[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 11 ผู้ที่ไฟไม่อาจสังหารได้

    ภายในชั้นที่ลึกที่สุดของคุกโลกันต์“ข้าไม่มีอะไรจะเสวนากับเจ้า ไอ้มารทรยศ”ร่างภายในกรงขังคำรามด้วยเสียงขึงขัง“ทรยศหรือไม่ ขอให้ท่านฟังข้าก่อน! ศึกสงครามใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อท่านโดยแท้ ท่านจ้าวฑิคา และในครั้งนี้วีรกรรมของท่านจ้าวจะถูกแซ่ซ้อง พระนามของท่านจะถูกสรรเสริญ จอมมารผู้เกรียงไกรแห่งจักรวรรดิซิเรเดลจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง..."ผู้ที่พูดน้ำเสียงแหบแต่สุขุม บรรจงถอดหน้ากากที่ตนสวมใส่ออกมา เผยให้เห็นมารใบหน้าใหญ่ยับย่นสีม่วงอันเต็มไปด้วยรอยแผลการต่อสู้ ดวงตามรกตจ้องมองมายังร่างในกรงจองจำอย่างดูแคลน ศีรษะโล้นไม่มีเส้นผม ภาพลักษณ์โดยรวมดูเปี่ยมไปด้วยวัยวุฒิ ทว่ารูปร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสัน
    error loaded
    “ช่างบังอาจ ที่ปลอมตัวเป็นข้า...มาเกรฟ”จ้าวฑิคาสบถใส่ร่างที่ถูกเรียกว่ามาเกรฟกลับตอบอย่างเรียบเฉย“ข้าจำเป็นต้องทำท่านจ้าว”“ตำแหน่งจอมเวทย์สูงสุดและที่ปรึกษาจอมมาร ยังไม่คู่ควรให้เจ้ามอบความภักดีต่อข้าอย่างนั้นหรือ?”ริมฝีปากของผู้ถูกจองจำถามอย่างขุ่นเคืองร่างสูงใหญ่ของมาเกรฟนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนให้คำตอบผู้เป็นนาย“หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะความภักดีของข้าบริวารผู้ต่ำต้อย ที่มิอาจทนเห็นนายเหนือหัวอัปยศอดสูต่อไปได้”มาเกรฟหรี่ตา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยโทสะ“นานเท่าไรแล้วที่เกียรติของท่านต้องมัวหมอง โดยที่ท่านไม่ยอมทำอะไรเลย นับวันหมู่มารของเราจะไร้ความเคารพยำเกรงเช่นกาลก่อนลงไปเรื่อยๆ ในฐานะที่ปรึกษา ข้ามิอาจอยู่เฉยได้อีกต่อไปครับ”“เช่นนั้นจะจับขังข้าเพื่ออะไร?”“เพื่อตัวท่านจ้าว เพื่อเกียรติยศของตำแหน่งจอมมาร มาเกรฟผู้นี้ไม่อาจปล่อยให้ใครขัดขวางสงครามเพื่อท่านได้ ต่อให้เป็นตัวท่านเอง”“พูดจาเลอะเทอะ เพื่อตัวข้าซ้ำซากอะไรของเจ้า!? สงครามไม่ใช่คำตอบของเกียรติยศของข้า! ข้าไม่ปรารถนาแม้แต่น้อย!”ร่างซึ่งถูกจองจำส่ายหน้าเมื่อได้ยิน“ทว่าสงครามจะมอบเกียรติยศแด่ผู้ชนะ รวมทั้งรางวัลอันมหาศาลเกินพรรณนา ข้าผู้น้อยเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร!”มาเกรฟยิ้ม หวนนึกถึงอดีตอันน่าภาคภูมิใจเมื่อครั้งก่อนเริ่มสงครามกับมวลมนุษย์ จ้าวฑิคาในฐานะผู้เป็นใหญ่แห่งเผ่าสัตว์อสูร ผู้ชำนาญในเวทมนตร์คาถาอันลี้ลับ สามารถพิชิตเหล่าอาณาจักรและชนเผ่าฝ่ายปีศาจ ซึ่งแต่เดิมเคยแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกตั้งตนเป็นใหญ่นับหมื่นนับแสนเผ่า ให้รวมเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จชื่อเสียงของประมุขสูงสุดขจรไปไกลจรดขอบแผ่นดินเอซิเรียอันกว้างใหญ่ไพศาล และจ้าวฑิคาคือมารตนแรก ที่ได้รับสมญานามว่าจอมมาร เจ้าเหนือหัวผู้เป็นใหญ่...มาเกรฟคือหนึ่งในบริวารที่ติดตามจ้าวฑิคามาตั้งแต่แรกเริ่ม เขาถวายงานติดตามรับใช้ด้วยความจงรักภักดีเสมอมา เป็นหนึ่งในจอมกลยุทธ์และแม่ทัพเมื่อครั้งศึกสงครามทว่าเมื่อจ้าวฑิคาต่อสู้พ่ายแพ้ให้แก่ผู้กล้าซือหลิน ในสงครามครั้งสุดท้ายของศึกนครศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างในจิตใจมาเกรฟก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภาพลักษณ์ของนายเหนือหัว จอมมารผู้ไร้พ่ายต้องมลทินอันเป็นผลลัพธ์ที่เขาไม่อาจรับได้สายตาของหมู่ปีศาจที่มองมายังเจ้านายของตนได้แปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มาเกรฟเสนอให้ทำสงครามต่อไป แต่ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง เมื่อจอมมารประกาศถอยทัพกลับจักรวรรดิ หลังจากนั้นท่านก็ไม่ว่าราชการ อีกทั้งยังไร้ซึ่งวี่แววการชำระแค้น ไม่มีการประกาศศึกใดออกมาเลยกระแสข่าวลือว่าจอมมารศิโรราบแก่ผู้กล้าเป็นข่าวลือซุบซิบโดยทั่วกันในจักรวรรดิซิเรเดลไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่นับถอยหลัง รอวันที่อำนาจจะค่อยเสื่อมสลายไป ตอนนั้นเองที่มารร่างยักษ์ต้องทำบางสิ่งที่บ้าบิ่นและทรยศต่อความภักดีที่มีมา“เกียรติยศจะหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อเรากลายเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งใหม่ หากเป็นยามนี้ที่พวกเรา เหล่าเผ่าปีศาจน้อยใหญ่ พรรคพวกที่ร่วมอุดมการณ์ และสัตว์อสูรน้อยใหญ่ในแดนมนุษย์ มาผนึกกำลังร่วมมือกันเป็นหนึ่ง ต่อตีทำร้ายพวกมันทั้งภายในและภายนอก จะมีผู้ใดเอาชัยเหนือเราไปได้เล่า!?”“พลพรรคร่วมอุดมการณ์? เจ้ามนุษย์ตรงนั้นน่ะหรือ? มาเกรฟ มารผู้สูงส่งกำลังขอความช่วยเหลือจากมนุษย์อย่างนั้นเหรอ!?”ฑิคาเอ่ยราวกับเย้ยหยันน้ำเสียงของมาเกรฟนิ่งชะงักไป เมื่อร่างมนุษย์ผู้อยู่เคียงข้างตนนั้นได้ชูอัญมณีสีแดงขึ้นมา มันส่องแสงสว่างแวบวับ โซ่ตรวนที่จองจำร่างของจอมมารเปร่งรัศมีแสงสว่างขึ้น ราวกับตอบรับกับอัญมณีตรงหน้า โซ่ตรวนขยับเคลื่อนไหวได้เอง พวกมันขดตัว รัดแน่นขึ้นจนร่างกายของจอมมารลอยขึ้นบนอากาศมาเกรฟยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กรงขัง เขาตั้งใจดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้กระจ่างชัดแจ้ง รอยยิ้มแสยะขึ้นบนใบหน้าผิวสีม่วงอย่างรวดเร็ว“ช่างวิเศษเหลือเกิน...ข้าภาคภูมิใจเป็นที่สุด ที่เห็นพลังอาคมของข้าและอุปกรณ์จองจำของสหายมนุษย์ผู้นี้ เมื่อมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว มันช่างวิเศษเหลือเกิน เข้ากันได้ดีจริงๆ แล้วดูซิว่าเราจับใครได้...ท่านจอมมารผู้แข็งแกร่ง...หึ!”จอมมารตัวจริงกลับชักสีหน้าใส่เมื่อได้ยินคำอีกฝ่าย ก่อนพูดโต้ขึ้น“เวทย์ของมนุษย์ธรรมดาหรือจะจับข้าได้มาเกรฟ ระวังตัวเจ้าเอาไว้เถอะ เจ้ากำลังอยู่กับสิ่งอันตรายโดยแท้!”“จะให้ปิดปากด้วยไหม?”ร่างคนปริศนาภายใต้ผ้าคลุมมิดชิดเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางชูอัญมณีให้สูงขึ้นราวกับข่มขวัญผู้อยู่ในกรงขัง“ปิดไว้สักหน่อยก็ดี สหายมนุษย์เพื่อนรัก...เดี๋ยวโดนคำรามใส่”เมื่อมาเกรฟพูดจบ สหายมนุษย์ร่วมอุดมการณ์ก็ร่ายอาคม แสงสีแดงปรากฏขึ้นอีกครั้ง โซ่ตรวนก็ตวัดตามบัญชาของอัญมณีลึกลับนั้นในทันที อุปกรณ์จองจำบรรจงเคลื่อนไหวมาผนึกปากของจ้าวฑิคา มันตรึงแน่นแต่ปิดไม่สนิทนัก เพื่อให้เพียงพอต่อการสนทนาได้“ไยเจ้า...ไม่ฆ่าข้าไปเสีย!?”จอมมารกัดฟันกรอด พยายามเค้นเสียงพูดแม้ถูกพันธนาการ“การฆ่าท่านไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ ยังไม่ถึงเวลาอันควรที่จอมมารจะจากโลกใบนี้ไป ท่านเจ้านายเหนือหัว”มาเกรฟยิ้มก่อนพูดต่อ“ท่านคือหัวใจสำคัญสู่การจำแลงกายของข้า มันต้องใช้เลือดของท่าน แต่ข้าให้สัญญาว่าเมื่อเถลิงอำนาจจักรวรรดิมารซิเรเดล ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นเมื่อข้ายึดแผ่นดินมนุษย์ได้จนหมด ข้าจะมอบความตายอย่างสงบแก่ท่านเอง”จ้าวฑิคานิ่วหน้า“เจ้าคิดว่าจะตบตาผู้จงรักภักดีตนอื่นได้อย่างนั้นหรือ?”“ตราบใดที่ข้าจำแลงกายเป็นท่าน ใครเล่าจะกล้าสงสัยต่อท่านจ้าวผู้เป็นนายเหนือหัว”มาเกรฟแย้ง พลางหันไปทางมนุษย์ผู้ร่วมอุดมการณ์ของเขา"...และยิ่งคราวนี้ไร้ซึ่งผู้นำของเหล่าผู้กล้าอย่างเจ้าซือหลิน ดินแดนมนุษย์ในทวีปเอซิเรียก็ถึงกาลอวสาน...""ไม่มีทาง!!!" ร่างมารยักษ์สีม่วงไม่ทันได้พูดจนจบ เสียงตวาดกลับของจอมมารผู้ถูกจองจำกลับดังขึ้น โซ่ตรวนบังเกิดรอยร้าว กำแพงกรงขังที่ทำจากอิฐและหินอัคนีของภูเขาไฟอันร้อนแรงก็ยังสั่นสะเทือน มนุษย์ตรงหน้าอุดหูแล้วชูอัญมณีขึ้นทันทีส่วนมาเกรฟร่ายมนตราเสริมพลังเครื่องจองจำ ร่างของจ้าวฑิคาเหมือนถูกกระชากจนหยุดเสียงอันทรงพลังลง มารยักษ์ใหญ่นิ่วหน้า ตกตะลึงไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นอย่างชื่นชม"ช่างเป็นพลังอันแข็งแกร่ง โดนอัญมณีสะกดมารและเครื่องตรึงร่างมนตราของพวกข้า ยังมีแรงตะโกนได้เพียงนี้อีกหรือเนี่ย?"ร่างจอมมารกระตุกเมื่อยิ่งถูกเครื่องตรวนบีบรัดร่าง แต่ก็เค้นเสียงพูดอย่างตั้งใจ"พวกเจ้าไม่มีทางชนะเจ้านั่นได้หรอก!""นี่หรือคำพูดจอมมารฑิคา? เห็นท่าจะจริงดังคำลือว่าเกรงกลัวผู้กล้าเป็นหนักหนา น่าอดสูเหลือเกิน"มนุษย์ตรงหน้ากล่าวด้วยความหัวเสีย เขาลดมือที่ปิดหูและชูอัญมณีสีแดงของตัวเองลงมา จากนั้นจึงบ่นพึมพำ"ไม่ได้ยินเหรอว่าพวกเราบอกไปว่าอย่างไร เจ้าผู้กล้าซือหลินน่ะตายไปแล้ว! มันตายในเปลวเพลิง ไฟเผาร่างมันจนกลายเป็นขี้เถ้าตอตะโก ในบ้านของมันที่แดนเหนือ!"คำพูดของมนุษย์ลึกลับผู้นั้น ทำให้ริมฝีปากจอมมารเผยรอยยิ้มเล็กๆออกมา ดวงตาอันเกรี้ยวกราดจดจ้องไปยังร่างด้านนอกทั้งสอง"...เปลวไฟฆ่าเจ้านั่นไม่ได้หรอก"“ท่านจ้าวพูดเหมือนรู้จักมันดีเสียเหลือเกิน”“ข้าสู้กับมันมาตลอด แค่เพียงไฟ จะฆ่ามันไม่ได้หรอก”“แล้วแต่จะคิดก็แล้วกัน...ท่านจอมมาร”ร่างของมนุษย์ลึกลับหัวเราะในลำคอเป็นคำตอบ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมคำตอบ“โดยสัตย์จริง ข้ายังหวังให้ท่านจ้าวเห็นวันที่สงครามเริ่มต้นและจบลงด้วยชัยชนะ”มาเกรฟกล่าวทิ้งท้าย ก่อนใส่หน้ากากจอมมารแล้วเลียนเสียงของจ้าวเหนือหัวของตน“ขอจงเกษมสำราญในสถานพำนักอันแสนพิเศษในวาระสุดท้ายที่ข้าผู้น้อยมอบให้นะครับ ท่านจ้าวฑิคา"จ้าวฑิคามองมาเกรฟและเพื่อนร่วมก่อการณ์เดินจากไปด้วยความโกรธแค้น...ไม่คาดคิดว่าคนใกล้ตัวจะทรยศตนเองเช่นนี้...ทว่าคำพูดหนึ่งก็ดังก้องในศีรษะ‘ผู้กล้าซือหลินตายในกองเพลิงไปแล้ว’จอมมารกัดฟันของตนทันที‘เปลวไฟฆ่าผู้กล้าไปแล้ว?’“ไม่มีทาง…ข้าเท่านั้นที่จะฆ่าเจ้านั่นได้ มีเพียงข้าเท่านั้น...” จ้าวฑิคากล่าว ก่อนค่อยๆ หลับตาลงหวนนึกถึงการต่อสู้ในครั้งอดีตที่ผ่านมา...


    ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ในสมรภูมิศึก...จ้าวฑีคานั่งประทับบนบัลลังก์โครงกระดูก เหนือหลังอสูรคชสารพร้อมกับกองทัพกำลังรบมหึมา นัยน์ตาแดงฉานของตนสามารถมองเห็นร่างของศัตรูคู่อาฆาตซึ่งอยู่สุดสายตาตรงหน้าได้อย่างว่องไวเหล่ามนุษย์ที่เรียกขานตนเองว่าเหล่าผู้กล้า ซึ่งหากไม่รวมผู้ติดตามข้าทาสบริวาร ก็มีทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกัน ดูเหมือนจะถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพื่อรับมือกับจอมมารฑิคาเพียงผู้เดียวคำว่า ผู้กล้า เป็นชื่อเรียกที่ฟังดูน่าขบขันสำหรับประมุขฝ่ายมารอย่างจ้าวฑิคาถ้าในหมู่มนุษย์เรียกคนที่กล้าเผชิญหน้ากับมารว่าผู้กล้า ตัวตนของมารจะยิ่งใหญ่เพียงใดกันหากชนะสงครามครั้งนี้ได้ เท่ากับว่าแผ่นดินเอซิเรียทั้งหมดก็จะเป็นปึกแผ่นโดยสมบูรณ์...เท่ากับว่าสงครามอันดำเนินมาช้านานก็จะถึงคราวยุติลงเสียทีชัยชนะ คือทุกสิ่งทุกอย่าง...ฉับพลันชายคนหนึ่งขี่ม้าขาว ชายหนุ่มผมสีดำยาว ฟาดฟันดาบฝ่าวงล้อมกองทัพหลวงเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
    error loaded“เจ้านั่นเองหรือ ผู้นำของเหล่ามนุษย์ ดูองอาจไม่เบา”จ้าวฑิคาพึมพำเมื่อเห็นร่างของศัตรูที่ควบขี่ม้าศึกเข้ามา“ข้าแต่จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ หากมีบัญชาอนุญาต มาเกรฟผู้นี้จะใช้อาคมเด็ดศีรษะของมันออกมาเองให้เองครับ”มาเกรฟเสนอ เขาเป็นนักกลยุทธ์และแม่ทัพชำนาญศึก การเสนอแนะของเขานับว่ามีประโยชน์ไม่น้อย“ข้าแต่ท่านจอมมาร มาริคผู้เป็นทัพหน้า จะจัดการบดหยี้พวกมันให้สิ้นเองครับ ขอท่านโปรดบัญชาอนุญาตเทอญ”ขุนพลคนสนิท ผู้มีร่างดังวัวยักษ์กล่าว“จงไปจัดการผู้อื่นเถอะ เหล่าบริวารของข้า”จ้าวฑิคาแสยะยิ้ม พลางชักอาวุธของตนออกมา“มนุษย์พวกนั้นคือคู่มือของข้า...”บริวารทั้งสองน้อมรับคำสั่ง แล้วตัดสินใจหลีกทางและสั่งการทหารมารทุกตนเปิดช่องว่างให้อสูรช้างศึก นำพานายเหนือหัวไปประจัญหน้าข้าศึกในทันที จ้าวฑิคากระทืบเท้าเป็นการกระตุ้นสัตว์พาหนะ มันเดินเร็วขึ้นพุ่งตรงไปหาบุรุษหนุ่มตรงหน้าฉึก! ตึง!แปร๋นนนน ...อสูรช้างศึกคำรามเมื่อลูกธนูมหาศาลยิงเข้ามาโดนตึง!"ให้โกเลมของเจ้า ปาก้อนหินไปเรื่อยๆ จิล""ข้าจัดการให้แล้ว! เราจะให้จอมมารไปปะทะกับซือหลินพร้อมช้างศึกไม่ได้!"ก้อนหินขนาดใหญ่ถูกหมัดของคารันต์ ผู้กล้าสายหมัดชกลอยลิ่วมาขวางทาง พร้อมทั้งยังมีโกเลมร่างใหญ่ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยคาถาอัญเชิญของผู้กล้าจิน คอยโยนหินก้อนใหญ่มาขวางทางเพิ่ม ช้างศึกจึงชะงัก จ้าวฑิคาเหลือบมองเห็นสตรีผมแดงกำลังเล็งธนูมายังตน จอมมารจึงกระโดดออกจากบัลลังก์ ท้าทายด้วยการยักไหล่ ก้าวเดินย่างสามขุมเคว้ง!อาวุธลับพุ่งเข้ามาถึงตัวจ้าวฑิคา แต่ด้วยเกราะจอมมารอันแข็งแกร่งจึงใช้มือปัดออกไป ร่างมนุษย์เสื้อดำส่งเสียงสบถในลำคอก่อนวิ่งอย่างรวดเร็ว วิ่งราวกับแมลงสาบ จ้าวฑิคานึกในใจทันใดนั้นลูกธนูก็พุ่งมาที่หัว ฑีคาจับเอาไว้ในมือมั่น แสงสว่างปรากฏขึ้นในอาวุธทุกชิ้นที่โจมตี จอมมารมองไปยังสตรีผู้อยู่ในกลุ่มผู้กล้า ด้วยสัญชาติญาณของผู้ใช้คาถาอาคม จ้าวฑิคามั่นใจว่าเธอคือนักบวช"ข้าแต่ทวยเทพ โปรดประทานพลังแก่อาวุธพวกพ้องข้าด้วย"นักบวชเมย์ ผู้กล้าหญิงในชุดนักบวชตะโกนพลางสวดภาวนาคาถา“เคยได้ยินเหมือนกันว่าพวกมนุษย์มีอาวุธวิเศษของเหล่าทวยเทพ”จ้าวฑิคาเอ่ย“ช่างเป็นเทพที่ลำเอียงนัก ไฉนจึงไม่เคยมอบของวิเศษให้ชาวปีศาจเราเลยหนอ”“ย้าก!”เคว้ง!ในพริบตาที่จอมมารฑิคามองลูกศร และละสายตาจากบุรุษบนอาชาขาว ชายหนุ่มก็กระโดดเข้ามาพร้อมดาบของตนประกายไฟบังเกิดขึ้นเมืองสองดาบเข้าปะทะต่อกัน ดาบของจอมมารที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งก็ยังประกายรอย ดวงตาสีแดงชานของฑีคาเบิกโพลง ทว่านี่คือความรู้สึกที่ไม่ได้พบมาเนิ่นนานแล้ว
    มันคือความสนุก...การต่อสู้กับศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อต่อกัน...“การต่อสู้หนึ่งต่อเจ็ดเลยทีเดียว...และผู้นำของมนุษย์ผู้กล้า...ก็คือเจ้าเองซินะ?"จอมมารกล่าวอย่างเย้ยหยันวีรบุรุษฝ่ายมนุษย์นิ่วหน้า ก่อนตะโกนด้วยเสียงขึงขัง“ยอมแพ้ซะ! จอมมารฑิคา”
    error loaded
    "ยอมแพ้เหรอเจ้าหมาหมู่?"จ้าวฑิคายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะอ้าปากพ่นไฟร้อนสีเขียวออกมาจากปาก“ฮ้า!”เปลวไฟพ่นซัดเป็นวงกว้าง จ้าวฑิคาหมายซัดพลังใส่ร่างมนุษย์ผู้กล้าทุกคนที่อยู่ตรงบริเวณนั้นให้สิ้น ซือหลินผู้นำเหล่าผู้กล้ากระโดดหลบอย่างรวดเร็ว เขาดูไร้ซึ่งรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยจนจอมมารสงสัยพลันพริบตา จ้าวฑิคาก็มองเห็นแสงสีขาวเล็กๆที่ร่างของผู้กล้าซือหลินและคนอื่นๆมันคือคาถาเยียวยา เป็นแสงสว่างอวยพรจากนักบวชเมย์ในขณะเดียวกันมนุษย์ที่เหลือ ทั้งนักบวชเมย์ จารชนกาลิค นักรบหญิงเพตรา และนักอัญเชิญจิลก็หลบข้างหลังมนุษย์ผู้กล้าแห่งการป้องกัน เรซิล โดยร่างตัวโตเหล็กกล้าได้กางโล่ขนาดใหญ่ขึ้นป้องกัน โดยมีชายร่างยักษ์คารันต์เป็นผู้ช่วยค้ำยัน ทั้งสองรับหน้าต้านเปลวเพลิงของจอมมารอย่างสุดความสามารถจนสำเร็จ...จ้าวฑิคาพ่นลมหายใจขับไอร้อนออกไป ก่อนกล่าวต่อศัตรูตรงหน้า“ฟู่! ไม่เลว ที่รอดพ้นจากมนตราไฟโลกันต์ของข้าได้...ซ้ำยังทำให้ดาบของข้าร้าวเช่นนี้ได้อีก”“ตราบใดที่มีการคุ้มครองจากทวยเทพ ไฟไม่อาจทำร้ายข้าได้”“โฮ่!”จอมมารยิ้ม"อยากรู้นักว่าเทพของเจ้าจะปกป้องเจ้าได้สักเท่าไรกันเชียว?"“จงยอมแพ้เสียจอมมาร สงครามต้องจบลงได้แล้ว!”ผู้กล้าหญิงที่ถือธนู เพตรากล่าว"ข้าจะระวังหลังให้!"ผู้กล้าด้านการป้องกัน เรซิลกล่าวฟ้าว! กึง!ร่างสีดำนามกาลิคปาอาวุธลับใส่ถูกหน้ากากของจอมมาร ร่างผู้กล้าผู้รวดเร็วพูดขึ้น“ใช่ พวกข้ามีนัดไปทานหมูกระทะ ต้องรีบจบสงครามได้แล้ว!”“สนใจมาต่อยกันซักตั้งไหมล่ะ คารันต์คนนี้ขอรับมือเอง”ผู้กล้าสายหมัดกล่าว“น่าสนุกดี...ข้าจะจดจำพวกเจ้าเอาไว้ มนุษย์ผู้กล้าทั้งหลาย...แล้วเจ้ามีชื่อว่ากระไร? เจ้าผู้นำผู้กล้าเอ๋ย?”“ข้ามีนามว่าซือหลิน ขอยอมรับว่าเจ้าเองก็เป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจ...แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องชนะ เพื่อปกป้องผู้คนของข้า”ซือหลินกล่าวพลางทำมือคารวะต่อศัตรูจอมมารนิ่วหน้าต่อความเคารพนั้นและยิ้มตอบ“เจ้ามีคนของเจ้า ข้าก็มีเหล่ามารของข้า!”เมื่อพูดจบ ร่างของผู้กล้าซือหลินก็พุ่งเข้าไปยังจอมมารฑิคาดาบฟาดลงตรงเกราะของจอมมาร สะเก็ดไฟกระจายไปทั่ว ทว่ามือของจอมมารจับดาบได้ จอมมารกำดาบซือหลินไว้แน่น ก่อนใช้มืออีกข้างปัดถลกหน้ากากของตนขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นริมฝีปากและคมเขี้ยวของจ้าวฑิคากึง!จอมมารใช้ฟันของตนขบกัดลงบนดาบวิเศษของซือหลิน...ดาบปรากฏรอยขึ้น จนซือหลินถึงกับต้องตะลึงงันไป...เพราะดาบวิเศษที่แข็งแกร่งเกิดรอยบิ่น...“ถ้าไฟไม่สามารถฆ่าเจ้าได้ เจ้าก็ต้องเจอคมเขี้ยวของจอมมาร...มนุษย์ผู้กล้า!!!”และการศึกระหว่างผู้กล้ากับจอมมาร จึงยังคงดำเนินต่อไปหลังจากนั้นหลายครั้งหลายครา...



    ทาไดม้า ไรท์กลับมาแล้วครับรีดทุกท่าน หลังจากเสร็จผลการประกวด Fictionlog ผ่านไป ก็รู้สึกว่าดีใจเหลือที่ติดหนึ่งใน17ท่าน แม้จะไม่ติด1ใน5 แต่ประสบการณ์หามรุ่งหามค่ำเขียนวันละตอนก็สนุกมากเลยครับ [มึนไปเหมือนกัน ฮา] ต่อไปนี้ตามที่ตั้งใจไว้คือจะลง1ตอนต่อ2-3วัน ซึ่งจะประมาณสัปดาห์ละ2-3ตอนครับ เดี๋ยวต่อไปจะมาอัพเดทลงงานเรื่อยๆ ติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ เย้
    error loaded