ตรงนั้นยังมีคนอยู่ด้วยหรือ โม่เสวี่ยถงตื่นตระหนกชักมือกลับทันทีแล้วมองไปยังทางแคบมืดมิดเบื้องหน้า เนื่องจากประตูเปิดแง้มอยู่แสงสว่างจากตรงนี้ยิ่งทำให้จุดนั้นดูมืดสลัวจนมองสิ่งใดไม่ชัด เห็นเพียงรางๆคล้ายว่าเป็ชายหนุ่มที่มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่ง
“พี่ใหญ่ ท่านเดินนำไปก่อนเลย ข้ากำลังจะไปเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มตอบเสียงเนือยๆ หมุนตัวไปเพียงเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นแต่กลับบดบังครรลองสายตาของนางพอดี เขาหันกลับมายั่วยิ้มจากนั้นก็วางมือลงไม่คิดตอแยอีกหันมาจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยก่อนจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
เสียงสองบุรุษคุยกันเบาๆ ดังลอยมาจากทางแคบด้านหน้า
“น้องแปด หยอกเย้าสตรีอีกแล้วหรือ เ้านี่นะ... เป็แบบนี้ประจำยั่วจนชาวบ้านเขาโมโหหมดแล้ว” เสียงนุ่มนวลกล่าวเชิงติเตียน
“อย่างไรก็แล้วแต่ นี่เป็งานอดิเรกของข้า เมื่อพบสาวงามย่อมต้องแวะเข้าไปทักทายสักสองสามประโยคจะปล่อยให้คนงามถูกละเลยได้อย่างไร ใครรับไม่ได้ ข้าก็จนปัญญา” เสียงเกียจคร้านกล่าวอย่างไม่แยแส
...
เมื่อเสียงพูดคุยเงียบลงไปแล้วโม่เสวี่ยถงจึงเพิ่งััได้ว่าตนเองเหงื่อไหลเปียกชุ่มไปทั่วร่าง เมื่อครู่นางทั้งโมโหและตึงเครียดจึงไม่ได้สังเกตเวลานี้ถึงขั้นต้องประคองตัวกับกำแพง แข้งขาอ่อนแรงเหนื่อยล้าจนแทบจะเป็ลมอยู่รอมร่อ นางฝืนกัดฟันทนอย่างไร้จุดหมายอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยๆ ฟื้นจากอาการหน้ามืดตาลาย
ทันใดนั้นโม่หลันก็กลับมาช่วยประคองโม่เสวี่ยถงที่หมดแรงเอาไว้นางบอกปัดกับสาวใช้ไปว่าแค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย แล้วรีบขึ้นรถทันทีคนบังคับรถม้าก็นึกแปลกใจ ตอนไปยังดีๆ ไฉนพอกลับออกมาแค่ยืนเฉยๆยังประคองตัวไม่อยู่ แต่เพราะสถานะที่แตกต่างจึงไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใดพลันได้ยินเสียงเร่งจากโม่หลันให้รีบออกรถอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
สองนายบ่าวยังคงใช้ประตูรองด้านหลังที่ติดกับทางเข้าเรือนชิงเวยเข้ามาในจวนเดินไปตามระเบียงคดผ่านประตูกลางเข้าไป จู่ๆก็มีสาวใช้หน้าตาสะสวยสวมชุดสีเขียวเข้มโผล่ออกมาพอเห็นว่าเป็โม่เสวี่ยถงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เข้ามาประคองอีกด้านหนึ่งแล้วกดเสียงต่ำกระซิบบอก “คุณหนูเ้าคะ สวี่มามาไม่วางใจ จึงให้บ่าวมาเฝ้าที่นี่ไว้โม่เหอกำลังจัดการอบรมสาวใช้และบ่าวาุโอยู่อีกห้องหนึ่งรอคุณหนูกลับมาอยู่เ้าค่ะ”
“คงไม่มีผู้ใดมาหาถึงเรือนหรอกกระมัง?” โม่หลันรู้ว่าโม่เสวี่ยถงไม่มีแรงเอ่ยวาจาจึงเกริ่นนำขึ้นก่อน
“ฮูหยินผู้เฒ่าส่งบ่าวาุโคนหนึ่งมาดูคุณหนูเ้าค่ะข้าจึงบอกไปว่าคุณหนูหลับอยู่ ไม่อาจรบกวนพรุ่งนี้หากคุณหนูตื่นมาและดีขึ้นแล้วก็จะไปคาวะเ้าฮูหยินผู้เฒ่าเ้าค่ะ” โม่อวี้กล่าวอย่างคล่องแคล่ว
ภายในลานสวนไม่มีใครสักคน สวี่มามานั่งอยู่ริมหน้าต่างเฝ้ามองไปด้านนอกเมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงเข้ามาอย่างรีบร้อน ท่าทางอ่อนระโหยโรงแรงน้ำตาก็เกือบไหลออกมา โม่เสวี่ยถงฝืนทำสีหน้ายิ้มแย้มออกมาให้นางเห็นเพื่อบอกว่าตนเองไม่เป็อะไร
โม่อวี้และโม่หลานช่วยกันปรนนิบัติให้นางดื่มน้ำแกงโสมหลังจากนั้นก็ประคองให้นอนลง ปลดม่านโปร่งบังตาแล้วจึงถอยออกไปอย่างเงียบเชียบพร้อมกับสวี่มามา
วันต่อมาเมื่อตื่นขึ้นแล้ว แม้จะยังอ่อนแรงอยู่แต่สีหน้ากลับดูผ่อนคลายขึ้น หลังจากล้างหน้าแต่งตัวแล้วก็ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนฉินซื่อเห็นนางสุขภาพอ่อนแอจึงมิได้รั้งตัวนางไว้ บอกให้นางพักผ่อนมากๆโม่เสวี่ยถงความรู้สึกเฉียบไวััได้ถึงความดำมืดที่เร้นอยู่ภายใต้ดวงตาของสตรีสกุลฉินริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาให้เห็น
หลังจากอำลาฉินซื่อมาแล้วก็เดินกลับเรือนกำชับบางอย่างกับสวี่มามาและโม่เหอ ทั้งสองหัวเราะคิกคักรับคำสั่งแล้วถอยออกไป
“โม่อวี้ พี่ชายเซวียนช่วยหากล้วยไม้ชั้นเลิศมาให้ข้าแล้วหรือยัง” โม่เสวี่ยถงซึ่งนั่งเอนกายอยู่บนตั่งริมหน้าต่างช้อนตากระจ่างใสขึ้นมองแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
่เวลานี้ของชาติภพที่แล้วฉินอวี้เซวียนช่วยนางหาต้นกล้วยไม้ชั้นเลิศมาต้นหนึ่งเพื่อส่งไปเป็ของขวัญเอาใจบิดาที่เมืองหลวงแต่ดอกไม้ต้นนี้กลับกลายเป็ไข่มุกที่ถูกปิดบังประกายกระทั่งตนเองกลับจวนไปจึงพบว่าต้นกล้วยไม้ชั้นเลิศที่ตนเองอุตส่าห์ให้คนเสาะหามาให้นั้นในที่สุดก็ตกไปอยู่ในพงหญ้ารกหน้าเรือนบ่าว ดูไม่แตกต่างอันใดกับวัชพืชไร้ค่า
“นายน้อยเซวียนบอกว่าต้องใช้เวลาพอสมควรให้คุณหนูรออีกสักหน่อยจะหามาให้แน่นอนเ้าค่ะ” โม่อวี้ยิ้มพลางส่งน้ำชาที่ชงเสร็จใหม่ๆมาให้ “แต่คุณหนูจะส่งต้นกล้วยไม้ต้นนี้ไปให้นายท่านหรือเ้าคะ”
“แป้งชาดควรกำนัลแก่สตรี บุปผาชั้นดีก็ย่อมต้องมอบให้คนรักบุปผา” โม่เสวี่ยถงไม่ได้ตอบคำถามโม่อวี้ตรงๆ นางหลุบตาลงแพขนตายาวงามงอนแผ่คลุมม่านตาทิ้งเงาทอดยาวไว้สองแถวสีหน้าลุ่มลึกขาวซีดเผยรอยยิ้มเรียบง่าย จากนั้นก็ดื่มชาคำหนึ่งละเลียดัักลิ่นหอมอ่อนๆ ซึมซาบเข้าไปในหัวใจ
โม่อวี้นึกว่ากล้วยไม้ต้นนั้นเป็ของที่จะมอบให้กับนายท่านจริงๆจึงกล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจ “นายท่านคงลืมคุณหนูไปนานแล้วคุณหนูก็ยังเพียรแต่กตัญญู มีอะไรดีๆ ก็นึกถึงนายท่านก่อนเสมอ”
“โม่อวี้ อย่าพูดเหลวไหล” โม่หลันซึ่งอยู่ข้างๆท้วงติง
“ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลสักหน่อย ดูคุณหนูตอนนี้สิเป็ถึงขนาดนี้แล้วยังคิดถึงแต่นายท่าน แล้วนายท่านเล่า...เคยมีใจห่วงใยคุณหนูบ้างหรือไม่...” โม่อวี้ตัดพ้อในความไม่ยุติธรรมยิ่งเห็นใบหน้าเล็กจ้อยของโม่เสวี่ยถงขาวซีดไร้สีเื ก็ตาแดงเรื่อสะอึกสะอื้นในลำคอพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป
พวกนางสองสามคนติดตามอยู่ข้างกายโม่เสวี่ยถงมาโดยตลอดย่อมมองเห็นความตรอมตรมและความทุกข์ใจของนายตน
“นายท่านอยู่ห่างไกลจากที่นี่ จะไปรู้เื่ราวเหล่านี้ได้อย่างไรรอพวกเรากลับไปก่อน นายท่านย่อมจะดีแสนดีกับคุณหนูเหมือนเดิมแน่นอน” โม่หลันกล่าวอย่างอ่อนโยน
โม่เสวี่ยถงดูเหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่นใบหน้าแข็งกร้าวดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย แววตาคมดุดันค่อยอ่อนละมุนลงสาวใช้สองสามคนนี้ติดตามนางตลอดมาไม่หนีหายและไม่ทอดทิ้งจนสุดท้ายก็ต้องตายเพราะตนเอง การได้เห็นพวกนางประชันริมฝีปากกันเวลานี้ก็นับเป็เื่ที่ทำให้นางรู้สึกมีความสุข
ในวันเดียวกัน จวนฉินเกิดเื่ขึ้น แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังใแต่เื่นี้นางเป็คนให้สวี่มามาคอยกวนคลื่นลมให้ปั่นป่วนอยู่เื้ัและตีแผ่ให้ผู้คนรู้กันทั่ว
จวนฉินมีอนุภรรยาอยู่นางหนึ่งแซ่หลี่ เนื่องจากตั้งครรภ์จึงจากเมืองหลวงกลับมาอยู่อวิ๋นเฉิงปรกติก็ได้รับการดูแลประคบประหงมอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆด้านอาหารการกินก็กินแต่ของดีๆ เพื่อจะได้คลอดทายาทผู้สืบสกุลออกมาอย่างปลอดภัย
วันนี้หลี่อี๋เหนียงไม่มีอะไรทำ ร่างกายก็แข็งแรงปรกติดีจึงพาสาวใช้ออกไปเดินเล่นในสวน อยู่ดีๆ พลันนึกอยากกินอะไรขึ้นมาแต่ไม่ได้เรียกคนไปยกมาให้ กลับพาคนไปที่โรงครัวด้วยตนเองพอไปถึงก็เห็นสาวใช้รุ่นใหญ่ที่รับใช้ข้างกายอวี้ซื่อกำลังไล่คนออกจากครัว แล้ว ‘ใส่ของ’ ลงไปในในรังนกเืที่นางกินเป็ประจำ
ช่างมาเหนือชั้นยิ่งนักเื่ทำร้ายทายาทผู้สืบสกุลแบบนี้ถือเป็เื่คอขาดบาดตายหลี่อี๋เหนียงจะไม่โวยวายขึ้นมาได้อย่างไรเล่า
จึงนำเื่ไปฟ้องร้องต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า หลักฐานพยานครบครันไหนเลยอวี้ซื่อจะแก้ตัวได้ นางจึงถูกสั่งกักบริเวณสาวใช้ที่ชื่ออวิ๋นซูถูกสั่งโบยจนตายสาวใช้คนสนิทข้างกายของอวี้ซื่อก็ถูกขายออกนอกจวนไปหลายคนพอโม่เสวี่ยถงได้ฟังข่าวจากโม่เหอที่เรือนชิงเวย ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ในชาติภพก่อนอวิ๋นซูกับอวี้ซือหรงใช้อุบายลอบทำร้ายตนเองอยู่ไม่น้อยที่ตนเองต้องเสียโฉมก็ด้วยน้ำมือของอวี้ซือหรง ตอนนั้นอวิ๋นซูเป็คนช่วยลงมือหากไม่ใช่พวกนางจงใจถ่วงเวลาใน่ที่ดีที่สุดของการรักษาออกไปใบหน้าของตนเองก็ไม่ต้องมีแผลลึกถึงสองแผลและคงไม่ถูกซือหม่าหลิงอวิ๋นฉวยใช้เป็จุดอ่อนในการโจมตี...
เมื่อได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งผู้คนมากมายและหลายเื่ราวจึงเปลี่ยนไปเพราะการเปลี่ยนแปลงของโม่เสวี่ยถงนางจะต้องพลิกผันทุกเื่ให้เป็ไปในทิศทางที่นางประเมินไว้ล่วงหน้าให้จงได้!
ขณะที่กำลังนั่งขบคิดอยู่ริมหน้าต่างทันใดนั้นเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจของสวี่มามาก็ลอยมา
“คุณหนู คุณหนูเ้าคะ มีข่าวดีแล้วเ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าตอบตกลงแล้ว”
สวี่มามายิ้มหน้าบานราวกับบุปผาเดินเข้ามา “ฮูหยินผู้เฒ่าอนุญาตให้คุณหนูกลับไปเรือนเดิมได้แล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราก็ไปกันเลย” ใบหน้าเล็กจ้อยที่งดงามของโม่เสวี่ยถงมีรอยยิ้มผลิบาน
ปีกว่าแล้วที่ไม่ได้เห็นเรือนของมารดา ตอนนี้นางกำลังจะจากไปจะไม่ไปดูเสียหน่อยได้อย่างไร และยังมีหลักฐานบางอย่างที่นางจำเป็ต้องชิงมาให้ได้ก่อนที่ฟางอี๋เหนียงจะลงมือ
เนื่องจากฉินซื่อตกลงแล้ว เช้าวันต่อมาสาวใช้ทั้งสามและสวี่มามาจึงตามโม่เสวี่ยถงกลับไปยังเรือนเดิมที่นั่นเป็บ้านพักขุนนางในเมืองอวิ๋นเฉิงของโม่ฮว่าเหวินแต่บัดนี้เทียบไม่ได้กับในอดีตอีกแล้ว เรือนเดิมของจวนโม่ไม่มีเ้านายจึงกลายเป็เรือนร้างดูทรุดโทรม
ตามคำบอกเล่าเรือนบรรพบุรุษหลังนี้โม่ฮว่าเหวินได้ซื้อเอาไว้เมื่อครั้งยังรับราชการเป็ขุนนางอยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิงโม่เสวี่ยถงอยู่ที่นี่มาั้แ่เกิด ถึงตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้วิมามาซึ่งเมื่อก่อนเคยรับใช้ข้างกายมารดาออกมารอที่หน้าประตูเมื่อเห็นรถม้าของโม่เสวี่ยถงหยุดลงก็รีบวิ่งมาต้อนรับที่หน้ารถ
ิมามาเป็แม่นมของโม่เสวี่ยถงเมื่อตอนที่นางเกิดดังนั้นจึงเป็ผู้ใหญ่ที่นางให้ความเคารพ นางร้องทัก ‘ท่านป้า’ ด้วยความนับถือ แล้วยื่นมือไปช่วยประคอง ิมามาดีใจจนน้ำตาไหลเช็ดอย่างไรก็ไม่รู้จักแห้ง พวกนางต่างจูงมือกันเดินผ่านประตูจวนเข้าไปด้านใน
จวนโม่ในเมืองอวิ๋นเฉิงไม่ได้กว้างใหญ่นัก มีเรือนหลักสามหลังเท่านั้นเองนางไม่ได้แวะไปเรือนชิงเวยของตนเอง แต่ตรงไปยังเรือนจื่อเถิงของมารดาเมื่อก้าวผ่านประตูเข้าไปก็เห็นเบื้องหน้าปรากฏเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านโม่อวี้ไหวตัวเร็วที่สุด เพียงแวบเดียวก็ขยับกายมาขวางอยู่หน้าโม่เสวี่ยถง
“ฮูหยิน ต้องเป็ฮูหยินกลับมาแน่ๆ เลย คิกๆๆ อิ๋งชุน ฮูหยินกลับมาแล้วรีบไปยกม่านประตูขึ้นเร็วๆ เอ๋? ไม่ใช่ฮูหยินหรอกหรือ...” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นราวกับคนสติไม่เต็มด้านหน้าของโม่อวี้มีหญิงสาวอ่อนวัยสวมชุดสีเขียวยืนอยู่ดูท่าทางเหมือนจะงุนงงอย่างมากหันหน้ามามองโม่เสวี่ยถงอย่างพิจารณาั้แ่หัวจรดเท้า ดวงตาฉายแววโง่งม
หญิงสาวมองตรงนี้ที ตรงนั้นที แล้วจู่ๆ ปากก็ท่องบ่นอะไรบางอย่างออกมาก่อนจะวิ่งออกไปอย่างใทำอะไรไม่ถูก
บรรยากาศภายในเรือนหนักอึ้งทำให้คนปวดแปลบในหัวใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ท่านป้าิ เสวี่ยตงเป็แบบนี้ตลอดเลยหรือ” โม่เสวี่ยถงนิ่งงันอยู่นานสีหน้าจึงค่อยๆ กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง ทว่ามือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกำแน่นนี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นเสวี่ยตงในสภาพสติฟั่นเฟือน นางจะลืมได้อย่างไรในคืนนั้นที่มารดาของนางเสียชีวิต มีสาวใช้เพียงสี่นางเฝ้าอยู่ข้างกาย
แม้ว่าต่อมาบิดาจะออกมาจากห้องของอี๋เหนียงแต่ก็ไม่ทันได้เห็นหน้ามารดาของนางเป็ครั้งสุดท้าย
นั่นเป็เหตุให้นางเริ่มห่างเหินกับบิดา
“ใช่ ฮูหยินจากไปแล้ว อิ๋งชุนวิ่งชนกำแพงจนตาย เซียงชิวก็ป่วยตายเหอเซี่ยก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เสวี่ยตงก็มากลายเป็แบบนี้เมื่อสองปีก่อนบิดามารดาของนางเห็นนางเสียสติอย่างนี้ก็ไม่อยากจะเลี้ยงแล้วถึงกับเอานางไปปล่อยทิ้งแต่นายท่านเวทนาสงสารเห็นแก่ที่นางปรนนิบัติฮูหยินด้วยความจริงใจจึงไปพานางกลับมาที่จวน ต่อมาคนในจวนก็ย้ายออกไปจนหมด เหลือก็แค่ไม่กี่คนนางจึงกลายเป็สาวใช้จำเป็ ช่วยกวาดพื้นอยู่ในเรือนจื่อเถิงแห่งนี้” ิมามากล่าวพลางทอดถอนใจ
“หาหมอดีๆ มาตรวจดูอาการนางเสีย คนข้างกายที่มารดาเหลือไว้มีไม่มากแล้ว” โม่เสวี่ยถงกล่าวขึ้นหลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ นิ้วมือหุบลงกำแน่นแม้แต่เล็บจิกเข้าเนื้อกลางฝ่ามือก็ยังไม่รู้สึกร่างกายร้อนวูบวาบรู้สึกเืลมพลุ่งพล่าน
“เ้าค่ะ” ิมามารับคำแล้วเงยหน้าขึ้นคล้ายอยากจะพูดบางอย่างแต่เมื่อเห็นใบหน้าเล็กจ้อยของนางดูอ่อนแอ ก็ได้แต่อ้าปากค้างพูดไม่ออกภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันอย่างน่าประหลาด
“พวกเ้าออกไปเถอะ ข้าอยากพักผ่อนสักครู่” เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เมื่อนางหาเสียงของตนเองพบแล้วก็ยกมือขึ้นโบก ขณะกล่าวด้วยท่าทางอ่อนเพลีย