คำพูดทั้งหมดถูกแปลโดยสามเณรน้อยที่นั่งข้างกายพระภิกษุชรา เพราะว่ามีแต่ปอยเท่านั้นที่ฟังภาษาล้านนาออก ซึ่งเมื่อสามเณรน้อยพูดจบทั้งหมดก็พลันมีสีหน้าอึ้งทันที พระภิกษุชราไม่ได้รอให้ทั้งหมดถามอะไร เพราะท่านก็พลันเอ่ยขึ้นว่า
“สูเขาตึงหมดมีชะตาร่วมกั๋น” ท่านส่ายศีรษะเบาๆ “ร่วมถึงอาตมาโตย”
“จ้าว…” ปอยลากเสียงอย่างสงสัย “ตุ๊ป่อหมายความว่าอย่างใดจ้าว น้อง…บ่อเข้าใจ๋”
พระภิกษุชราทอดสายตาเลยผ่านทั้งสี่ไปยังนอกกุฎิหลังเล็ก ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เื่ก๋รรมนี้มันเป็อจินไตยแต๊ๆ” ท่านรำพึง ก่อนจะมองกลับมายังทั้งสี่ที่นั่งเรียงหน้ากระดาน “เมื่อหลายสิบปีก่อนที่อาตมาจะมาบวชอยู่ในพระพุทธศาสนานั้น อาตมาก็เป็คนหนึ่งที่ได้ร่ำเรียนมาทางไสยศาสตร์โหรา ทั้งวางชะตาบ้านชะตาคน ในสำนักสุเทพฤๅษี สำนักเก่าแกที่สืบทอดมาั้แ่สมัยพระนางเ้าจามเทวี หรือก็คือสำนักของบุญสม ป่อของอีหล้าเดือน ที่ตุ๊ป่อฝากหื้อสูเขาช่วยผ่อช่วยดูแลนั้นล่า” ท่านผ่อนลมหายใจออกยาว ขณะที่ทั้งหมดนั่งฟังอย่างแนวนิ้ง “อาตมากับบุญสม ก็ใช้วิชานี้ทำมาหากินมาเมินนาน แต่ทว่าวันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็ได้มีเศรษฐีจากรุงเทพคนหนึ่งได้มาหื้ออาตมาและบุญสมไปวางชะตาบ้านหื้อกับเขา มันเป็บ้านสัปลี บ้านผีต๋าย เพราะว่าเศรษฐีใหญ่คนนั้นบอกว่าจะสร้างหื้อกับเหล่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป เพราะในวิชานี้มีความเชื่อว่า บ้านร้ายของคนจะดีกับผี บ้านดีของคนผีอยู่บ่อได้”
“ฮวงจุ้ยกลับด้าน…” ปอยรำพึง “หรือว่าบ้านทั้งหมดนั้น….”
“แม่นแล้ว” พระภิกษุชราพยักหน้า “บ้านที่สูเขาไปพบเจอมาทั้งหมดนั้น ก็คือบ้านผีต๋าย”
“ตุ๊ป่อเป็คนยะกะจ้าว”
“ถึงบ่อได้ยะ แต่ก็ว่าบ่อเชิง” ท่านส่ายศีรษะช้าๆ “บ้านที่อาตมาและบุญสมไปวางชะตาไว้ ก็คือ เฮือนคุ้มเ้าหลวงนั้นแล แต่เพราะเฮือนคุ้มเ้าหลวงนั้นล่า ที่ยะหื้อเกิดเื่ทั้งหมดขึ้นมา” ท่านถอนหายใจออกยาวๆ ครั้งหนึ่ง “แต่เดิมที่เศรษฐีจากกรุงเทพบอกว่าจะสร้างหื้อบรรพบุรุษนั้น กลับได้ขายมันหื้อกับครอบครัวหนึ่ง และครอบครัวนั้นร่วมถึงคนที่อยู่ในบ้านนั้นหลายสิบชีวิตก็ได้ตายโหงหมดบ้าน เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น อาตมาจึงรู้สึกผิดและตัดสินใจออกบวชั้แ่นั้นเป็ต้นมา และคงจะเป็เพราะอานิสงส์ของการบวชนี้เล่า จึงทำให้ครอบครัวของอาตมาบ่อจบลงแบบบุญสม”
“จบลงแบบบุญสม” ปอยทวนคำ “อย่างใดจ้าว”
“ก็จบลงแบบเดียวกับครอบครัวนั้น” พระภิกษุชราทอดสายตาออกไปไกล “หลังจากนั้นบ่อกี่ปี อาตมาก็รู้ข่าวว่าบุญสมและป่อแม่ปี่น้องลูกเมียก็ตายโหงหมดบ้านเหมือนกัน มีเพียงคนเดียวที่รอดได้อย่างปาฏิหาริย์นั้นก็คือลูกสาวของมัน ที่กลายเป๋นบ้าไป อาตมาจึงพามันมาอยู่ที่วัด ก่อนจะฝากหื้อสูเขาช่วยดูแลต่อนั้นแล”
“เออ…ขอโทษครับหลวงพ่อ” คุนที่รับฟังมาตลอดเอ่ยแทรกขึ้นตามนิสัยช่างสงสัยของตน “ว่าแต่เื่พวกนี้มันเกี่ยวกับพวกผมยังไงหรือครับ พวกผมมีชะตาร่วมกันยังไงหรือครับ”
“อันมนุษย์นั้นมีกรรมเป๋นแดนเกิด มีกรรมเป๋นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป๋นที่ไป มีกรรมเป็ที่มา” ท่านกล่าวเรียบๆ “เื่นี้ถ้าสูเขาอยากจะรู้ ก็คงต้องไปหาคำตอบเอาในที่ที่หนึ่ง และที่นั่นก็จะเป็ที่ๆ สูเขาจบเื่จบราวทั้งหมดนี้”
“ที่ไหนครับ” วิษณุถามขึ้นบ้าง
“เฮือนคุ้มเ้าหลวง” ท่านยิ้มอย่างเมตตา “คงจะได้เวลาพอดี”
แทบจะในทันที ขณะที่พระภิกษุชรากล่าวคำพูดจบ เสียงโทรศัพท์ของดาวก็ดังขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้เ้าตัวที่จดจ่ออยู่กับเื่หลอนที่เหมือนประหนึ่งกำลังฟังรายการผีอันแสนชื่นชอบถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนที่ดาวจะลนลานลวงเอามือถือของตนออกมาและเปรยขึ้นเบาๆ
“คุณแพรวาโทรมา” ดาวเงยหน้าขึ้นมองดูสามคน ก่อนจะค่อยๆ มองไปยังพระภิกษุชราอย่างเลื่อมใส “หรือว่า…”
“ถึงเวลาที่สูเขาทั้งสี่ต้องไปจัดการเื่นี้แล้ว” ท่านบอก พลางพยักหน้าช้าๆ “อาตมาเองก็มีเื่ที่ต้องไปทำเหมือนกัน”
อีกครั้งที่ทั้งสี่ตีรถกลับมายังสถานที่เดิม บรรยากาศเดิมๆ ที่ดูเหมือนว่าจะยิ่งดูน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว อันเกิดจากฟ้าเบื้องบนที่ครึ้มดำพร้อมจะโปรยปรายหยาดฝนลงมาได้ทุกเมื่อ บวกกับสายลมที่พัดมาเป็ระลอกๆ มันแทบจะให้เย็นเหยียบจับเข้าไปยังจิติญญา
มีรถสามคันจอดรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว โดยผู้ที่มาก่อนบัดนี้ได้กำลังยืนชี้ไม้ชี้มืออยู่บนระเบียงชั้นสองของตัวบ้านหลังใหญ่ โดยมีแพรวาที่ข้างกายยังคงมีภาวิณีอยู่ข้างๆ กับภาคินณ์และไพศาลยืนอยู่ด้านหน้าผู้าุโสองคนนั้น
“บรรยากาศอย่างกับหนังผี…” ดาวพูดเสียงสั่น ขณะใช้มือทั้งสองลูบต้นแขนตัวเองขึ้นลง “ยังดี…ที่ผีพวกนั้นไม่อยู่แล้ว”
“จะไปทักทำมะเขืออะไรวะไอ้ดาว” วิษณุเสียงสูง “ไม่เคยได้ยินเหรอ เข้าป่าห้ามถามหาเสือ ลงน้ำห้ามถามหาจระเข้ เข้าป่าช้าห้ามถามหาผีนะ”
“เราไม่ได้เข้าป่าช้าสักหน่อยนี่พี่” ดาวท้วง
“ไม่ได้ต่างกันหรอก” วิษณุขัด “ก็ได้ยินประวัติบ้านหลังนี้มาแล้วไม่ใช่เหรอ ป่าช้าดีๆ นี้แหละ”
“โอ๊ย….เลอะเทอะน่า” คุนเสียงสูง พลางก้าวออกเดิน “คำก็ผี สองคำก็ผี ถ้ามีจริงก็มาให้เห็นหน่อยดิ ถ้าเป็ผีเด็กนะแม่จะเตะให้คว่ำเลย ถ้าเป็ผีผู้หญิงแม่จะจับปล้ำทำเมียซะ ฮา…ฮา…ฮา…” ว่าพลางคุนก็เดินนำหน้าพวกเขาเข้าไปทันที
“ได้เจอแน่…” ปอยรำพึงเสียงหนัก “เลือกท้าได้ถูกวัน ถูกที่ซะด้วย”
“หืม…” ทั้งวิษณุและดาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน ขณะที่หันขวับมายังปอยทันที
“น้องปอยว่าอะไรนะ” วิษณุถามขึ้นก่อน
“นั้นซิ” ดาวเสริมตามมา “อะไรคือเลือกวันถูกที่ถูกนะ”
“ก็ตอนที่หนูได้ดูดาว หรือก็คือดวงของบ้านหลังนี้ ก่อนที่เราจะไปที่วัดนะคะ” ปอยตอบขณะมองเข้าไปยังตัวบ้าน “ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็วัน เดือน ปี เดียวกันกับที่สร้างบ้านหลังนี้ ซึ่งในวิชาฮวงจุ้ยถือว่าเป็วันซา หรือ ก็คือวันอัปมงคลที่สุดในรอบปี บวกกับบ้านหลังนี้ได้วางดาวฮวงจุ้ยของบ้านกลับด้านทั้งหมด รวมทั้งมีคนตายที่นี่อีก มันคืออะไรที่ลงตัวมากกับคำท้าของอีตานั้น กับ สถานที่แห่งนี้ เหมือนกับที่เราพึ่งจะเจอไปนั่นแหละค่ะ แต่อีตานี้เป็คนดวงแข็งเลยไม่เจอ แต่ว่าหลังจากบ่ายไป หนูรับรองได้เลยว่าถ้าไม่เจอผีนะ เอาตีนมาเหยียบหน้าหนูได้เลย”