“ท่านอาจารย์ ข้าขอแวะไปส่งเด็กทั้งสองสักครู่ พวกท่านกลับจวนก่อนได้เลย” จ้าวลู่ชิงคิดจะไปส่งเด็กทั้งสองถึงบ้านจึงบอกกล่าวเผยเยี่ยน
“พวกพี่สาวจะไปส่งพวกเราหรือเจ้าคะ” ลี่มี่แหงนหน้าแล้วยิ้มแฉ่ง ก่อนจะเสสายตามองรถม้าคันใหญ่ด้วยตาเป็นประกาย
“ใช่ พวกข้าจะไปส่งเจ้าสองพี่น้องที่บ้าน พวกเจ้าขึ้นรถม้าเร็ว”
“พวกข้าขอนั่งด้านหน้านะเจ้าคะ”
“ได้” จ้าวลู่ชิงอนุญาตให้สองพี่น้องนั่งด้านหน้ารถม้า
ซูเซียงกับซูเจินช่วยจ้าวลู่ชิงและคนอื่น ๆ ขึ้นรถม้าไปก่อน จากนั้นก็ช่วยเด็กสองคน เด็กชายพวกตนสามารถยกเขาขึ้นได้ ทว่าเด็กหญิงนางตัวหนักเกินไปทำได้เพียงช่วยประคองนางขึ้นนั่ง
โม่เอินรับรู้ได้ว่ารถม้าอ่อนยวบลงเมื่อเด็กคนนี้ขึ้นมา ดีหน่อยที่มีม้าลากสองตัว ไม่งั้นคงลากทุกคนไปไม่ไหว
“เจ้าบอกทางข้ามา” โม่เอินพูดกับเด็กทั้งสอง
“ตรงไปเจ้าค่ะ” ลี่มี่สนใจวิธีบังคับรถม้า นางจ้องตาเป็นมัน เลียบแบบท่าทางเหมือนที่โม่เอินกำลังทำ
“เหตุใดเจ้าถึงได้ตัวใหญ่นัก ส่วนน้องชายเจ้าผอมโซจนเหลือแต่กระดูก” โม่เอินใคร่รู้ ชาวบ้านยากจนน้อยที่จะเลี้ยงบุตรให้อ้วนจ้ำม่ำได้ สองพี่น้องคนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอมแตกต่างกันจนผิดปกติ
“ข้ากินเยอะเจ้าค่ะ”
“เจ้าแย่งน้อยชายกิน”
ลี่มี่ถอนหายใจกับคำถาม
“เจ้าเคยบอกว่าจะถูกขายมิใช่หรือ สาเหตุที่เจ้าจะถูกขายเกี่ยวกับเรื่องที่กินเยอะหรือไม่”
“ท่านคาดเดาได้ถูกต้องแล้ว ที่บ้านข้านั้นยากจน แต่ข้าเป็นเด็กที่กินเยอะ หากข้ากินข้าวไม่อิ่มจะปวดท้องจนต้องทุรนทุราย ครอบครัวเลี้ยงข้าไม่ไหวอีกต่อไป จึงอยากขายข้าให้ไปอยู่กับครอบครัวที่สามารถกินอิ่มได้”
“ครอบครัวจะขายเจ้าให้ไปอยู่ที่ใด”
“เห็นท่านแม่บอกว่าพรุ่งนี้ตระกูลซิ่นจะเปิดรับคนงานเลี้ยงม้า ท่านแม่จึงคิดจะพาข้าไปขายเป็นบ่าวเลี้ยงม้าให้กับตระกูลซิ่น” ลี่มี่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“เจ้าจะไปเป็นคนงานเลี้ยงม้า!” โม่เอินตกใจ มีผู้ใดบ้างจะส่งบุตรหลานที่เป็นสตรีไปเป็นคนเลี้ยงม้า
“ข้ามีพละกำลังมหาศาลไปทำงานเป็นสาวใช้ในเรือนเกรงว่าจะทำข้าวของเจ้านายเสียหาย งานที่เหมาะสมกับข้าต้องใช้กำลังเท่านั้น”
“เจ้ายังเด็กเกินกว่าที่จะทำงานในโรงเลี้ยงม้า” โม่เอินกล่าวออกมาตามสิ่งที่คิด งานในโรงเลี้ยงม้าหนักเกินกว่าจะให้เด็กไปทำ
จ้าวลู่ชิงและคนที่นั่งอยู่ในรถม้าฟังโม่เอินสนทนากับเด็กทั้งสอง ยังมีอีกหลายชีวิตที่ต้องพบเจอกับความอดอยาก อี้หมัวมัวกับซูเซียงและซูเจินในช่วงวัยเยาว์ก็เคยพบเจอกับมันมาก่อน
“คุณหนู ตรอกแห่งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากตรอกอื่นมากเจ้าค่ะ” ซูเซียงแหวกผ้าม่านแอบดูบ้านเรือนในตรอก
จ้าวลู่ชิงแหวกผ้าม่านมองบ้านเรือนที่สร้างขึ้นจากดิน เมืองโยวโจวนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่มีประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นแสน ตามแผนผังที่ฉีอ๋องบอกนางในคืนนั้น ตรอกบริเวณนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ยากจน พวกเขาอาศัยงานฝีมือเล็ก ๆ น้อย ประทังชีวิต
ชาวบ้านในตรอกให้ความสนใจรถม้าที่วิ่งเข้ามา พอเห็นว่าผู้ใดนั่งอยู่บนรถม้าก็ร้องทัก
ลี่มี่กับลี่จินยิ้มหน้าบานเมื่อพวกตนทั้งสองได้นั่งรถม้า ชาวบ้านเกือบทั้งตรอกไม่เคยมีโอกาสนั่งรถม้าเช่นพวกตน เป็นธรรมดาที่เด็กทั้งสองจะยืดอกอวดที่ได้นั่งมัน
“บ้านหลังนี้เจ้าค่ะ” ลี่มี่ชี้ไปยังบ้านหลังเล็กที่อยู่ท้ายตรอก
โม่เอินบังคับรถม้าให้หยุดอยู่หน้าบ้านหลังเล็กที่สร้างจากดิน บ้านหลังนี้คล้ายกับบ้านตามชนบท
“เด็กน้อย” จ้าวลู่ชิงเรียก
“มีอันหรือเจ้าคะ” ลี่มี่กับน้องชายจับมือกันหันมองเมื่อได้ยินเสียงเรียกพวกตน
“เอานี่ไป เจ้าจะได้ไม่ต้องแยกจากครอบครัว” จ้าวลู่ชิงยื่นถุงใบหนึ่งออกมาผ่านหน้าต่าง
ลี่มี่รับถุงที่ยื่นมาให้
“พวกเจ้าเป็นคู่พี่น้องที่มีความสามารถ จงใช้ชีวิตให้ดี”
รถม้าวิ่งจากไปไกลลี่มี่กับลี่จินถึงได้สติ ทั้งสองรีบเข้าไปในบ้าน
“ท่านพี่มันคืออะไร” ลี่จินกระซิบเสียงเบา
ลี่มี่เปิดถุงออก “เงิน”
สองพี่น้องสบตากัน ไม่น่าเชื่อว่าพวกตนจะได้รับเงินมากมายเช่นนี้
“พวกเจ้าสองคนไปไหนกันมา”
“ท่านย่า”
ลี่มี่จับมือลี่จินวิ่งเข้าห้องเมื่อเห็นในมือของท่านย่าถือไม้อยู่
“เจ้าเด็กตัวเหม็น กล้าหนีเข้าห้องแล้วปิดประตูเรอะ”
“ท่านย่าจะตีพวกเรา เรื่องอันใดพวกเราจะออกไปให้ถูกตี” ลี่มี่เป็นเด็กตรงไปตรงมา นางคิดเช่นไรก็พูดออกไปเช่นนั้น ปล่อยให้ท่านย่าระบายอารมณ์ สักพักท่านก็จะเหนื่อยและเลิกบ่นเอง
สองพี่น้องนั่งอยู่บนเตียงนอน เทเงินในถุงออกมานับ เงินเหรียญพวกตนก็พอจะนับได้ แต่เงินก้อนน่ะสิ พวกเขาไม่รู้มูลค่าของมัน
“พวกเราต้องให้ท่านย่ากับท่านแม่ช่วยแล้วล่ะ” ลี่มี่เอ่ยขึ้น
เด็กทั้งสองถือถุงเงินวิ่งไปยังด้านข้างของเรือนที่ใช้เป็นสถานที่เย็บปักยามกลางวัน ครอบครัวลี่บุรุษที่พอจะเป็นเสาหลักได้ต่างเสียชีวิตจนหมด มีเพียงแม่สามีกับลูกสะใภ้ที่เป็นเสาหลักหาเงินจากการรับจ้างเย็บปัก
“ท่านย่า! ท่านแม่!”
“พวกเจ้าไปไหนกันมา แม่จะให้ดูแลน้องพวกเจ้าก็หายหัว” เส้าซื่อตำหนิบุตรทั้งสองที่หายไปตั้งแต่เช้า
“ท่านแม่ พวกเราได้นี่มา พรุ่งนี้ท่านอย่าได้ขายข้าไปเป็นคนเลี้ยงม้าเลยนะเจ้าคะ” ลี่มี่วางถุงเงินตรงหน้ามารดาและท่านย่า
เส้าซื่อหยิบถุงที่บุตรสาววางลงขึ้นมาเปิดดู “พวกเจ้าไปขโมยเงินผู้ใดมา” ไม้ที่วางอยู่ใกล้ ๆ พร้อมจะฟาดบุตรทั้งสอง
“ท่านแม่ฟังพวกข้าก่อน มีพี่สาวให้พวกข้ามา” ลี่มี่แรงเยอะดึงไม้จากมือมารดาแล้ววิ่งไปยืนอยู่ไกล ๆ
“ผู้ใดจะให้เงินมากมายแก่เจ้า” อี้ซื่อผู้เป็นย่ายืนขึ้นเท้าสะเอวพร้อมดุเด็กทั้งสอง วันนี้หายไปตั้งแต่เช้าเพิ่งกลับบ้าน และยังไม่บอกพวกตนด้วยว่าจะไปไหน เด็กสองคนนี้นับวันยิ่งเหิมเกริม
“มีพี่สาวให้เรามาจริง ๆ เจ้าค่ะ” ลี่มี่เล่าเรื่องที่พวกตนไปทำมาวันนี้ให้กับท่านย่าและท่านแม่ฟัง
“เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือถึงคิดที่จะไปร่วมประลองกับผู้ใหญ่” เส้าซื่อตาเบิกกว้างกับความคิดของบุตรสาว
“ข้าไม่อยากถูกพวกท่านขายไปเป็นคนเลี้ยงม้า” ลี่มี่เถียงตาใส นางไม่อยากถูกขายก็บอกออกไปตามตรง
“เอาล่ะ เจ้าอย่าได้ดุนางนักเลย” อี้ซื่อรู้สึกผิดเช่นเดียวกันที่นางไม่มีความสามารถเลี้ยงหลานได้
สามีกับบุตรชายคนเดียวเสียชีวิตไปเมื่อสามปีที่แล้ว บุตรชายของนางมีหลานให้สี่คน คนโตคือลี่มี่ คนรองคือลี่จิน และเด็กฝาแฝดหญิงชายที่อายุเพิ่งสามขวบ นางกับลูกสะใภ้พยายามทำงานตัวเป็นเกลียวก็ยังไม่พอประทังชีวิต
หลานสาวคนโตของนางเกิดมาตัวใหญ่และมีพละกำลังมหาศาล วัน ๆ หนึ่งต้องกินอาหารมากกว่าพวกตนทุกคนรวมกันเสียอีก หากกินไม่อิ่มจะปวดท้องอย่างหนัก ครอบครัวยากจนไม่มีบุรุษเป็นเสาหลักทำให้ลำบากมากกว่าเดิม หลานแต่ละคนก็กินไม่อิ่มตัวผอมจนหนังติดกระดูก
ด้วยความสงสารที่ลี่มี่กินไม่อิ่ม ต้องทนทุกข์นอนปวดท้อง นางกับลูกสะใภ้จึงปรึกษากันว่าจะให้หลานสาวคนโตไปเป็นบ่าวเลี้ยงม้าให้กับตระกูลคหบดีผู้มั่งคั่งอย่างตระกูลซิ่น อาหารการกินของที่นั่นน่าจะดีกว่าบ้านพวกตนที่นับวันยิ่งยากจนลงเรื่อย ๆ ข้าวจะกรอกหม้อก็ยังไม่มี
สาเหตุที่เลือกส่งนางไปเป็นคนเลี้ยงม้าก็เพราะเด็กคนนี้มีพละกำลังเกินกว่าที่มนุษย์มีกัน อีกอย่างกลัวว่าถ้าส่งไปเป็นสาวใช้ในเรือนนางจะซุ่มซ่ามทำสิ่งของเสียหายทำให้ผู้เป็นนายไม่พอใจแล้วถูกลงโทษ
“ข้ากับแม่เจ้าปรึกษากันแล้วว่าจะไม่ส่งเจ้าไปเป็นคนเลี้ยงม้า”
เด็กคนนี้เชื่อฟังพวกนางเสียที่ไหน ได้ฟังเรื่องนี้ก็โวยวายไม่ยินยอมถูกขาย พอเช้ามาก็ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าพร้อมน้องชาย ไม่รู้ว่าไปที่ใดเพราะนางไม่ยอมบอกกล่าว ทำให้พวกตนแทบเป็นบ้า งานก็ต้องทำ เด็กก็ต้องเลี้ยง ยังดีที่รู้จักกลับมาบ้าน ไม่ต้องให้ไปตามหา
ทว่าเด็กทั้งสองกลับมาพร้อมกับเงินถุงใหญ่ มิรู้ว่าเรื่องที่เล่ามาเป็นจริงหรือไม่ สตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษคนนั้นทำไมถึงได้ดีกับหลานของนางนัก หรือว่ามีอะไรแอบแฝง
“เงินนี้พี่สาวให้เพราะไม่อยากให้พวกท่านขายข้า” ลี่มี่ย้ำอีกครั้ง นางไม่อยากถูกขายจึงพยายามดิ้นรน
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าเจ้าไม่ต้องไปเป็นคนเลี้ยงม้าแล้ว” เด็กคนนี้ไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่บอก สงสัยจะหวาดกลัว นางเป็นย่าที่ไม่ได้เรื่องอย่างแท้จริง
“ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ” ลี่มี่รีบเข้าไปประจบ
“ท่านแม่ ทั้งหมดสามร้อยก้วนเจ้าค่ะ” เส้าซื่อนับเงินทั้งหมดแล้วได้สามร้อยก้วนก็เงยหน้าขึ้นสบตากับแม่สามี นางไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้จับเงินมากถึงเพียงนี้
“สามร้อยก้วน!” อี้ซื่ออ้าปากค้างกับจำนวนเงิน ทั้งชีวิตเงินสิบก้วนนางยังไม่เคยจับ นี่เงินเป็นร้อยก้วนเชียวนะ
“พวกเจ้าบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าไปขโมยเงินใครมา ถ้าโกหกข้าจะฟาดก้นพวกเจ้าสองพี่น้องให้เนื้อแตก”
อี้ซื่อปั้นหน้าดุ บีบคั้นเอาคำตอบ นางกลัวว่าหลานทั้งสองจะไปขโมยเงินผู้อื่น กฎหมายที่นี่รุนแรงเป็นอย่างมาก การลักขโมยโทษเบาสุดก็ถูกโบยส่วนโทษหนักถึงขั้นตัดมือ
“ท่านย่า ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าพี่สาวใจดีให้พวกเรามา” ลี่มี่ถอนหายใจที่ท่านย่าไม่เชื่อถือ นางเคยโกหกเมื่อไหร่กัน
“พวกเจ้าแน่ใจนะ”
“แน่ใจเจ้าค่ะ/ขอรับ”
สองพี่น้องตอบพร้อมเพรียงกันทั้งสองจึงเบาใจ ทว่ายังคงไม่วางใจทั้งหมด
ลี่มี่กับลี่จิ่นรีบเข้าไปช่วยเลี้ยงน้องทั้งสอง เพื่อให้ท่านย่ากับท่านแม่ทำงานเย็บปักต่อ
“ท่านแม่เก็บไว้เถิดเจ้าค่ะ” เส้าซื่อยื่นถุงเงินให้กับแม่สามี
อี้ซื่อแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน เก็บไว้ที่นางส่วนหนึ่งและเก็บไว้ที่ลูกสะใภ้อีกส่วน