บทที่ 52 ยืมหนังสือ
เฉินเถียนเถียนรู้สึกว่าเด็กคนนี้ยังเป็นผู้ที่สามารถปั้นแต่งได้ นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะสอนมุมมองเรื่องถูกผิดให้เขา
แม้ว่าหลินชุนฮวาจะพยายามสอนในทางที่ผิด แต่หากมีเฉินเถียนเถียนคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ก็คงไม่ถึงขั้นนั้น
“ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นคนต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ หากมีคนทำดีกับเจ้า เจ้าก็ควรทำดีตอบเช่นกัน แต่ก็ต้องรู้จักปกป้องตัวเองด้วย หากมีคนรังแกเจ้า เจ้าต้องหาวิธีปกป้องตัวเอง และเรียนรู้ที่จะโต้กลับ”
“เหมือนเมื่อครู่ ตอนที่พี่ชายจะตีเจ้า เจ้าสามารถหนีมาหาข้าได้เลยและเจ้าต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้พี่ชายไม่กล้าตีเจ้าเช่นนี้อีก หากตอนนี้เจ้ายังไม่มีความสามารถเช่นนั้น ก็ต้องอดทนหลบเลี่ยงไปก่อน เข้าใจหรือไม่?”
เฉินเฉินพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“เมื่อวานข้าบอกเจ้าไปแล้วว่า ท่านแม่อาจจะไม่ยินยอมให้เจ้าไปเรียนหนังสือ ตอนนี้ดูเหมือนนางจะไม่ยินยอมจริง ๆ แต่เฉินเอ๋อร์ การที่เจ้าพยายามยืนหยัดทำในสิ่งที่เจ้าต้องการ นี่เป็นเรื่องที่ดี”
เฉินเฉินได้รับคำชมจากพี่สาวจึงยิ้มด้วยความดีใจ
“วันนี้พี่ชายเจ้าต้องไปฟ้องก่อนแน่ ๆ ว่าเจ้าไม่ยอมเรียนหนังสือ หาว่าเจ้าโง่และ ไม่เชื่อฟังเขา เจ้าจะรับมืออย่างไร?”
เฉินเฉินกลับลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ “พี่ใหญ่ตีข้า เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?”
เฉินเถียนเถียนคิดว่า นี่เป็นเวลาที่ควรจะสอนให้รู้จักการยืนหยัดและไม่ยอมแพ้ ก่อนที่ความพยายามที่สร้างมาจะถูกหลินชุนฮวาทำลายไป
“ท่านแม่ไม่ฟังคำแก้ตัวของเจ้าหรอก นางยังจะคิดว่าเป็นความผิดของเจ้าที่โง่เขลา หรืออาจจะตีเจ้าด้วยซ้ำ เจ้าเชื่อหรือไม่?”
เฉินเฉินส่ายหัวไปมาพลางนั่งลง “จะไม่เป็นเช่นนั้นหรอก พวกเขาจะไม่ทำกับข้าเช่นนั้น”
เฉินเถียนเถียนยิ้มพลางลูบหัวเด็กคนนี้ แล้วกล่าวว่า “ถึงเวลานั้นเจ้าก็จะรู้เอง ถ้ามีคนใส่ใจหรือเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูด พวกเขาจะตั้งใจสืบหาความจริง ถ้าหากไม่เป็นความจริง โทษทั้งหมดก็จะตกไปอยู่กับคนที่ทำร้ายเจ้า แต่ถ้าหากเป็นความจริง ทุกอย่างก็จะเป็นความผิดของเจ้า”
เฉินเฉินปัดมือของเฉินเถียนเถียนออก ร้องไห้พลางพูดว่า “แต่ท่านพ่อต้องไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน!”
“ตอนแรกท่านพ่อย่อมไม่เชื่อแน่นอน แต่ถ้าท่านแม่เกลี้ยกล่อมและพูดให้ฟังทุกวัน ท่านพ่อก็ต้องเชื่อแน่นอน ในสายตาของท่านพ่อมีเพียงท่านแม่ที่ดีที่สุด ดังนั้นไม่ว่าท่านแม่จะพูดอะไร ท่านพ่อก็จะรู้สึกว่ามีเหตุผลเสมอ”
เฉินเฉินถามด้วยน้ำเสียงสะอื้น “แล้วข้าควรทำอย่างไรดี? ถึงจะทำให้พวกเขาเชื่อข้า”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ในสายตาของพวกเขา ข้าก็เป็นแค่คนนอก แน่นอนว่าออกหน้าเรียกร้องแทนเจ้าไม่ได้ และยิ่งข้าเรียกร้อง พวกเขาอาจจะยิ่งรังแกเจ้า แต่เจ้าต้องรู้ว่า ผู้แข็งแกร่งสามารถอดทนต่อสิ่งที่คนทั่วไปทนไม่ได้ เจ้าต้องอดทนไปก่อน ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ห้ามโต้ตอบเด็ดขาด”
“ปีหน้าตอนสอบคัดเลือก เจ้าต้องสอบให้ติด เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ไม่ต้องสนใจพี่ชายอีกต่อไป เข้าใจไหม?”
เฉินเฉินพยักหน้าอย่างจริงจัง คำพูดของพี่สาวมักมีเหตุผลเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
สองพี่น้องเดินกลับบ้านอย่างเงียบ ๆ เฉินเฉินกลับไปที่ห้องนอน ส่วนเฉินเถียนเถียนกลับไปที่โรงเก็บฟืน
วันนี้หลินชุนฮวาไม่ได้ไปไหน จึงไม่ได้แต่งหน้าสะสวย นางนั่งอยู่ในห้อง
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุร้าย ฝังแน่นอยู่ในใจของเฉินเฉิน
เฉินเฉินซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่กล้าออกมา ส่วนเฉินเถียนเถียนก็ซ่อนตัวอยู่ในโรงเก็บฟืน สองคนน่ารำคาญไม่ปรากฏตัว หลินชุนฮวาจึงสบายใจ เที่ยงวันก็จัดอาหารง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง
ทานข้าวอย่างมีความสุขกับลูกชายคนโตของนาง เฉินเฉินซ่อนตัวอยู่ในห้องของตนเอง ได้ยินเสียงคนหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ในใจก็พลันเกิดความโกรธขึ้น ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นลูกของนาง ทำไมถึงไม่มีสิทธิ์นั่งตรงนั้นล่ะ?
แต่ความโกรธก็ค่อย ๆ จางหายไป พี่สาวเคยบอกไว้ว่า หากใครใส่ใจเรา ให้ใส่ใจเขาตอบ แต่ใครที่ไม่หวังดีเรา ก็อย่าไปสนใจ ต่อให้เขาจะตายตรงหน้าก็ตาม
เฉินเฉินเข้าใจความจริงนี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่คาดหวังความรักจากมารดาอีกต่อไป
หลินชุนฮวาไม่เคยรู้เลยว่าในตอนนี้นางกำลังสูญเสียอะไรไป หรือแท้จริงแล้วในสายตาของนาง สิ่งที่นางสูญเสียไปก็เป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง นางจะมีหรือไม่มีก็ได้!
เพียงแต่เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้น เขาจะได้ก้าวไปยืนในจุดสูงสุด วันนั้นนางจะต้องเสียใจ!
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้นางไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเด็กคนนั้นจะหิวโหยมานานแค่ไหน
ตอนกลางคืน เฉินผิงอันกลับมาบ้าน เขาได้เงินที่แพ้ไปเมื่อวานนี้กลับมา แม้จะดีใจที่ได้เงินกลับคืน แต่เงินที่ได้มาก็ใช้จ่ายไปหมดแล้ว
ดังนั้นเมื่อหลินชุนฮวาถามขึ้น เขาก็แค่ตอบอย่างขอไปทีว่าไม่ได้แพ้ไม่ได้ชนะ!
เฉินเฉิงเยี่ยคิดไว้ว่า หากเฉินเฉินไปฟ้องท่านพ่อ เขาจะสั่งสอนเฉินเฉินอีกครั้ง และจะบอกกับเฉินผิงอันว่าเด็กคนนี้โง่เขลาเกินกว่าจะเรียนหนังสือ
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินเฉินนั่งทานข้าวเย็นด้วยใบหน้าเรียบเฉย โดยไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางวันเลยสักคำ ทำให้เฉินเฉิงเยี่ยรู้สึกสะใจมาก
เพียงแต่ตอนที่ทานข้าวเกือบหมดแล้ว เฉินเฉินกลับพูดขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่สอนข้าอ่านหนังสือดีมาก แต่ข้าอยากได้หนังสือสักเล่ม หนังสือสำหรับเริ่มต้นเรียน ข้าคิดว่าพี่ใหญ่ต้องให้ข้ายืมแน่ ๆ ใช่หรือไม่?”
เฉินเฉิงเยี่ยเกือบจะพูดออกมาว่า ‘ทำไมข้าต้องให้เจ้ายืมหนังสือด้วย!’
แต่หลังจากนั้นก็นึกถึงเรื่องที่ท่านแม่ทำ ช่างเถอะ ยังไงหนังสือพวกนั้นเขาก็เรียนมาหมดแล้ว ทิ้งไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เอาไปให้เด็กนี่ก็ได้ และหากเฉินเฉินทำหนังสือของเขาเสียหาย เขาและท่านแม่ก็จะสามารถใช้โอกาสนี้ลงโทษและโยนความผิดให้เด็กนี่ได้!
เฉินเฉิงเยี่ยจึงแสร้งทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดี ตบไหล่น้องชายของตัวเองแล้วพูดว่า “ได้อยู่แล้ว ข้าจะให้เจ้ายืมหนังสือ”
เฉินเฉินดูเหมือนจะซาบซึ้งใจพี่ชายคนนี้จริง ๆ เขายิ้มแล้วพูดว่า “ขอบคุณพี่ใหญ่!”
เฉินผิงอันมองดูพี่น้องทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวกันก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ แล้วหันไปพูดกับหลินชุนฮวาว่า “เจ้าดูพี่น้องคู่นี้สิ หากต่อไปพวกเขาเติบโตได้เป็นขุนนาง ก็พอที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้”
หลินชุนฮวาหัวเราะเยาะในใจ แต่ภายนอกยังคงยิ้มพยักหน้าอย่างมีความสุข
ในมุมที่เฉินผิงอันมองไม่เห็น หลินชุนฮวา ยิ้มอย่างดูถูกและคิดในใจว่า ‘เฉินผิงอัน ผู้โง่เขลาจะให้กำเนิดบุตรที่ฉลาดได้อย่างไร?’ เด็กคนนี้ช่างโง่เขลาต่ำต้อย หลินชุนฮวาไม่ได้มองว่าเฉินเฉินคือลูก นางมีลูกชายเพียงคนเดียว นั่นก็คือ เฉินเฉิงเยี่ย
หลินชุนฮวาเชื่อว่าลูกชายคนโตของนางต้องมีอนาคตที่ดีแน่ เพราะเด็กคนนี้เคยได้รับคำชมจากอาจารย์ว่าฉลาดหลักแหลม