๑
บทนำ
“กรี๊ด ด ด” เสียงกรีดร้องดังขึ้น
รถยนต์ยุโรปคันหรูเบรกเสียงดังสนั่น ก่อนหมุนปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ยางรถยนต์เสียดสีกับพื้นถนนเป็รอยยาวหลายเมตร รถเสียหลักพลิกตะแคงทันที แรงกระแทกส่งผลให้ฝั่งคนขับยุบเข้าไปเกือบครึ่งคันสภาพพังยับเยิน ไม่มีความเคลื่อนไหวจากภายในตัวรถ ทุกอย่างนิ่งสงบ
ท้องถนนปราศจากรถราวิ่งผ่าน มีเพียงต้นไม้เขียวครึ้มไหวลู่ตามแรงลม พร้อมเม็ดฝนที่เริ่มซาลงหลังจากกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงก่อน สายลมพัดพาละอองฝนโปรยปราย ไม่มีใครรู้ว่าคนขับเบรกรถอย่างกะทันหันจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นเพื่อหลบสิ่งใด
เสียงโทรศัพท์มือถือของเดช เทียนวัฒนา ดังขึ้นเขาจึงกดรับสาย สีหน้าฉายแววตึงเครียดขึ้นมาทันที มีเพียงเสียงตอบรับแ่เบาดังขึ้นเท่านั้น
"ครับ ผมจะรีบไป" ชายวัยปลายห้าสิบกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นหลังจากวางสาย ทรุดตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่อย่างหมดเรี่ยวแรง ภรรยาที่นั่งมองอยู่ก่อนแล้วจึงรีบเข้ามาประคอง
"มีอะไรรึเปล่าคะ" อินธมาศเอ่ยถาม แม้อายุห่างกันไม่กี่ปี แต่เธอก็ให้เกียรติเขามาโดยตลอด
"น้องชายผมประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางมาหาเรา" เดชพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ผิดกับใบหน้าที่ฉายแววหวั่นวิตกอย่างเห็นได้ชัด
"ตายจริง เป็อะไรมากรึเปล่าคะ" อินธมาศยกมือทาบอก หล่อนค่อนข้างใกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
ผู้เป็สามีไม่ได้ตอบ มองก็รู้ว่าสติแทบไม่ได้อยู่กับตัวแล้วเขาคว้ากุญแจรถเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น อินธมาศจึงรีบตามไปทันที
รถยนต์สีดำคันใหญ่เลี้ยวออกจากบ้านเทียนวัฒนา ภายในรถถูกความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่ อินทมาศเองก็ไม่กล้าสอบถามอะไรให้มากความทั้งที่ตัวเองก็รู้สึกร้อนใจไม่น้อย
"เมื่อเช้าผมเพิ่งคุยกับเดชา เขากับญากำลังเดินทางมาหาเรา แต่..." เดชเว้นคำพูดลำคอตีบตันขึ้นมาดื้อ ๆ "เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน" เขารู้ว่าทั้งคู่อาการสาหัส ตอนนี้ทำได้แต่ภาวนาให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
"ใจเย็น ๆ นะคะคุณเดช ต้องไม่มีใครเป็อะไร" อินธมาศปลอบสามี ภายในใจหวั่นวิตกไม่แพ้กัน ถึงแม้จะไม่รู้รายละเอียด แต่เื่นี้ไม่ใช่เล็กน้อยแน่
พ่อของเดชเป็คนเ้าชู้มีภรรยาไปทั่ว ไม่เคยรักและสนใจใครได้นาน เดชาเป็น้องชายต่างมารดากับเดช ซึ่งอายุห่างกันไม่กี่ปี
เดชาเป็คนขี้เกรงใจเหมือนแม่ ไม่เคยเข้ามาวุ่นวาย กับบ้านใหญ่ จนแม่ของเดชเห็นใจและสงสารคนมีหัวอกเดียวกัน จึงอนุญาตให้เลี้ยงดูทั้งคู่มาด้วยกันั้แ่เด็กจนเรียนจบ มีความสนิทสนมกันเช่นพี่น้องทั่วไป
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีได้เกือบสี่ปีเดชาพบรักและแต่งงานกับชญาภา เขาขอแยกไปอยู่ที่บ้านเกิดของภรรยาในอำเภอสวนผึ้ง จะมาเยี่ยมเยียนครอบครัวบ้าง่เทศกาล
หลายปีต่อมาเดชาเปลี่ยนกลับไปใช้นามสกุลของมารดาเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต เดชเห็นน้องชายมีความคิดแบบนี้จึงไม่ได้คัดค้าน เคารพในการตัดสินใจเพราะเป็ผู้ใหญ่กันแล้วคงมีเหตุผลส่วนตัวที่เขาเองก็ไม่อยากพูดถึง
ชญาภายังอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มีพลเมืองดีไปพบและโทรเรียกรถพยาบาลมาช่วยเหลือ หลังจากได้รับการติดต่อประสานจึงนำส่งตัวเธอและสามีเข้ารับการรักษาต่อในกรุงเทพฯ
เดชนั่งหลับตา หลังพิงพนักเก้าอี้อยู่หน้าห้องผู้ป่วยหนัก ครู่ใหญ่นายแพทย์ผู้ทำการรักษาจึงเปิดประตูเดินออกมา
"ญาติคนไข้คนไหนครับ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ สายตากวาดมองไปที่คู่สามีภรรยาที่กุมมือกันอยู่
เดชยืนขึ้นใบหน้าเรียบสนิท ดวงตามีแววหวั่นวิตกเจืออยู่
“ครับ” เขาไม่กล้าเอ่ยถามว่าอาการทั้งคู่เป็อย่างไรบ้าง
"หมอขอคุยด้วยสักครู่นะครับ" นายแพทย์สูงวัยเดินนำหน้าเดชเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมสีขาว ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องผู้ป่วยหนัก
"เสียใจด้วยครับสำหรับคุณเดชา หมอพยายามเต็มที่แล้ว" เขาเว้นประโยคเพียงครู่ "ถ้ามาถึงเร็วกว่านี้สักชั่วโมงคงพอช่วยไว้ได้ แต่ถึงคนไข้จะรอดก็ไม่สามารถเป็เหมือนเดิมได้"
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้อง เดชได้แต่พยักหน้ารับ เขาทำใจกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยินมาบ้าง แต่เวลานี้กลับไม่แน่ใจเสียแล้วว่าจะทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ได้
"แล้ว ... ภรรยาเขาล่ะครับ เธอ...." ริมฝีปากหนาขยับถามออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาจนฟังแทบไม่ได้ยิน
"ยังไม่พ้นขีดอันตรายครับ ต้องรอดูอาการอย่างใกล้ชิด 24 ชั่วโมง ถ้าเธอเข้มแข็งพอ"
เดชเข้าใจในความหมายนั้นดี โอกาสรอดของน้องสะใภ้นั้นมีเพียงน้อยนิด เขาก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่กุมกันไว้แน่นจนข้อนิ้วเป็สีขาวซีด น้ำตาคลออย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ได้ยินมันทำร้ายจิตใจเขามากเกินไป
"หมอขอตัวไปดูแลคนไข้ก่อนนะครับ" นายแพทย์ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป เป็เื่ธรรมดาของหมอที่ต้องบอกข่าวร้ายแก่ญาติของคนไข้ เป็หน้าที่อันหนักอึ้งและลำบากใจสำหรับเขาอย่างที่สุด