกพรวดลงจากเตียงไปส่องกระจกโดยเร็ว ทันทีที่เมธาเห็นใบหน้าของตนสะท้อนจากกระจกเขาก็แทบจะเป็ลมล้มพับ เพราะเงาสะท้อนจากกระจกไม่ใช่ตัวเขา!
คนผู้นี้สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงชาด มีดวงตาดำขลับ ผมยาวสีดำสนิท ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องแป้ง อีกทั้งร่างกายยังดูบอบบางราวกับคนไม่มีแรง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น! แต่เดี๋ยวนะ น้ำเสียงแบบนี้มันคุ้น ๆ...อย่าบอกนะว่าร่างนี้คือร่างของเ้าคนแปลกหน้า!!” เมธาตะลึงตาค้างจนขาทั้งสองข้างอ่อนแรงแทบจะทรุดลงกับพื้น เขาพยายามตั้งสติโดยการเดินวนในห้องสี่เหลี่ยมกว้างไปสามรอบแล้วมาหยุดที่หน้ากระจกเหมือนเดิม ก่อนจะมองตัวเองในกระจกแล้วค่อย ๆ เลื่อนสายตาต่ำลงมาที่ส่วนล่างของตนพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
‘พอได้เห็นโฉมหน้าของเ้าคนแปลกหน้าแล้ว จะว่าสวยก็ไม่ใช่จะว่าหล่อก็ไม่เชิง ตกลงแล้วคนผู้นี้เป็หญิงหรือชายกันแน่??’ เมธาหลับตาแน่นพร้อมกับค่อย ๆ เคลื่อนมือที่สั่นเทาไปรั้งชายกระโปรงของตนขึ้นแล้วค่อย ๆ ถอดกางเกงสีขาวลง
เมธาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พอสายตาของเขาได้เห็นส่วนล่างของตนยังคงมีน้องชายอยู่เป็ปกติ ก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับกำกระโปรงที่ตนเปิดขึ้นไว้แน่นแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เฮ้อ...ยังดีที่เ้าคนแปลกหน้าเป็ผู้ชายจริง ๆ แต่มันตงิดตรงที่ว่าทำไมเขาต้องสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงแล้วแต่งหน้าทาปากเหมือนกับผู้หญิงนี่แหละ”
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับแสงสว่างจากข้างนอกที่ส่องเข้ามา หญิงสาวชุดกระโปรงยาวแบบจีนโบราณสีเหลืองอ่อนเดินกุมมือเข้ามาในห้องด้วยท่าทางที่เรียบร้อย
“คุณหนูเ้าคะ คือว่าข้า...หื้อ?!” หญิงสาวอุทานเสียงดังพร้อมกับตะลึงจนตาค้างก่อนที่จะเลื่อนสายตามองมาที่ส่วนล่างของเมธา
‘...ฉิบหายแล้ว’