ตอนที่ 28 นภาสองฟ้า
หลินเฟยใช้เวลาเพลิดเพลินลิ้มรสความสุขที่หอมหวานกับจางเสี่ยวเหมยอยู่หลายวันในระหว่างนี้เองที่หลินเฟยบอกกับนางให้เดินทางไปกับตน โดยส่วนตัวแล้วหลินเฟยตั้งใจที่จะไม่ทิ้งขว้างสตรีที่เขาชื่นชอบแต่แม้หลินเฟยจะกล่าวออกไป
จางเสี่ยวเหมยก็ยังลังเลเพราะชาวบ้านที่เหลือรอดอีกหลายสิบคนล้วนเป็คนคุ้นเคยของนางด้วยกันทั้งสิ้นแต่นางเองก็ไม่มีพลังพอที่จะปกป้องทุกคนไว้หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
ดังนั้นเพื่อให้นางจัดการอะไรให้เรียบร้อยหลินเฟยจึงบอกกับนางว่าเมื่อเขาต้องกลับไปยังตระกูลจะมารับนางไปด้วยอย่างแน่นอน จางเสี่ยวเหมยไม่มีความกังวลว่าหลินเฟยจะไม่มารับนางนางเชื่อมันในตัวหลินเฟยว่าเขาไม่คิดจะทอดทิ้งนางแน่นอน
“ข้าต้องไปแล้วน้องหญิงดูแลตัวเองด้วย”
“เ้าคะ”
จางเสี่ยวเหมยแย้มยิ้มก่อนจะจากกันหลินเฟยได้มอบโอสถหลายอย่างให้นางเพื่อบ่มเพาะเพิ่มระดับพลังให้สูงขึ้นพอจะป้องกันตัวเองได้เขาจึงจากไปได้อย่างสบายใจ
แน่นอนว่าความคิดของดรุณีน้อยนางนี้เกี่ยวกับเื่ของชาวบ้านนั้นนางเองรู้สึกเป็ห่วงทุกคนและคิดว่าทุกคนในหมู่บ้านเปรียบเสมือนครอบครัวของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
แต่ด้วยพลังของนางนั้นย่อมไม่พอที่จะปกป้องใครได้แน่นอนนางคิดว่านอกจากจะใช้เวลาในการบ่มเพาะพลังเพื่อรอหลินเฟยแล้ว
นางจะค่อยๆส่งชาวบ้านทุกคนเข้าไปตั้งรกรากในเขตของเมืองที่ใกล้ที่สุดด้วยจำนวนของชาวบ้านที่มีหลายครอบครัวนางจึงต้องใช้เวลาสัก่นึงในการให้พวกเขาทั้งหมดเตรียมความพร้อม
แน่นอนว่าเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้นเป็เมืองขนาดเล็กมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่กี่ร้อยหลังคาเรือนแต่ก็นับว่าปลอดภัยกว่าที่แห่งนี้
และเ้าเมืองนั้นยังเป็สหายกับบิดาผู้รักสันโดษของนางหากไม่ชื่นชอบที่จะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติขนาดนี้ย่อมไม่ลงทุนบุกบั่นถางป่าถางดงเพื่อก่อตั้งหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้ขึ้น เมื่อเป็เช่นนั้นนางจึงจะมั่นใจว่าชาวบ้านทุกคนจะสามารถอยู่อย่างมีความสุขได้แม้จะไม่มีนางอยู่คอยดูแล
หลินเฟยขับเกวียนของเขาออกมาหลายวันตลอดทางไม่ได้มีโจรป่าเข้ามาขัดขวางการเดินทางของเขาเลยใน่นี้ ด้วยระยะทางที่เริ่มเข้าใกล้เขตชายแดนระหว่างภูมิภาคแล้วนั่นเอง หลินเฟยพอจะมองเห็นชาวบ้านและผู้ฝึกตนคนอื่นสวนทางสัญจรผ่านไปมาได้มากขึ้นแล้วในตอนนี้
“ไกลเอาเื่แต่ก็คงปลอดภัยได้สักพักจนกว่าข้าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้”
แม้จะสามารถปลุกพลังของสายเืัได้แล้วแต่หลินเฟยรู้ดีว่านั่นเพียงแค่ขั้นตอนแรกเท่านั้นพลังของเขายังห่างไกลจากัตัวเป็ๆอีกมากนัก
หลินเฟยเหม่อมองไปยังเบื้องหน้าแสงของดวงอาทิตย์แยงตาเล็กน้อยจนต้องป้องมือบังไว้ภาพกำแพงเมืองที่ก่อร่างจากก้อนศิลาขนาดใหญ่กว่าหลายเมตรเรียงซ้อนกันจนเป็กำแพงขนาดใหญ่ดูมั่นคงแข็งแรงอีกทั้งยังสูงกว่าสิบเมตร
้ามีช่องทางสำหรับหน่วยลาดตระเวนเดินสอดส่องตรวจตรารักษาความปลอดภัยกันอย่างแข็งขันหลินเฟยมองเห็นผู้คนและรถม้าเข้าแถวรับการตรวจตรากันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
หลินเฟยไม่รอช้าบังคับรถม้าเข้าไปต่อแถวอันยืดยาวด้วยทันทีหลายวันมานี้หลินเฟยไม่เจอแม่น้ำเลยจึงใคร่อยากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างมากเมื่อเข้าใกล้เขตเมืองจึงพอเห็นแม่น้ำลำธารอยู่บ้างแต่ด้วยคนที่ผ่านไปมาอยู่ตลอดหลินเฟยคิดว่าจะเข้าไปหาที่พักในเมืองด้วยทีเดียวเลย
หลินเฟยที่กำลังรอคิวอยู่นั้นเหลือบมองผ่านเข้าไปยังช่องว่างของประตูขนาดใหญ่ที่สลักไว้ด้วยลวดลายสวยงามพบว่าเมืองนี้ออกจะคึกคักไม่น้อยเลยทีเดียวผู้คนเดินกันขวักไขว่
แน่นอนว่าเมืองนี้ที่เป็ที่ตั้งหลักของสมาคมนักล่าศักดิสิทธิ์และยังเป็เมืองสำคัญในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างสองภูมิภาคย่อมมีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้าออกตลอดเวลา
เมืองนภาสองฟ้าคือเมืองที่คร่อมอยู่ระหว่างสองแผ่นดินเหนือและแผ่นดินตะวันออกราชวงศ์ที่ปกครองประเทศทั้งสองนั้นเป็ทั้งพันธมิตรและสหายกันมาอย่างยาวนานหลายรุ่นต่อหลายรุ่นก็ยังไม่เคยมีเื่บาดหมางใดๆต่อกัน
เมืองนภาสองฟ้านี้นอกจากจะเป็ตัวเชื่อมที่สำคัญในหลายๆด้านยังเป็เมืองที่เต็มไปด้วยโชควาสนาอย่างแท้จริงด้วยรอบๆเมืองนั้นเต็มไปด้วยพื้นที่ของสัตว์อสูรมากมายหลากหลายสายพันธุ์และยังเต็มไปด้วยพื้นที่ลี้ลับอีกมากมายที่ยังไม่ถูกสำรวจ
แม้จะขึ้นชื่อว่าอยู่ในเขตปกครองของทั้งสองภูมิภาคแต่ก็เหมือนเราขีดเส้นแบ่งไว้แต่ภายในขอบเขตนั้นยังไม่สามารถสำรวจได้ถ้วนทั่วด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่อย่างมากนั่นเอง
แน่นอนว่าเป้าหมายที่หลินเฟยตั้งใจไว้ย่อมเป็ที่เมืองนภาสองฟ้าแห่งนี้ด้วยมีผู้คนมากมายกว่าหลายแสนคนอีกทั้งยังมีกฎที่เข้มงวดมาก
หากเกิดเื่วิวาทกันในกำแพงเมืองจะถูกควบคุมตัวขังคุกทันที หากผู้าุโห้าส่งคนมาตามหาก็คงยากที่จะพบเจอคนๆหนึ่งในเมืองที่แออัดไปด้วยผู้คนมากมากขนาดนี้
“หืม...”
หลินเฟยชักสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ผู้ตรวจตราคนเข้าเมืองมีหลายคนที่เพียงแค่ชูแผ่นป้ายก็ผ่านเข้าไปได้ง่ายดายโดยไม่ต้องเข้าตรวจสอบและจ่ายค่าผ่านทาง
แตกต่างจากคนอื่นอย่างมากที่ต้องนั่งรอยืนรอหลังขดหลังแข็งด้วยความสงสัยหลินเฟยจึงร้องเรียกชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันที่เข้าแถวอยู่ด้านหน้าเขาเพื่อสอบถาม
“พี่ชายทำไมคนพวกนั้นถึงผ่านเข้าไปได้โดยไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลยล่ะ” หลินเฟยชี้นิ้วไปด้านหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“อ้อ พวกนั้นเป็นักล่าของสมาคมนักล่าศักดิสิทธิ์น่ะคนพวกนี้จะได้รับสิทธิพิเศษเยอะกว่าพวกเราผู้ฝึกยุทธธรรมดา”
“อ้อ..ขอบคุณมากพี่ชาย”
หลินเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มจริงใจชายหนุ่มตัวใหญ่ก็พยักหน้าน้อยๆหันกลับสนใจสาวๆที่เดินผ่านไปผ่านมาพอให้คลายความเบื่อหน่ายลงได้บ้าง
รอนานอยู่เกือบครึ่งชั่วยามก็มาถึงคิวของหลินเฟยด้วยความที่เป็ครั้งแรกที่เคยเข้าเมืองแห่งนี้จึงต้องมีขั้นตอนเล็กน้อยในการยืนยันตัวตน
หลินเฟยวางมือลงบนแผ่นผลึกสี่เหลี่ยมที่ทหารคนนึงนำมาให้ตัวของแผ่นผลึกนั้นลงอักขระเวทพิเศษในการบันทึกตัวตนเอาไว้ เมื่อทาบฝ่ามือลงไปลายนิ้วมือและกลิ่นอายของคนผู้นั้นจะถูกบันทึกเก็บไว้เพื่อใช้เป็ข้อมูลหากคนผู้นั้นทำผิดกฎและถูกทางการจับได้
“โอว..”
หลินเฟยรับป้ายไม้ที่ลงอักขระคล้ายๆกับบนแผ่นผลึกมาจากทหารคนนึงก่อนจะพลิกไปพลิกมาป้ายไม้ยืนยันตัวตนนี้เขาต้องเสียเงินกว่าสิบเหรียญทองในการลงทะเบียนนอกจากการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าออกจากเมืองก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อันใด
‘จางหลิน’
จางหลินคือชื่อที่เขาใช้ในการลงทะเบียนในครั้งนี้และคิดจะใช้มันจนกว่าที่จะได้กลับไปยังสำนักโลหิตัอีกครั้ง
หลินเฟยต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกห้าเหรียญทองในการเข้าออกเมืองเป็เวลาเจ็ดวันเขาคิดว่าคงต้องแวะไปดูที่สมาคมนักล่าศักดิสิทธิ์หน่อยแล้ว
ไม่เช่นนั้นจะให้เสียเงินเช่นนี้ไปเรื่อยๆแม้จะไม่ได้มากมายสำหรับหลินเฟยในตอนนี้แต่ด้วยความที่เป็คนที่ลำบากมาตลอดย่อมไม่ชอบเสียเงินไปโดยเปล่าๆเช่นนี้
“แต่ก่อนหน้านั้นขอพักผ่อนก่อนแล้วกัน”
หลินเฟยเดินเล่นไปเรื่อยๆบรรยากาศของเมืองใหญ่นั้นคึกคักจอแจผู้คนตั้งแผงลอยส่งเสียงขายสินค้าของตัวเองออกมาไม่ขาดสาย แน่นอนว่าถูกจัดสรรแบ่งพื้นที่กันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยไม่ดูรกหูรกตาแต่อย่างใด
หลินเฟยนำพวกเศษซากสัตว์อสูรต่างๆและของที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ได้จากพวกโจรป่าหลายสิบกลุ่มที่พบเจอมาตลอดหลายเดือนขายในร้านรับซื้อชิ้นส่วนสัตว์อสูรไปเป็จำนวนมากทำให้ตอนนี้หลินเฟยมีเหรียญทองในแหวนมิติกว่าสามพันเหรียญทอง
“ข้าคงไม่ต้องกังวลเื่ค่าใช้จ่ายไปอีกสักพัก...”
แน่นอนว่าเขาขายเฉพาะของที่ไร้ประโยชน์ของดีๆจากพวกโจรป่าก็มีไม่ใช่น้อยๆโดยเฉพาะโอสถต่างๆแม้จะไม่ค่อยมีระดับที่เกินกว่าสองแต่ก็ยังพอมีโอสถระดับสามรวมกับที่เขาปรุงได้เองอยู่เกือบสิบเม็ด
แต่ถึงอย่างนั้นโอสถระดับสามที่เหมาะสมกับการบ่มเพาะพลังนั้นกลับมีเพียงแค่สี่เม็ดเท่านั้นแม้จะรวมกับโอสถฟ้าสั่งสองเม็ดของเขาเข้าไปแล้วด้วย
แต่หลินเฟยคิดว่ารออีกสักสองสามวันให้เขาจัดการอะไรให้เรียบร้อยก่อนถึงจะเริ่มปิดด่านฝึกตนหรือไม่ก็อาจจะเข้าป่าหาที่เงียบสงบสักแห่งค่อยปิดด่านอีกครั้ง
หลินเฟยหาโรงเตี๊ยมเล็กๆพักอย่างเรียบง่ายด้วยจำนวนผู้คนที่มากมายทำให้ที่พักนั้นมีราคาต่อคืนกว่าห้าสิบเหรียญเงินเลยทีเดียวแม้จะเป็โรงเตี๊ยมเล็กๆเช่นนี้
หลังจากทานอาหารที่สั่งมาอย่างง่ายๆเขาก็กลับไปยังห้องพักเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายและพักผ่อนสบายๆสักหนึ่งคืน
ก่อนที่จะเริ่มหาอะไรทำแม้จะนับได้ว่าตอนนี้ปลอดภัยจากผู้าุโห้าอยู่หลายส่วนแต่หลินเฟยไม่อยากอยู่เฉยๆโดยปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แน่นอน
ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังคงอยากกลับไปให้เร็วที่สุดหลินเฟยจึงต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้อย่างรวดเร็วผู้ที่มีพลังเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องคนที่ตัวเองรักไว้ได้
ยามรุ่งอรุณหลินเฟยตื่นเช้าเหมือนอย่างเคยเขาอาบน้ำชำระล้างร่างกายลงจากชั้นสองสั่งอาหารง่ายๆทานสองสามอย่างหลังจากจัดการอาหารเสร็จเรียบร้อยจึงเดินออกไปยังเส้นทางที่มุ่งสู่ที่ตั้งสมาคมนักล่าศักดิสิทธิ์ทันที
หลินเฟยที่แค่ภายในสำนักโลหิตัยังสามารถที่จะหลงได้ย่อมไม่สามารถที่จะเดินเล่นอย่างสบายใจภายในเมืองใหญ่เช่นนี้ได้อย่างง่ายดาย
ก่อนจะหลงไปผิดทิศผิดทางหลินเฟยได้สอบถามเหล่าชาวบ้านที่ดูใจดีอยู่หลายคนจนในที่สุดหลังจากใช้เวลาไปกว่าหลายก้านธูปเขาก็มาหยุดที่หน้าสมาคมนักล่าศักดิสิทธิ์จนได้!
.
.
.