“คืนนี้เจอกัน!’’เจียงหยาง หยวนอิ้ง หวู่เสิน ทั้งสามคนต่างรํ่าลาพวกมู่หลินขณะที่ขับรถ BMWของพวกเขาออกไป
“ยังเหลือเวลาอีกตั้งนานกว่าจะถึงงานเลี้ยงฉลองนายอยากจะไปเที่ยวในเมืองรึเปล่า?’’ มองพวกเจียงหยางที่จากไปแล้ว ซุยิก็ยิ้มถามชายหนุ่มที่ข้างๆเขาเดิมทีเขาคงไม่ถามคําถามนี้แต่ในตอนนี้มู่หลินนั้นมีเงินมากมายพอที่จะซื้อของหรูหราแล้วเขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง
“ก็ดีเหมือนกัน’’มู่หลินพยักหน้าอย่างไม่ปฏิเสธ ตอนนี้เขากลับมาโลกแล้วเขาก็อยากจะไปเที่ยวเล่นชมความรู้สึกของคนธรรมดาเสียบ้างอีกอย่างเขาก็ไม่ได้เป็คนจนอีกต่อไป แต่เขาเป็ถึงผู้ที่เงินล้าน!
เจ็ดล้านหยวน!
เมื่อตกลงกันได้ก่อนที่จะแยกกับซุยิ มู่หลินก็ได้ติดรถของอีกฝ่ายเพื่อเข้าตัวเมืองไปจากนั้นทั้งสองก็แยกทางกันโดยมีนัดเจอกันอีกทีในตอนกลางคืน
มู่หลินเดินชมเมืองอย่างไม่รีบร้อนระหว่างทางเขาได้ซื้อหนังสือคู่มือท่องเที่ยวของเมืองมาด้วยโดยตั้งใจว่าจะไปเที่ยวให้สบายใจก่อนถึงงานเลี้ยง
สําหรับมู่หลินแล้วแม้เขาจะเคยไปถึงจุดสูงสุดและกลายเป็ผู้บําเพ็ญเพียรแต่เขาก็ไม่ได้ต่างไปจากคนธรรมดาทั่วไปดังนั้นความรู้สึกอยากสนุกหรืออยากมีความรักของเขา ย่อมเป็เหมือนกันกับคนธรรมดาซึ่งเมื่อได้มามาเก๊าทั้งทีเขาก็อยากจะเที่ยวให้เหมือนกับตอนท่องแดนเต๋าเพื่อผนึกมาร
ในไม่ช้ามู่หลินก็เลือกจุดหมายได้เขาจึงนั่งรถแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยัง มาเก๊าทาวเวอร์
มาเก๊าทาวเวอร์เป็หอคอยที่มีจุดชมวิวสูงถึง223 เมตร และเป็นแบบพาโนรามิค360 องศาสําคัญเลยคือมันเป็รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามจนเป็หนึ่งในสัญลักษณ์ของมาเก๊าดังนั้นด้วยการที่เวลาไม่ได้มีเหลือเฟือมาก มู่หลินจึงคิดว่าการไปชมวิวย่อมดีกว่า
“ออกแบบได้ดี แต่ก็ยังไม่ถึงกับสิ่งที่ฉันเคยสร้าง…’’หลังจากที่มาถึงจุดที่สูงที่สุดของมาเก๊าทาวเวอร์ มู่หลินก็พึมพําพลางระลึกถึงความหลังในอดีตตอนอยู่แดนเต๋านั้นเขาเคยสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างมากมายพวกมันล้วนเป็สิ่งมหัศจรรย์ที่สามารถเป็สมบัติของแดนเต๋าได้เลย
“ไปพิพิธภัณท์มาเก๊าครับ!’’เมื่อชมวิวซักพัก มู่หลินก็เริ่มเดินทางต่อโดยมีจุดหมายเป็พิพิธภัณท์มาเก๊าเขาตั้งใจที่จะไปดูงานศิลปะสมัยก่อน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมู่หลินก็ได้มาถึงพิพิธภัณท์มาเก๊าเขาใช้เวลาไม่นานนักไปกับการเดินชมทั่วทั้งหมดของมัน ก่อนที่จะเริ่มเดินทางต่อ โดยมีเป้าหมายคือหมู่บ้านโคโลอาน!
อย่างไรก็ตามเป้าหมายครั้งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากการเดินชมเมืองครั้งก่อนหน้าแต่มันเป็การหาข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกฝนในโลกนี้
เพราะมู่หลินรับรู้มาว่าหมู่บ้านโคโลอานนั้นใกล้เคียงกับพื้นที่ที่อุดมไปด้วยธรรมชาติมากที่สุดในมาเก๊า เขาจึงอยากไปััถึงพลังงานฟ้าดินแถวนั้นดูว่ามันยังหลงเหลือความหนาแน่นอยู่รึเปล่า
ไม่ช้า มู่หลินก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านโคโลอาน โดยเขาเดินไปพลางสังเกตรอบๆนี้อย่างตั้งอกตั้งใจจากนั้นเขาก็ใช้ฌานหยั่งรู้ของเขาเพื่อััถึงพลังงานฟ้าดิน
พริบตา มู่หลินก็เลิกคิ้วขึ้น“ดูเหมือนว่าพลังงานฟ้าดินของที่นี่จะค่อนข้างแตกต่างจากที่อื่น’’พลังงานฟ้าดินรอบๆนี้นั้นแม้จะไม่สามารถเทียบได้กับความหนาแน่นของจักรวาลระดับสามัญทั่วๆไปแต่มันก็ยังหนาแน่นกว่าที่อื่น และเพียงพอต่อการบ่มเพาะในขอบเขตแรกๆของผู้บ่มเพาะ
มู่หลินจึงตั้งใจว่าหลังจากงานเลี้ยงฉลองในคืนนี้จบลงก่อนที่เขาจะกลับไปยังเมืองหลวง เขาจะมาที่นี่อีกครั้ง
ถึงจะอย่างนั้นก่อนที่เขาจะออกเดินทางกลับระหว่างที่เดินผ่านหมู่บ้าน ตรอกซอยเล็กๆแห่งหนึ่งก็มีเสียงหลุดรอดออกมามันเป็เสียงของอันธพาลจํากลุ่มหนึ่งที่กําลังโมโห
“บัดซบ!ไอ้บอดทําไมวันนี้แกถึงหาเงินได้แค่นี้กันล่ะ?’’
“อย่าบอกนะว่าแกเอาเงินส่วนหนึ่งไปซ่อนจากพวกเรา?’’
“เหอๆเดี๋ยวนี้แกชักมีความกล้ามากเกินไปแล้ว! สงสัยวันนี้ถ้าพวกเราไม่มอบบทเรียนให้แกแกคงจะกล้าคิดอะไรโง่ๆเช่นนี้อีก!’’
“...’’
ภายในตรอกซอยที่มืดมิดกลุ่มอันธพาลซึ่งเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ห้าคนกําลังล้อมรอบเด็กหนุ่มอายุราวๆเก้าขวบเอาไว้
เด็กหนุ่มคนนี้มีหน้าตาใสซื่อและเนื้อตัวของเขาค่อนข้างมอมแมมเสื้อผ้าบนร่างขาดหลุดรุ่ยจนแทบเห็นชิ้นเนื้อด้านในอย่างไรก็ตามสิ่งที่ทําให้เขาถูกดูถูกไม่ใช่สิ่งเหล่านี้แต่เป็เื่ที่เขาพิการทางสายตาต่างหากดังนั้นในปัจจุบันถึงแม้จะถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าอันธพาลแต่เขาก็ไม่สามารถลืมตามองดูพวกมันได้
“ผะ...ผม!ผมไม่ได้เอาเงินไปซ่อนจริงๆนะครับ! แต่ว่า…’’เด็กหนุ่มปากสั่นพยายามที่จะหาทางอธิบาย
“แกคิดว่าพวกเราโง่รึไง? ฮึ่ม!’’หัวหน้าของกลุ่มอันธพาลก้าวเดินออกมาและลงมือเตะเข้าใส่ท้องของเด็กหนุ่มอย่างไม่บอกไม่เตือน
ตุบ!
เด็กหนุ่มที่โดนเตะก็ลงไปนอนดิ้นกองกับพื้นอย่างเ็ปถึงจะอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องใดๆออกมาและทําเพียงแค่กัดฟันกรอดอดทนมัน
“โห? เดี๋ยวนี้แกเก่งกล้าถึงเพียงนี้แล้วรึ!’’ฉิงเฉาโกรธมากขึ้นไปอีก ดูเหมือนว่าถ้าเขาไม่ฝังความกลัวเอาไว้ในจิตใจของเด็กหนุ่มภายภาคหน้าเขาคงไม่สามารถใช้งานมันได้อีกต่อไป
“พวกแกสั่งสอนมัน!’’ โดยไม่รอช้า เขาสั่งให้ลูกน้องของเขาเริ่มลงมืออย่างรวดเร็ว
“อั๊ก!’’เด็กหนุ่มที่ถูกรุมอัดก็ปรากฏาแมากมายบนตัวของเขาก่อนจะกระอักเืออกมาทว่าเขาก็ยังคงไม่ส่งเสียงร้องและเพียงแค่กัดฟันเหมือนเดิม!
“บัดซบ!’’เห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ส่งเสียงร้องทั้งๆที่โดนไปมากมายตั้งขนาดนั้นฉิงเฉาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความหงุดหงิดจนถึงที่สุด
“ลูกพี่ผมว่าวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนดีกว่าไหม?’’ลูกน้องคนหนึ่งของฉิงเฉาพูดขึ้น เขากลัวว่าหากพวกเขายังคงลงมือซ้อมเด็กหนุ่มต่อไปเรื่อยๆอีกฝ่ายอาจตกตายได้
และนั่นไม่ใช่เื่ดีอย่างแน่นอน!
“ก็ได้!’’ถึงจะหงุดหงิดแต่ฉิงเฉาก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะถ้าเด็กหนุ่มตายขึ้นมาจริงๆพวกเขาคงไม่สามารถหาเงินได้ง่ายๆอีกต่อไป
เดิมทีแล้วฉิงเฉาและพรรคพวกเป็คนกลุ่มหนึ่งที่เคยก่อคดีและถูกส่งตัวเข้าคุกพวกเขาที่กลับออกมาจึงไม่มีใครรับทํางาน ด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มที่พิการทางสายตาและอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนจึงเป็ตัวเลือกที่ใช้งานง่ายด้วยหน้าตาใสซื่อคนจึงเห็นใจเด็กหนุ่มและทําให้มีการบริจาคเกิดขึ้นพวกเขาจึงใช้วิธีนี้มาเรื่อยมาและเอาเงินบริจาคพวกนั้นมาใช้เพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง
“ไอ้บอดหากยังเกิดเหตุการแบบนี้ขึ้นอีกแกจะโดนหนักกว่านี้แน่!และถ้าแกกล้าหนีไปล่ะก็...แกคงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของแก? หึๆ!ไปกันเถอะพวกเรา!’’ แต่ก่อนที่ฉิงเฉาจะจากไปเขาก็ไม่ลังเลที่จะข่มขู่เด็กหนุ่มอีกครั้งเขาไม่สนด้วยซํ้าว่าถึงเหตุผลที่เด็กหนุ่มจะพยายามอธิบาย
ไม่ช้าพวกของฉิงเฉาก็จากไปเด็กหนุ่มจึงพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลําบากเขากัดฟันกรอดพลางสบถด้วยความแค้นอันชิงชัง “ไอ้พวกบัดซบ!ต้องมีซักวันที่ฉันสามารถทวงคืนความยุติธรรมกับพวกแกได้!’’
เด็กหนุ่มคนนี้คือ วั่งซู!
วั่งซูนั้นพิการทางสายตามาั้แ่กําเนิดและอาศัยอยู่กับแม่ที่ป่วยกันแค่สองคนซึ่งทุกอย่างแม้จะไม่ได้สบายและยากลําบาก แต่พวกเขาก็มีความสุขกันดีจนกระทั่งพวกของฉิงเฉาโผล่มา ทุกอย่างมันก็เริ่มเลวร้ายเขาถูกขู่ให้ทํางานรับใช้พวกมัน และถ้าเขากล้าคิดจะหนีพวกมันจะหันเป้าไปที่แม่ของเขาแทน ดังนั้นเขาจึงได้อดทนทําทุกอย่างมาตลอด
ส่วนวันนี้ที่เขาไม่สามารถหาเงินได้อย่างทุกทีมันเป็เพราะคนอื่นๆที่บริจาคให้เขาเริ่มรู้กันแล้วว่าเงินเ่าั้ไม่ได้ช่วยเขาแต่มันไปช่วยพวกฉิงเฉาแทน พวกเขาจึงเลือกที่จะไม่บริจาคดั่งเช่นทุกที
ดังนั้นวันนี้และวันต่อๆไปวั่งซูสามารถรู้ได้เลยว่าชะตากรรมของเขาจะต้องเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
“ไม่ว่าจะทํายังไงฉันก็จะต้องพาแม่ออกจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ให้ได้!’’ครู่ต่อมา วั่งซูกําหมัดแน่นอย่างแน่วแน่ หากเขาไม่สามารถทําได้แล้วเขาคงเป็ลูกเนรคุณอย่างแน่นอน!
โดยไม่รอช้า วั่งซู่ก็เตรียมจากไปแต่ก่อนที่เขาจะได้ก้าวเดินออกจากตรอกมืดๆแห่งนี้ทันใดนั้นเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นในหูของเขา “ความแน่วแน่ของเธอฉันได้เห็นมันหมดแล้ว!เพียงแค่เธอติดตามฉัน ไม่ว่าจะเป็อะไรเธอก็สามารถทําได้!แม้กระทั่งการแก้แค้นกลุ่มคนพวกนั้น เธอสามารถทํามันได้ทันที! ว่ายังไงล่ะ?จะติดตามฉันคนนี้หรือเปล่า?’’
ได้ยินวั่งซูก็ตกกะใจและรีบหันไปทางที่เสียงดังขึ้นทันที
ตรงข้ามกับวั่งซูชายหนุ่มคนหนึ่งเดินก้าวเข้ามา เขามีหน้าตาหล่อเหลาและั์ตาสีฟ้าที่อ่อนโยน
“คุณเป็ใคร?’’ถึงจะไม่สามารถมองเห็นได้ แต่วั่งซูก็รู้ได้ทันทีว่าคนๆนี้จะต้องเป็วัยรุ่นเขาจึงถามออกไปตามสัญชาตญาณอย่างระมัดระวัง