“สิ่งที่เทพหน้าใหม่ขาดกันไปก็คือการคิดแบบนอกกรอบ” คาราม่ากล่าว
รู้สึกตัวอีกที ผมก็มาเรียนงานกับเทพปลาหมึกที่อ้างว่าเป็เทพเ้าของชาวเดลเลียซะแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชาวเดลเลียคืออะไร จะมีรูปร่างเป็ปลาหมึกแบบเดียวกับคาราม่าไหม
“คิดแบบนอกกรอบเหรอครับ” ผมทวนคำเป็เชิงว่าผมกำลังตั้งใจฟังอยู่
“แิพื้นฐานของการเป็เทพเ้าก็คือจะต้องมีผู้คนมาสักการะบูชา และเพื่อการนั้นเทพทุกองค์ก็เลยพยายามจะสร้างบารมี ทำให้ตัวเองดูน่ายำเกรง ขยายขอบเขตอำนาจความศรัทธา และด้วยความที่มันเป็เื่พื้นฐาน เทพหน้าใหม่เช่นพวกเ้าก็เลยคิดว่าควรจะต้องทำเป็สเตปแบบนั้นไป” คาราม่าอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสงบ ให้ความรู้สึกเหมือนสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์โบราณในหนัง ยิ่งเวลาผ่านไปผมก็ยิ่งรู้สึกเคยชินกับรูปลักษณ์ที่เป็ปีศาจปลาหมึกตาเดียวของมันมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมขมวดคิ้ว “มีวิธีอื่นนอกจากวิธีพวกนั้นด้วยเหรอครับ”
“ง่ายจนเ้าจะต้องโกรธตัวเองที่มองข้ามไปเลยล่ะ” ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าคาราม่ากำลังแสยะยิ้มทั้งที่ไม่เห็นปาก
แล้วผมก็นั่งฟังคาราม่าสอนอะไรหลายๆอย่างไปจนกระทั่งมืดค่ำ เพราะเทพเ้าหนวดปลาหมึกนี้เองที่ทำให้กำลังใจของผมกลับมาอีกครั้ง แถมผมยังได้เพื่อนใหม่เป็เทพเ้าแม้ภายนอกจากดูประหลาดแต่ก็เป็คนที่ใจดีสุดๆ ผมกลับมาร่างแผนการทำในหัว ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะมองข้ามวิธีการง่ายๆแบบนี้ไปได้ อย่างนี้ก็พอจะมีหวังในการเอาชีวิตรอดใน่ 3 ปีแรกแล้วล่ะ
ผมกลับมานอนหลับด้วยความเหนื่อยอ่อน ถึงผมจะบอกว่าผมเหนื่อยแต่มันก็ไม่ใช่อาการเหนื่อยทางกาย เทพเ้าไม่เหน็ดเหนื่อยแม้จะอ่านหนังสือแบบอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายๆวัน แต่ว่าจิตใจของผมก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากตอนที่ยังเป็มนุษย์ ผมสามารถท้อได้ เบื่อได้ หรืออย่างเช่นโอเทรอส เทพเ้าแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องและการตีสนิทที่สามารถมีความรักได้
เหล่าเทพนั้นดูมีชีวิตมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้เสียอีก
.
.
เช้าวันใหม่อันสดใส ผมเดินทางไปยังปากประตู์ ผมเอ่ยทักทายโพลิเซียที่ยืนหาวอยู่ตรงซุ้มจำหน่ายตั๋ว 1แอบรู้สึกแปลกๆในใจกับเื่ที่เธอปรับผมตั้ง 500 เครดิต์ จากนั้นผมก็แจ้งความประสงค์โพลิเซียว่า้าลงไปยังโลกมนุษย์
“ค่าบริการแบบเหมาจ่ายไปกลับทั้งหมดสิบสองเครดิต์ ลงบัญชีชื่อของนายไว้นะ” โพลิเซียพูดด้วยเสียงเนือยๆ ถึงผมจะเคยบอกว่าเทพเ้าไม่เหนื่อยจากการทำงาน แต่เหมือนว่าโพลิเซียจะเป็ข้อยกเว้นนะ ดูจากขอบตาดำขลับแบบคนอดหลับอดนอนของเธอนั่นสิ
ผมเข้าไปในโพพาธิส ดักแด้แห่งการจุติ ร่างของผมแยกออกเป็สองภาคก่อนที่ภาคหนึ่งของผมจะถูกส่งมายังน่านฟ้าเหนือสถานที่ที่ผม้าจะไป แล้วผมก็บินตัดผ่านหมู่เมฆลงไปยังโลกมนุษย์ โซนที่ผมคิดว่าแถวนี้น่าจะมีผู้คนที่มีอารยธรรมล้าหลังอย่างมาก
สงสัยใช่ไหมล่ะครับว่าทำไมผมถึงสนใจผู้คนที่มีอารยธรรมล้าหลัง
นี่เป็คำแนะนำของเทพแห่งชาวเดลเลีย ย้อนกลับไปเมื่อวาน ใต้ต้นโพลเต้แห่งการเหม่อลอยที่มีใบเป็ผีเสื้อสีฟ้ามีชีวิต คาราม่าพูดกับผมว่า “จะง่ายกว่ามาก หากเ้าไปทำการแสดงปาฏิหาริย์บางอย่างให้กับเหล่าสิ่งชีวิตที่ด้อยปัญญาให้เกิดความชำเกรงและหวาดกลัวในพลังเหนือธรรมชาติที่อยู่เหนือความเข้าใจของคนพวกนั้น โดยเฉพาะเหล่าคนเถื่อนที่ไร้อารยธรรม ข่าวร้ายก็คือเ้าไม่สามารถเลือกคนเถื่อนเผ่าไหนก็ได้ แต่ต้องเป็คนเถื่อนที่มีสติปัญญาในระดับที่สามารถแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติกับเื่เหนือธรรมชาติ”
ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางของคาราม่านะ ผมรู้สึกแย่ที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ความเป็จริงคือเรามักจะได้ยินข่าวบ่อยๆว่ามีกลุ่มคนที่ด้อยความรู้ถูกชักจูงให้มัวเมาไปกับเื่งมงายที่ถูกอุปโลกขึ้นได้ง่ายกว่าเหล่าคนที่มีการศึกษา
ผมบินลดระดับต่ำลงมาเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงธรรมดาไม่มีผลต่อเหล่าเทพเ้า แตกต่างกับแรงโน้มถ่วง์ที่ทำให้พวกเราไม่สามารถบินได้ตลอดเวลา เพราะงั้นในตอนนี้ผมจึงบินสำรวจและกวาดตามองสำรวจภูมิประเทศไปเรื่อย ในการลงมายังโลกมนุษย์จำกัดเวลา 3 เดือนต่อ 1 เที่ยว หลังจากนั้นก็จะต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีก 6 เครดิต์ในทุกๆ 3 เดือน
หมายความว่าผมสามารถอยู่บนโลกมนุษย์ได้เพียงแค่ไม่กี่ปีถ้าหากไม่ได้รับเครื่องบรรณาการใดๆเพื่อไปแปลงเป็เครดิต์ งานแรกก็กดดันขนาดนี้แล้ว ผมชักสงสัยว่าการเป็เทพเ้ามันไม่ง่ายเป็ปกติอยู่แล้วหรือเพราะว่าผมเป็เทพแห่งวัชพืชกันนะ
น่าจะตอบเป็อย่างหลังมากกว่านะครับ
ผมใช้เวลาอยู่สองวันเต็มๆก่อนจะได้เจอกับสิ่งมีชีวิตที่ดูมีอารยธรรมมากกว่าพวกนกหรือพวกจิ้งเหลนหน้าตาแปลกๆ ััแห่งเทพเ้าบอกกับผมว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่อีกฟากของป่ามีภูมิปัญญามากพอที่จะรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติ ผมจึงไม่รอช้าบินตรงไปที่แห่งนั้นทันที
แต่พอมาถึงผมก็ต้องคอตก เพราะสิ่งมีชีวิตกลุ่มใหญ่ที่ผมััได้กลับเป็เพียงก็อบลินและหมู่บ้านขนาดเล็กๆที่ทำแบบตามมีตามเกิดของพวกมันเท่านั้น ผมเห็นกระท่อมฟางห้าหลัง เห็นก็อบลินประมาณ 12 ตัว ตรงกลางหมู่บ้านมีกองไฟที่มอบดับ เหลือไว้เพียงควันไฟจางๆ มีตอไม้กระจายอยู่รอบๆ เดาว่าคงจะเกิดจากการที่เ้าก็อบลินพวกนี้มัน้าขยายอาณาเขตของหมู่บ้าน ผมค่อยๆร่อนลงไปเพื่อสำรวจให้เห็นทุกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ก็อบลินสองตัวเพื่อแย่งกระต่าย ตัวหนึ่งได้แค่ส่วนหัวและเริ่มโวยวายไม่พอใจ
“ไม่พอ ไม่พอ” ก็อบลินผอมแห้งตัวนั้นบ่น ด้วยอำนาจแห่งเทพเ้า หากเพ่งจิตมากพอผมก็จะสามารถเข้าใขคำพูดของทุกๆสรรพสิ่งได้ อำนาจแห่งเทพไม่ใช้การเข้าใจทุกๆภาษา แต่มันคือการอ่านกระแสจิตหรืออะไรๆที่คล้ายๆกับคำว่าเทเลพาธีนั่นแหละ
“กระต่าย…อร่อย” อีกตัวเริ่มกินส่วนท้องของกระต่ายสดๆ ผมเบือนหน้าหนีฉากน่าสยดสยองนั่น
ผมชั่งใจอย่างหนักว่าผมจะเอายังไงกับพวกก็อบลินพวกนี้ดี ถึงมันจะพอมีอารยะธรรมอยู่ก็จริง แต่พวกมันก็สมองน้อยเกินกว่าที่จะคาดหวังผลลัพธ์ดีๆได้ ถึงอย่างนั้นผมก็อยากจะลองเสี่ยงดูเหมือนกัน ในเมื่อผมมีเวลาให้ลองผิดลองถูกอีกตั้งสองปีนี่นา
แล้วผมก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ฟังดูบ้าสุดๆ ผมคิดที่จะปั้นให้ก็อบลินฝูงเล็กๆฝูงนี้กลายเป็สาวกของผม ยังไม่ทันไร จู่ๆผมก็ได้ยินเสียงของกระท่อมที่ใกล้จะถล่ม ข้างในมีก็อบลินตัวเมียกับทารกแรกเกิดอยู่ด้วย พวกมันดูเหมือนจะไม่รับรู้อันตรายใดๆที่เกิดขึ้นเลย
เนื่องจากเทพเ้ามีประสาทััที่ไวมากๆ เพราะงั้นผมจึงเห็นฉากตรงนั้นเป็ฉากสโลว์โมชั่น ซึ่งมีเวลามากพอให้ผมได้คิดหาวิธีช่วยเหลือ และนี่จะเป็งานแรกของผมที่จะเรียกความศรัทธา ผมเล็งฝ่ามือไปทางกะท่อม ฉับพลันอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของผมก็ทำงาน
ต้นหญ้าที่อยู่บริเวณรอบๆขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว เข้าเลื้อยพันโครงสร้างของกระท่อมฟางที่ดามด้วยไม้อย่างลวกๆนั่นเอไว้ พยุงไม่ให้กระท่อมมันพังโค่นลงมา
ผมทำภารกิจช่วยชีวิตสำเร็จอย่างสวยงาม
ก็อบลินตัวเมียมองต้นหญ้าที่เลื้อยพันกระท่อมของมันอย่างงงๆ ก่อนจะให้นมลูกต่อไป ผมช็อก นี่พวกมันโง่ถึงขนาดที่ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเลยงั้นเหรอเนี่ย
ทว่าทันใดนั้น ก็มีก็อบลินตัวหนึ่งที่ทำให้ผมมีความหวังอีกครั้ง มันยืนมองเหตุการณ์มาโดยตลอด แล้วมันก็พุ่งตัวเข้าหาเสาที่มีหญ้าพันเกี่ยวเพื่อค้ำจุนไม่ให้กระท่อมโค่นลงมา ผมยิ้มเมื่อเห็นว่ามันกำลังสำรวจหญ้าเ่าั้ด้วยความสนอกสนใจ
ก่อนที่มันจะเริ่มกระชากหญ้าเ่าั้ออก
ส่งผลให้กระท่อมถล่มลงมาทับพวกมันทั้งครอบครัวตายทันที
ผมเอาก่ายหน้าผาก ใช่แล้ว ผมนี่มันบ้าจริงๆที่หลงคิดว่าจะสามารถปั้นเ้าพวกนี้ให้เป็สาวกได้
โปรดติดตามตอนต่อไป