ณ ชายแดนแคว้นเชี่ย
แม่ทัพใหญ่ที่สืบทอดความห้าวหาญรุ่นต่อรุ่น กำจดหมายที่ได้รับมาด้วยความเจ็บแค้นใจ หานหรงเซียวในวัย 54 ปี แต่ร่างกายยังคงดูคล้ายคนอายุ 40ต้นๆ เพราะการฝึกซ้อมร่างกายอยู่เสมอ คิดถึงน้องสาวคนเล็กของตนเองที่ต้องลำบากมาหลายปีอย่างปวดใจ หากเขารู้เร็วกว่านี้นางกับหลานชายคงไม่ลำบากแบบนี้
ตอนกลับมาจากการประชุมกับนายกองที่ลาดตระเวนแนวชายแดน ก็มีคนแจ้งว่ามีคนเอาจดหมายจากทางบ้านมาให้ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็ครอบครัวในเมืองหลวงที่ส่งมา ไม่นึกว่ากลับเป็ข่าวคราวของน้องสาวที่ขาดการติดต่อกันมานานหลายปี
หลังจากที่เขาช่วยให้นางได้แต่งงานสมใจ ระหว่างนั้น่แรกๆ ก็ให้คนคอยส่งข่าวมาให้เรื่อย ๆ แต่พอเห็นว่านางยังมีความสุขดี มีลูกชายที่เก่งกาจ และเฉลียวฉลาด ได้เป็ถึงผู้นำตระกูลั้แ่อายุยังน้อย จึงได้วางใจ มาใส่ใจเื่รบทัพจับศึกที่ชายแดนมากกว่า จนไม่รู้ว่าตอนนี้นางปลดจากตำแหน่งไม่พอ ยังถูกไอ้ชั่วจ้าวเต๋อ ขับไล่ออกจากตระกูล หลานชายต้องพิการเดินไม่ได้อีก เขาโมโหจนอยากจะไปจัดการมันนัก มันคิดว่าตระกูลหานเป็อย่างไร ถึงได้กล้ามาทำร้ายน้องสาวของเขาแบบนี้
"ท่านพ่อมีอะไรหรือขอรับ"
หานหรงเหยาซื่อจื่อ บุตรชายคนโตอายุ 25 ปี ที่เจริญรอยตามบิดาแทบจะทุกอย่าง ทั้งความกล้าหาญ กล้าได้กล้าเสียจนได้เป็รองแม่ทัพั้แ่อายุ 17 ปี สังเกตเห็นสีหน้าของบิดาไม่สู้ดีนักก็นึกเป็ห่วง จึงตัดสินใจถามขึ้นมาเพื่ออยากรู้ว่าอะไรที่เป็สาเหตุให้บิดาคิดมากเป็กังวลแบบนี้ได้
"เ้าจำท่านอาหญิงเล็กได้หรือไม่ พ่อพึ่งจะได้ข่าวจากนางเมื่อสักพักนี้เอง"
"จำได้ขอรับ มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านอาหญิงเล็กหรือขอรับท่านพ่อถึงได้ทำหน้าแบบนั้น"
เขาจำหน้าอาหญิงเล็กได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะตอนนั้นเขายังเด็กอยู่ แต่จำได้ว่าอาหญิงเล็กเป็คนใจดี และเป็คนพูดจาตรง ๆ ไม่ค่อยเหมือนกับสตรีในห้องหอเท่าไหร่นัก เพราะนางแต่งงานไปอยู่เมืองเล็กที่ไกลจากเมืองหลวงพอสมควร พวกเขาจึงไม่ได้เจอกันอีกเลย
"พ่อพึ่งได้รับจดหมายจากสหายของจ้าวหนานกงบุตรชายของท่านอาหญิงเล็กของเ้า ว่านางถูกขับออกจากตระกูล แล้วจ้าวหนานกงก็ป่วยหนักจนถึงขั้นเดินไม่ได้ พ่ออยากไปเยี่ยมท่านอาหญิงของเ้า แต่ว่าที่นี่ก็ยังทิ้งไปเลยไม่ได้ พ่อจึงกลุ้มใจว่าจะทำอย่างไรดี"
"ท่านพ่อให้น้องรองกับน้องเล็กไปดูก่อนดีไหมขอรับ อย่างน้อยเราก็สามารถช่วยท่านอาหญิงกับจ้าวหนานกงก่อน หากท่านพ่อไปตอนนี้ คนพวกนั้นต้องหาเื่ท่านพ่อแน่นอน รอให้เราจัดการที่นี่ได้แล้ว เราค่อยเดินทางไปหาท่านอาหญิงตอนนั้นก็ไม่สาย ไม่แน่ว่าท่านอาหญิงอาจจะยอมกลับไปอยู่เมืองหลวงกับท่านปู่ท่านย่าก็ได้ จริงไหมขอรับ"
หานหรงเซียวพยักหน้า แบบนี้คงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ แคว้นซ่งพยายามส่งคนมาก่อกวน เพื่อจุดประกายาให้เกิดขึ้นภายใต้พันธสัญญาของสองแคว้น เขากลัวว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ คนของเขาอาจจะถูกยั่วยุให้เริ่มทำาก่อน ซึ่งเขายอมให้เป็อย่างนั้นไม่ได้ คำแนะนำของหานหรงเหยาจึงนับว่าดีที่สุดสำหรับตอนนี้
"งั้นเรียกเ้ารองกับเ้าเล็กมาหาพ่อที่นี่มี พ่อจะฝากจดหมายไปให้อาหญิงเล็กของเ้าด้วย ตอนนี้นางอยู่หมู่บ้านถงซานเดินทางเดือนกว่าก็คงจะถึง"
"ขอรับท่านพ่อ" ไม่นานร่างบุรุษร่างกายกำยำ ผิวคล้ำแดด แต่กลับสง่างามไม่ต่างจากบิดา ต่างพากันเดินเข้ามาที่กระโจมพร้อมกัน พวกเขาพอจะได้ยินเื่ราวคราวๆแล้ว จึงรู้ว่าบิดาเรียกพวกเขามาทำไม
"คารวะท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ" หานหรงอวี่หานหรงชาง บุตรชายคนรองกับคนเล็ก ทำความเคารพตามกฎของทหารอย่างเคร่งครัด เมื่ออยู่ในค่ายทหาร บิดาก็คือแม่ทัพใหญ่ ต่อหน้าคนอื่นจะเรียกเฉกเช่นปกติคงไม่เหมาะสม พวกเขาจึงเรียกแบบนี้จนชินแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
"พูดปกติเถอะ วันนี้เราพูดคุยเื่ส่วนตัวกัน หรงเหยาคงจะเล่าให้พวกเ้าฟังแล้วว่าพ่อเรียกพวกเ้ามาทำไม"
"ใช่แล้วขอรับ แล้วท่านพ่อจะให้ข้ากับน้องเล็กไปเมื่อไหร่ขอรับ"หานหรงอวี่ลูกชายคนที่สองอายุ 22 ปี แต่กลับได้รับความไว้วางใจจากทหารหลายหมื่น เพราะความที่มีความสุขุม กว่าทุกคนในจำนวนพี่น้องสามคน เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เร็วที่สุด พรุ่งนี้เลยยิ่งดี ท่านอาหญิงของเ้าลำบากมานานแล้ว พ่อเป็ห่วงว่านางกับหนานกงจะเกิดอะไรระหว่างนี้ หากเจออาหญิงของเ้าแล้ว ถ้าเป็ไปได้ให้พานางกับหนานกงไปเมืองหลวง จะดีกว่า ท่านปู่ท่านน่าจะได้ดีใจ และจะได้หาหมอมารักษาอาการของหนานกงด้วย ในจดหมายบอกว่าเขาล้มป่วย ตอนนี้เดินไม่ได้ หากได้หมอประจำตระกูลของเรารักษาอาจจะช่วยเขาได้ ส่วนนี่จดหมาย ให้ท่านอาหญิงเล็กของเ้าตอนที่เจอนาง เพราะนางคงจะจำพวกเ้าไม่ได้แล้ว ตอนนางมาเยี่ยมครั้งนั้นพวกเ้าอายุแค่ 5 หนาวเองกระมังตอนนั้น"
"แล้วเื่ตระกูลจ้าวล่ะขอรับท่านพ่อ จะให้ลูกจัดการเลยไหมขอรับ"
หานหรงซางที่เืร้อนตาแบบน้องชายคนเล็ก ที่ถูกพี่น้องดูแลเอาใจเพราะอายุห่างกันเกือบ 4 ปี รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คงได้ทำอะไรสนุกๆแน่นอน เขาอายุ 18 พึ่งจะได้มาชายแดนครั้งแรก เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรมาหนัก ไม่เหมือนพี่ชายทั้งสองคนที่มาอยู่ก่อนเขาหลายปี
"พวกมันนะหรือ จะจัดการพวกมันเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนั้นเอาให้พวกมันขายของที่อาหญิงของเ้าสร้างมาไม่ได้ก่อน หาคนปล่อยข่าวออกไปว่าตระกูลจ้าวลักลอบขนสินค้าต้องห้าม แล้วเอามาขายโก่งราคา เื่แบบนี้พ่อคงไม่ต้องสอนพวกเ้ากระมังว่าต้องทำอะไร ให้มันนอนเล่นอยู่ในคุกสักเดือนสองเดือน แล้วค่อยปล่อยออกมา ถึงตอนนั้นความเชื่อมั่นในการค้าคงไม่เหลือแล้ว ที่เหลือพ่อให้หนานกงตัดสินใจว่าจะจัดการพวกมันยังไงต่อไป เ้าอยู่คอยช่วยญาติผู้น้องของเ้าก่อน พ่อได้ยินว่า ตอนนี้เขากำลังลำบากมาทีเดียว"
"ลูกรับทราบขอรับ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปเก็บของเตรียมตัวเดินทางก่อนนะขอรับท่านพ่อ"
"เลือกคนติดตามไปด้วย ระหว่างทางอาจจะมีอันตราย เื่นี้พ่อต้องรบกวนเ้าแล้ว หรงเหยาอีก 2 เค่อ เ้าตามไปประชุม ที่กระโจมกุนซือป๋ายกับพ่อด้วย "
"ขอรับท่านพ่อ"ทั้งสามคนเดินแยกย้ายกันออกจากกระโจมบิดา เพื่อทำงานและจัดการเตรียมตัวเดินทางตามคำสั่งของบิดา
เวลาล่วงผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว กิจวัตรประจำวันของกุ้ยเหมย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ทุกวันตอนเช้าจะเข้าครัวทำอาหาร ทำกายภาพบำบัดให้หานหนานกง อย่างอื่นก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะมีแม่สามีคอยช่วยเหลือนางทุกอย่าง นางแทบจะไม่ได้เหนื่อยมากเหมือนกับ่แรกที่มาถึงที่นี่
สภาพร่างกายของหานหนานกงดีขึ้นกว่าแต่ก่อน อาจจะเป็เพราะการบำรุงรักษาที่ถูกวิธี ทั้งเื่อาหารและการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้เขาสามารถใช้แรงจากแขนได้เกือบเจ็ดส่วนแล้ว สามารถอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวได้ โดยไม่ต้องให้กุ้ยเหมย ช่วยทำทุกอย่างเหมือนเดิมขนาดนั้น นางทำหน้าที่อำนวยความสะดวกหยิบจับสิ่งของ หรือช่วยใส่กางเกง เพราะเขายังโน้มตัวลงไม่ค่อยสะดวกนัก ยังช้าอยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
แต่สิ่งที่หานหนานกง พอใจมากที่สุดก็คือ เขาก็สามารถบังคับรถเข็นไปนู่นมานี่เองได้อย่างใจ ได้อุ้มลูกสาว ได้คอยเข็นรถวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เวลากุ้ยเหมยทำงาน เพียงแค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว
"ท่านพี่วันนี้เราฝึกเดินครั้งแรก พยายามเข้านะเ้าคะ ถ้าเหนื่อยหรือไม่ไหวอย่าฝืน เรายังมีเวลาอีกเยอะ อย่าทำให้ร่างกายาเ็ก็พอ"
กุ้ยเหมยเข็นรถเข็นมาอยู่ตรงกลางระหว่างราวฝึกเดิน เอาเสื้อพยุงลำตัวที่ป้าหนิงเย็บในหลายเดือนก่อนออกมาใส่ตรงลำตัวให้หานหนานกง แล้วดึงผ้าที่มีตะขอเอามาเกี่ยวตรงมุมด้านหน้าสองด้าน ด้านหลังสองด้านของเสื้อที่เขาสวมอยู่ แล้วพยายามดึงรั้งแรงๆ เพื่อดูว่าปลอดภัยดีแล้วหรือยัง
หานหนานกงตื่นเต้นใจเต้นโครมครามไม่หยุด ทั้งดีใจและลังเลไม่แน่ใจนัก เขากำลังกลัวที่จะผิดหวัง หากว่าเขาไม่สามารถใช้ขาได้จะเป็อย่างไร เขาไม่อยากเป็คนไร้ค่าแบบนี้
กุ้ยเหมยเห็นว่าเขาตื่นเต้นจนเหงื่อซึมออกมา ทั้งๆ อากาศ่นี้กำลังเย็นสบายก็รู้เลยว่าเขาคงกังวล หลังจากที่รอมานานหลายปี
"อย่าคิดมากเ้าค่ะ ทำใจให้สบาย คิดว่าเรามาเปลี่ยนที่ออกกำลังกาย การฝึกเดินมันอาจจะไม่ได้ผลภายในระยะเวลาสั้นๆก็เป็เื่ปกติ เพราะท่านพี่เองก็ใช้เวลาที่เดินไม่ได้มานานเช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าท่านพี่จะเดินไม่ได้เลย ดูจากแต่ก่อนท่านพี่ยังเข็นรถได้ไม่ถึง 1 เค่อ ก็ไม่ไหวแล้ว แต่ตอนนี้ ข้าเห็นท่านเข็นรถตามข้าทั้งวันไม่เห็นจะเหนื่อยเลยสักนิด จริงไหมเ้าคะ"
"จริงของเ้า พี่จะไม่ท้อเด็ดขาด พี่จะขยันฝึกเดิน พี่จะต้องกลับมาเดินให้ได้ เราเริ่มเลยดีไหม" เมื่อถูกภรรยาที่รักให้กำลังใจ เรี่ยวแรงและความกระตือรือร้นก็กลับมา สีหน้าของเขาจริงจังมากขึ้น เขาเป็บุรุษคนนึงจะมาทำตัวอ่อนแอไม่ได้
"พ่อเก่ง!" หลินหลันวัยใกล้ 3 ขวบ ที่แอบอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องออกกำลังกายกับท่านย่า พูดเสียงดัง พร้อมกับปรบมือเพื่อให้กำลังใจบิดา นางใช้ท่าทางที่มารดาใช้เป็ประจำกับท่านพ่อของนาง ตอนนี้หลินหลันตัวกลมตามการบำรุงของมารดาและความชอบกินของตัวเอง เดินจูงมือของหานหรงเหลียนผู้เป็ย่า เดินเข้ามาในห้องเข้ามานั่งดูใกล้ๆโดยไม่ต้องแอบเพราะว่าทุกคนเห็นนางหมดแล้ว
"กงเอ๋อร์ค่อยๆเป็ค่อยๆไปนะลูก อย่าหักโหมร่างกายเกินไปนะ"
ชายหนุ่มพยักหน้า ยิ้มกว้างเมื่อได้กำลังใจจากครอบครัว จึงหันมาตั้งใจฟังคำแนะนำจากกุ้ยเหมย กุ้ยเหมยวางแผนการฝึกเดินของหานหนานกงเอาไว้นานแล้ว เริ่มจากการฝึกบริหารขา การทำการฝึกเดินต้องต่อเนื่องมานานยาวนานเป็ปี หรืออาจจะหลายปีถึงจะได้ผล ขั้นตอนต่อไปต่อจากนี้ก็คือทรงตัว ขั้นตอนนี้จะเริ่มทำควบคู่ไปกับการฝึกบริหารขา เมื่อครั้งที่เขาสามารถลุกขึ้นนั่งเองได้แล้ว นางจะช่วยพยุงให้เขาลุกขึ้นนั่งศีรษะตรงมือยันพื้น เพื่อกระตุ้นระบบการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เพื่อนำไปสู่การฝึกยืนในขั้นตอนต่อไปเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มจะพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปแล้วนางจึงได้พาเขามาที่ห้องฝึกเดินที่นี่
นางใช้วิธีดึงเชือกที่พยุงลำตัวของเขาจนเขาสามารถยืนขึ้นได้ จากนั้นก็เริ่มผูกเชือกให้แน่นที่สุดเพื่อความปลอดภัยของเขา เชือกทั้งสี่เส้นนี้จะช่วยพยุงร่างกายของเขาทั้งสี่มุม เพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้ม เพราะขาเริ่มหมดแรง นางปล่อยให้เขาฝึกยืนด้วยราวพยุงคู่ก่อนสักพัก เพื่อปรับร่างกายก่อนเพราะอาจจะยังไม่ชิน
กุ้ยเหมยก้มลงไปปรับฝ่าเท้าของเขาให้เหยียบลงบนพื้นให้เต็มฝ่าเท้า นางไม่ได้ใส่ถุงเท้าให้กับเขา เหมือนกับเวลาปกติ เพราะอยากให้เขาได้รู้สึกถึงพื้นผิวในระหว่างเดิน แรกๆเขายังกะระยะและน้ำหนักไม่ได้ ก็มีเซ ไปมาบ้าง พอจับจุดได้ ก็เริ่มที่จะทิ้งแรงลงบนฝ่าเท้า จนเริ่มมั่นใจว่า ทุกครั้งที่กำลังจะล้ม
กุ้ยเหมยที่ประคองอยู่ด้านข้างจะช่วยพยุงตัวเขาทัน ทันทีที่เขาทำท่าเหมือนจะล้มได้ทุกครั้ง แล้วก็เชือกที่ดึงรั้งช่วยให้เขาไม่ล้มลงไปได้อย่างดีมากจนเขาไม่กังวล จากนั้นก็เริ่มฝึกเดินอย่างผ่อนคลาย
หานซื่อมองลูกชายที่กำลังฝึกเดินทั้งดีใจทั้งปวดใจนิดหน่อย บุตรชายของนางเติบโตมาก็ถูกคนชื่นชมมาตลอด ทั้งรูปงาม ทั้งเฉลียวฉลาด ไม่นึกว่าจะต้องมาเป็คนป่วยแบบนี้ ดีที่์ยังเมตตา มอบสะใภ้ที่งดงามและจิตใจดีคนนี้มาให้ ไม่อย่างนั้น ลูกชายคนเดียวของนางจะเป็อย่างไรบ้าง ไม่อยากคิดเลย
หานหรงเหลียนพาหลานสาวออกไปเล่นข้างนอก เพราะเห็นท่าทางกระสับกระส่ายนั่งไม่นิ่งแล้ว ก็รู้ว่านางคงเบื่อแล้ว จึงปล่อยให้ทั้งสองคน อยู่ด้วยกัน เพราะถึงอยู่นางก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี