ดวงตาของยามเฝ้าประตูเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ ระหว่างที่ชายร่างใหญ่ส่งเสียงคำรามลั่น กระบองก็ตกลงพื้นแล้วกลิ้งออกไป
“กรี๊ด...แขน...แขนของเขา...ทำอย่างไรดี แขนนั่น...” แม่นมกรีดร้องเสียงหลงด้วยสีหน้าสยดสยองกับภาพตรงหน้า
สิ่งที่นางเห็นหาใช่เพียงกระบองที่ตกกลิ้งไปตามพื้นเพราะยามเฝ้าประตูจับมันไว้ไม่อยู่เท่านั้น ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาน่าสะพรึงกลัวกว่านั้นมากมายนัก ยามเฝ้าประตูปากเสียตัวของเขายังยืนนิ่ง แต่แขนข้างหนึ่งที่เคยจับกระบองหลุดจากเบ้าไหล่ด้วยแรงกระชาก ห้อยต่องแต่งอยู่ในแขนเสื้อ ส่วนแขนอีกข้างที่โชกไปด้วยเืก็หล่นลงมาจากแขนเสื้อก่อนจะแน่นิ่งอยู่ที่พื้น
แขนคนถูกกระชากขาดจากไหล่ตกอยู่ที่พื้น!!!
แม่นมพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อระงับความใกลัว ส่วนมู่อวิ๋นฮวาประคองนางไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตรงข้ามกับแม่นมที่ม่านตาหดเล็กลงด้วยความหวาดผวา ทำเอาหญิงสาวเริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แม่นมใกลัวถึงเพียงนี้
หากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ นางคงยั้งมือในการใช้ยันต์โน้มถ่วงกับกระบองนั่นให้น้อยลงกว่านี้เสียหน่อย เพื่อลดความรุนแรงไม่ให้เกิดภาพที่น่าสยดสยองนี้จนเกินไป
ท่าทีของมู่อวิ๋นฮวาเยือกเย็นดูน่าเกรงขามยิ่ง นางใช้ยันต์โน้มถ่วงกับกระบองเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับมันนับพันชั่ง
โดยปกติแล้วยันต์จะต้องเขียนลงบนกระดาษสีเหลืองและหมึกชาด แต่มู่อวิ๋นฮวาได้รับสืบทอดวิชาลับจากอาจารย์ทำให้นางสามารถสร้างยันต์ขึ้นกลางอากาศได้อย่างง่ายดาย
ฉะนั้นกระบองในมือของยามเฝ้าประตูจึงหนักเพิ่มขึ้นนับพันชั่ง ความแข็งแกร่งระดับมนุษย์ทั่วไปย่อมไม่อาจถือเอาไว้ในมือ
ของหนักนับพันชั่งนับว่าต้องใช้แรงมหาศาลในการยก แม้แต่เซี่ยงอวี่ ในตำนานยังต้องพยายามดิ้นรนอย่างมากเพื่อยกกระถางธูปซึ่งมีน้ำหนักมากเช่นนี้ขึ้นบนบ่า
แรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กระบองมีน้ำหนักนับพันชั่งนั้นเกินกว่ากำลังของยามเฝ้าประตูมาก แขนทั้งสองข้างของเขาจึงถูกกระชากออกจากไหล่ดังที่เห็น
เสียงของชายหนุ่มคำรามลั่นด้วยความเ็ปเพียงครั้งเดียวก่อนที่ตัวจะทรุดลงกับพื้น ร่างทั้งร่างชักเกร็งแล้วแน่นิ่งไปอย่างไม่อาจยืนยันชะตากรรมได้
“ตะ....ตาย ตายแล้ว เขาตายแล้ว” ยามอีกนายทรุดตัวลงตรวจสอบอาการของเพื่อนแล้วจ้องร่างนั้นด้วยความใ
มู่อวิ๋นฮวาเหลือบมองเขาแล้วข่มขู่เสียงเย็น “อย่าเพิ่งใ เขาอาจยังไม่ตาย ทว่าหากเ้าไม่รีบเรียกคนมาช่วย แม้แต่เ้าเองก็อาจพบชะตากรรมไม่ต่างกัน”
ยามคนนั้นรีบลุกขึ้นยืน ส่งเสียงพึมพำเบา ๆ ราวกับเสียงยุง “ตาย...ช่วยด้วย...มีคนตาย”
“ดังขึ้นอีก!” มู่อวิ๋นฮวาออกคำสั่งเฉียบขาด ในสายตายามเฝ้าประตูเวลานี้คุณหนูรองน่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีเสียอีก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดแล้วะโสุดเสียง “ช่วยด้วยยยย มีคนตายยยย ใครก็ได้ มาทางนี้เร็วเข้า!”
ยามเฝ้าประตูวิ่งออกไปตามทางด้วยความตื่นใจนแทบสะดุดล้มหน้าคะมำ มู่อวิ๋นฮวาจึงประคองแม่นมชราที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อให้เดินผ่านลานด้านหน้าคฤหาสน์ตระกูลมู่ออกไปทางประตูหน้าได้อย่างง่ายดาย
“เราจะไม่ช่วยเขาหรือเ้าคะ” แม่นมถามเสียงสั่นเครือ
มู่อวิ๋นฮวาผลักประตูให้เปิดออกแล้วหันไปจ้องหน้าแม่นม “แม่นม้าให้ข้าหนีไม่ใช่หรือ เวลานี้ประตูเปิดโล่งแล้ว เราจะหนีหรือหันกลับไปช่วยชายคนนั้น”
คำถามของมู่อวิ๋นฮวาทำให้แม่นมเหลือบมองไปที่ถนนหน้าประตูคฤหาสน์ จริงอย่างที่คุณหนูว่า ประตูเปิดออกพร้อมหนีแล้ว เพียงก้าวเท้าออกไปก็ปลอดภัย แล้วเหตุใดต้องลังเลเพียงเพราะ้าช่วยเหลือคนแปลกหน้า ซ้ำยังเป็คนที่กล้ามาดูิ่คุณหนูของนางอีกด้วย
นางเองก็ไม่ใช่หมอ ต่อให้เข้าไปช่วยก็คงรักษาไม่ได้ และหากยังชักช้าอยู่เช่นนี้ คนในคฤหาสน์ต้องมาจับตัวคุณหนูไปอย่างแน่นอน
ไม่จำเป็เลยที่ต้องเข้าไปช่วย
แม่นมกุมมือมู่อวิ๋นฮวาแล้วตอบกลับเพียงสั้น ๆ “ไปกันเถอะเ้าค่ะ”
คำตอบของแม่นมทำให้มู่อวิ๋นฮวายกยิ้ม นางไม่ได้้าบังคับแม่นมให้ทำสิ่งที่ขัดกับมโนธรรมในใจ แต่เพราะมันจะเข้าตำราเอ็นดูเขาเอ็นเราขาด ความอ่อนไหวของแม่นมย่อมทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตต่อทั้งสองคนอย่างแน่นอน
นางไม่้าให้แม่นมต้องเสี่ยงชีวิตหรือได้รับอันตรายใด ๆ ทว่าที่เปิดทางให้หญิงชราตัดสินใจก็เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจว่ายามจวนตัวก็จำเป็ต้องเด็ดขาด ไม่สามารถโอนอ่อนจนเกินไป เพราะผลที่ตามมาจะเลวร้ายอย่างยิ่ง
และครั้งนี้หากนางเห็นว่าแม่นมไม่เด็ดขาดพอ นางคงจำเป็ต้องแยกทาง และหาทางหนีทีไล่ที่ปลอดภัยให้กับแม่นมก็เท่านั้น
โชคดีที่แม่นมสมกับเป็ผู้เลี้ยงดูนางจนเติบโตมาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจหนีครั้งนี้ทำให้มู่อวิ๋นฮวาวางใจในตัวแม่นมเสมือนว่าแม่นมเป็คนในครอบครัวคนสุดท้ายที่นางเหลืออยู่
แม่นมไม่รู้ตัวเลยว่าคำตอบสั้น ๆ ของตนเมื่อครู่ได้นำพามู่อวิ๋นฮวาที่กำลังสับสนให้เดินออกมาจากเขาวงกตในจิตใจได้อย่างหมดความกังวล และเริ่มดำเนินการตามแผนที่ซับซ้อนขึ้นต่อไปได้ทันที หญิงชรากำลังจะเดินนำหน้าคุณหนูออกจากคฤหาสน์แต่กลับถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน
“แม่นม ละครฉากสำคัญในคฤหาสน์ตระกูลมู่ยังไม่ทันเริ่มเลย เราควรอยู่รอชมเสียก่อน” มู่อวิ๋นฮวาประกาศกร้าว แท้จริงแล้วนางไม่ได้ตั้งใจจะหนีไปจากที่นี่ั้แ่แรกแล้ว
นางเป็ถึงทายาทอันชอบธรรมที่เกิดจากฮูหยินเอกของตระกูลมู่ แต่กลับถูกปฏิบัติอย่างไร้เกียรติมานานสิบหกปี ถูกกดขี่อยู่ภายใต้อำนาจของพี่สาวและน้องสาว ไหนเลยจะยอมออกจากคฤหาสน์ไปใช้ชีวิตระหกระเหินร่อนเร่ไม่ต่างจากสุนัขจรจัด ไม่มีทางเสียหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ความบาดหมางแค้นเคืองของนางจะไม่มีวันจบ ทุกหนี้แค้นย่อมต้องมีผู้ชำระ นางไม่อาจจากไปโดยที่ยังไม่ได้คิดบัญชีกับคนเ่าั้อย่างสาสม
“คุณหนู เราต้องรีบหนีแล้วเ้าค่ะ อย่ารีรออีกเลย รีบไปก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” แม่นมวิงวอนด้วยความหวาดหวั่น นางไม่อาจเข้าใจความคิดของคุณหนูในเวลานี้แม้แต่น้อย เมื่อครู่ก็เร่งร้อนจะหนี แต่จู่ ๆ ก็อยากจะอยู่เสียอย่างนั้น
“แม่นม อย่างที่ข้าพูดไปเมื่อครู่นั่นแหละ ข้าคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของฮูหยินเอกตระกูลมู่ ข้าคือมู่อวิ๋นฮวา หากคิดจะออกไปจากที่นี่ มีแต่ต้องเชิดหน้าจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีเท่านั้น ดังนั้นแล้ว ข้าจะขอมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ ไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูิ่ได้เป็อันขาด”
คำพูดที่แน่วแน่จริงจังของนางราวกับกริชแหลมคมที่แทงทะลุหัวใจของแม่นมชรา ทำเอานางต้องยกมือขึ้นปิดปากหยุดคำพูดที่จะเกลี้ยกล่อมคุณหนูดังที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้า
ท่าทางน่าเกรงขามหาผู้ใดเปรียบของคุณหนูในยามนี้ ทำให้แม่นมอดคิดไม่ได้ว่าหากคุณหนูเป็บุรุษก็คงเติบโตเป็ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ทว่าโชคชะตากลับอาภัพนัก ความเป็สตรีทำให้คุณหนูของนางต้องเผชิญกับอุปสรรคเลวร้ายมาตลอดชีวิต
แม้จะมากความสามารถและเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม แต่กลับไม่ว่างเว้นจากความทุกข์ระทม
ช่างน่าเศร้าที่ถูกโชคชะตาเล่นตลกเช่นนี้
ฝ่ายมู่อวิ๋นฮวาไม่ได้รับรู้เลยว่าแม่นมกำลังรู้สึกทุกข์ใจแทนนาง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมู่อวิ๋นฮวา ระหว่างที่กวาดสายตามองฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมาผ่านหน้าประตูคฤหาสน์ เปรียบได้กับชาวเน็ตนักเผือก พวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบกันไปมาอย่างสนอกสนใจ
“เร่เข้ามา ยิ่งคนมากก็ยิ่งสนุก” นางคิดกับตนเอง “หากคนน้อยเกินไปจะเป็ละครฉากใหญ่ได้อย่างไร”
หวังเพียงแต่อนุว่านจะไม่อกแตกตายไปเสียก่อน...
มู่อวิ๋นฮวาตื่นเต้นอย่างมาก ้าเห็นเหลือเกินว่าอนุว่านจะสร้างเื่เสื่อมเสียให้นางต่อหน้านางอย่างไร
ขณะเดียวกัน อนุว่านซึ่งเป็ตัวละครหลักในละครโรงใหญ่ครานี้ก็กำลังมีความสุขอยู่ในเรือนอย่างไม่รู้ตัวเลยว่าอีกในไม่ช้ากำลังจะติดกับดักของสตรีที่ตนดูถูกมาตลอดว่าโง่เขลา นางกำลังส่องกระจกทองสัมฤทธิ์ ชื่นชมปิ่นประดับผมที่สาวใช้กำลังปักให้นางระหว่างที่หูก็ฟังบ่าวไพร่รายงานเื่มู่อวิ๋นฮวา
นางมักแต่งกายหรูหราด้วยอาภรณ์ที่ตัดเย็บจากแพรไหมชั้นเลิศราวกับมีงานสำคัญเสมอแม้ว่าจะอยู่ในคฤหาสน์ โดยเฉพาะในเวลานี้ที่แขกผู้ทรงเกียรติกำลังจะเสด็จ อนุว่านจึงยิ่งประโคมเครื่องประทินโฉม เครื่องประดับหรูหราระยิบระยับยิ่งกว่าในยามปกติหลายเท่า