“ไอ้เด็กน้อยไม่รู้จักที่ตาย! ไม่รู้เสียแล้วว่าข้าเป็ผู้ใด กล้ามาทำให้ลูกน้องข้าขาหัก ข้าก็จะจับขาเล็กๆ ของเ้ามาหักเดี๋ยวนี้” นักเลงตัวโตเดินเข้าไปหากู้อันด้วยท่าทางน่ากลัว
กู้อันตั้งท่ารอรับการโจมตีอยู่แล้ว อย่าเห็นว่าเด็กหนุ่มมีอายุเพียงแค่สิบสี่ปี แต่เขามีร่างกายที่สูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเิเ นับว่าสูงกว่าคนในวัยเดียวกันมากทีเดียว ส่วนนักเลงตัวโตคนนั้นก็ดูจะสูงกว่ากู้อันแค่ไม่กี่เซนเท่านั้น
นักเลงตัวโตเห็นกู้อันยังยืนนิ่งอยู่ก็รู้สึกแปลกใจ จากหน้าตาและท่าทางของเขา ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็ต้องกลัวจนตัวสั่นแล้ว แต่เ้าเด็กคนนี้กลับยังยืนเฉย “เหอะ...กลัวจนก้าวขาไม่ออกเลยล่ะสิ เอาเถอะ...ข้าเป็คนใจดี จะหักขาเ้าแค่ข้างเดียวก็พอแล้ว”
นักเลงตัวโตกระโจนเข้าใส่กู้อันทันทีที่พูดจบ กู้อันใช้วิชาตัวเบาะโข้ามศีรษะนักเลงตัวโต แต่ก่อนที่เท้าของกู้อันจะแตะพื้น กู้อันก็ถีบหลังนักเลงตัวโตจนนักเลงหน้าคะมำไปกับพื้น
กู้อันเดินไปเหยียบหลังนักเลง “มีปัญญาก็ลุกขึ้นมาหักขาข้าสิ”
นักเลงตัวโตพยายามดิ้นแต่ก็เหมือนหลังของเขามีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ นอกจากจะเจ็บจนลุกไม่ขึ้นแล้ว เวลานี้เขายังรู้สึกหายใจไม่ออกอีกด้วย “น้อง...น้องชาย ข้า...ข้าขออภัย เ้า...เ้าช่วยยกขาของเ้าออกไปก่อนได้หรือไม่ ข้า...ข้าหายใจไม่ออก”
กู้อันมองดูเท้าของตัวเองก็รู้สึกแปลกใจ นอกจากวิชาตัวเบาที่เขาเคลื่อนตัวได้เร็วกว่าปกติแล้ว ดูเหมือนวรยุทธ์ของเขาก็พัฒนาขึ้นมากด้วย กู้อันยกเท้าขึ้นแล้วเดินไปหาพี่สาว “พี่หญิง ท่านเห็นวรยุทธ์และพละกำลังของข้าเมื่อครู่หรือไม่ขอรับ”
กู้หนิงพยักหน้า “ข้าคิดว่าคงเป็เพราะเราเข้าไปนอนและกินอาหารในมิติ”
“เช่นนั้นเราไปสร้างบ้านในมิติไว้คนละหลังเพื่อเอาไว้ฟื้นฟูร่างกายตอนกลางคืนกันเถิดขอรับ” กู้อันหัวเราะอย่างชอบใจ “ต่อไปข้าก็จะเป็วีรบุรุษไร้เทียมทานแล้วใช่หรือไม่ เหมือนในหนังสือนิยายกำลังภายในที่เราชอบอ่านนั่นอย่างไร”
“อย่าเพิ่งพูดเื่ไร้สาระ เ้าไปจัดการนักเลงพวกนั้นให้ดี” กู้หนิงเตือนน้องชายเมื่อเห็นว่านักเลงทั้งสี่คนกำลังจะหนี
“พวกเ้าหยุดเดี๋ยวนี้!” กู้อันะโขึ้น
นักเลงทั้งสี่คนถึงกับสะดุ้ง พวกเขารีบหันหน้ามาแล้วคุกเข่า
“คุณชายน้อย พวกเรามีตาหามีแววไม่ ต่อไปพวกเราจะไม่มารบกวนเถ้าแก่เป่ากับลูกชายอีกแล้วขอรับ” นักเลงตัวโตรีบบอก หากเมื่อครู่กู้อันไม่ยกเท้าออก มีหวังเขาคงได้ขาดอากาศหายใจตายไปแล้วแน่ๆ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าร้านเกี๊ยวเล็กๆ ร้านนี้จะมีคุณชายน้อยฝีมือเก่งกาจคอยปกป้องอยู่
“เ้าทำลายข้าวของของท่านลุงเป่าจนเละเทะขนาดนี้แล้วยังจะหนีไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” กู้อันยิ้มถาม
“ท่านจะให้ข้ารับผิดชอบอย่างไรขอรับ” นักเลงตัวโตถึงกับเหงื่อตก เวลานี้เขาและพรรคพวกไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เหวินเดียว
“เ้าชื่ออะไร” กู้อันถาม
“ข้าชื่อหวังต้า ส่วนน้องๆ ของข้าชื่อหวังเอ้อร์ หวังซาน แล้วก็หวังซื่อขอรับ”
“พวกเ้าเป็พี่น้องพ่อแม่เดียวกันทั้งหมดเลยหรือ”
“ไม่ใช่ขอรับ พวกเราเป็เด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยกัน แต่ในสมัยนายอำเภอคนก่อนมีการขึ้นทะเบียนประชากร พวกคนเร่ร่อนจึงถูกขึ้นทะเบียนเป็พลเมืองของแคว้นทั้งหมด เราสี่คนพี่น้องเลือกที่จะใช้แซ่หวัง ส่วนชื่อนั้น...เอ่อ...เป็เพราะพวกเราไม่รู้หนังสือ เ้าหน้าที่ที่รับลงทะเบียนจึงตั้งชื่อให้พวกเราขอรับ”
“เข้าใจแล้ว ตั้งชื่อเป็ตัวเลขก็จำง่ายดี” กู้อันหันไปถามพี่สาว “พี่หญิง สี่คนนี้ท่าทางไม่เลว ข้ามีลางสังหรณ์ว่าในวันหน้าพวกเราจะใช้ประโยชน์จากพวกเขาได้ขอรับ”
กู้หนิงเห็นด้วยกับน้องชาย นางคิดว่าการที่นางกับน้องชายได้พบคนเหล่านี้ไม่น่าจะเป็แค่ความบังเอิญ อีกทั้งแต่ไหนแต่ไรไม่ว่าจะเป็สัญชาตญาณของนางหรือแม้แต่ลางสังหรณ์ของน้องชาย ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจริงแทบทั้งสิ้น “เ้าจะจัดการกับพวกเขาอย่างไรก็แล้วแต่เ้าก็แล้วกัน”
“พวกเ้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดร้านให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยมานั่งคุยกัน” กู้อันสั่ง นักเลงทั้งสี่ต่างก็แยกย้ายไปทำงาน
“ขอบคุณขอรับพี่หู่ ถ้าไม่ได้พวกท่านมาช่วย ข้ากับท่านพ่อต้องแย่แน่” เป่าจงเดินมาขอบคุณเสี่ยวหู่
“จะขอบคุณข้าทำไม พี่ใหญ่ของข้าโน่นที่เป็คนช่วยเ้า” เสี่ยวหู่พาเป่าจงเดินไปทักทายกู้หนิงกับกู้อัน “นี่คือพี่หญิงหนิง ส่วนนี่คือพี่ใหญ่อัน พวกเขาเป็ผู้มีพระคุณของข้า พี่หญิง พี่ใหญ่ นี่คืออาจง คนดูแลม้าที่ข้าพูดถึงขอรับ”
“ขอบคุณคุณหนู ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือขอรับ” เป่าจงเตรียมคุกเข่าคำนับ
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” กู้อันรีบโบกมือปฏิเสธ “หากเ้าเป็สหายของอาหู่ ก็เท่ากับว่าเ้าเกิดหลังข้าแค่ปีเดียว อย่าทำเหมือนกับข้าแก่กว่าเ้าเป็สิบปีอย่างนั้นสิ”
เป่าจงเกาหัวพร้อมกับยิ้มเขิน เขาไม่เคยถูกคุณชายสูงศักดิ์ปฏิบัติตัวด้วยความเป็กันเองเช่นนี้มาก่อน
“ยังจะมัวมายิ้มอยู่ทำไม ไปยกน้ำชามาให้คุณชายกับคุณหนูเสียสิ” ลุงเป่าเดินเข้ามาบอกลูกชาย
“ข้าลืมไปเลยขอรับ” เป่าจงรีบวิ่งเข้าไปหลังร้านเพื่อยกน้ำชา “คุณหนู คุณชาย พี่หู่ พวกท่านรอสักครู่นะขอรับ”
ลุงเป่าได้แต่ส่ายหน้า “ข้าต้องขออภัยทุกท่านด้วยที่ไม่ได้ต้อนรับพวกท่านอย่างดี”
“ท่านลุงอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ” กู้อันยิ้มตอบ
“ท่านลุง ข้ากับพี่สาวพี่ชายมาพักที่โรงเตี๊ยมก็เลยได้รู้จักกับอาจง หลังจากได้พูดคุยกับเขาหลายประโยค ข้าถึงได้รู้ว่าท่านกับอาจงเปิดร้านเกี๊ยวอยู่ที่นี่ ข้าจึงชวนพี่สาวกับพี่ชายมาอุดหนุนท่านขอรับ” เสี่ยวหู่พูดขึ้น
ลุงเป่าได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มดีใจ ลูกชายของเขาได้รับทักษะการเลี้ยงม้าที่สืบทอดมาจากภรรยาและท่านพ่อตา แต่น่าเสียดายที่ภรรยาและครอบครัวของท่านพ่อตาเสียชีวิตไปทั้งหมด คอกม้าของท่านพ่อตาก็ถูกญาติพี่น้องยึดไปหมดเช่นกัน แม้จะรู้ว่าลูกชายรักและชอบที่จะดูแลม้า ตัวเขาไม่มีเงินซื้อม้ามาให้ลูกชายเลี้ยง ทำให้ลูกชายต้องไปสมัครเป็คนดูแลม้าที่โรงเตี๊ยม แต่คนดูแลม้าไม่นับว่าเป็อาชีพที่มีเกียรติ ลูกชายของเขาจึงไม่มีมิตรสหายที่จะคบหา เมื่อได้ยินว่าคุณหนูกับคุณชายกลุ่มนี้อยากคบหากับบุตรชายของเขาเป็สหาย เขาที่เป็พ่อย่อมรู้สึกดีใจเป็ธรรมดา
“วันนี้ร้านเกี๊ยวคงเปิดต่อไม่ได้แล้ว เพื่อเป็การขอบคุณ ข้าขอเลี้ยงเกี๊ยวพวกเ้าเป็การตอบแทนได้หรือไม่” ลุงเป่าพูดด้วยท่าทางเกรงใจ “เพียงแต่เกี๊ยวของข้าอาจจะมีรสชาติธรรมดา”
“ท่านลุงเ้าคะ เกี๊ยวแบบไหนพวกเราก็ทานได้ทั้งนั้นเ้าค่ะ” กู้หนิงรีบพูดขึ้นก่อนที่น้องชายกับเสี่ยวหู่จะปฏิบัติ
“เช่นนั้นข้าจะไปทำเกี๊ยวมาให้พวกเ้าเดี๋ยวนี้” ลุงเป่าเดินเข้าไปในครัวอย่างดีใจ คุณหนูกับคุณชายไม่ถือตัวเลยสักนิด เห็นทีเขาจะต้องแสดงฝีมือทำเกี๊ยวให้สุดความสามารถเสียแล้ว
ใช้เวลาไม่นานลุงเป่าก็ทำเกี๊ยวน้ำเสร็จ กู้หนิง กู้อัน และเสี่ยวหู่กินเกี๊ยวก็เห็นว่าเกี๊ยวมีรสชาติอร่อยมาก เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าเกี๊ยวที่ทั้งอร่อยและราคาถูกอย่างนี้ทำไมถึงมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการน้อย
“หวังว่าเกี๊ยวของข้าจะถูกปากพวกเ้านะ” ลุงเป่าบอก
“เกี๊ยวของท่านอร่อยมากขอรับ แต่ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าทำไมลูกค้าที่ร้านถึงได้น้อยเช่นนี้” กู้อันถาม
“การห่อเกี๊ยวต้องใช้เวลา ข้าอยู่ร้านคนเดียวที่ต้องห่อเกี๊ยวและต้มเกี๊ยวขายไปพร้อมกันย่อมไม่ทันต่อความ้า เมื่อลูกค้าต้องรอนานๆ พวกเขาจึงเลือกที่จะไปกินที่ร้านอื่นแทน”
“เป็เพราะข้าชอบที่จะดูแลม้า ในเมื่อบ้านของข้าไม่มีม้าให้เลี้ยง ข้าทำได้แค่ต้องไปสมัครเป็คนดูแลม้าที่โรงเตี๊ยมขอรับ ทำให้ท่านพ่อไม่มีคนอยู่ช่วยงาน” เป่าจงพูดอย่างรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไร ขายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ขอแค่ให้เ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็พอ” ลุงเป่าบอกลูกชาย
กู้หนิงกับกู้อันหันมามองหน้ากันอย่างรู้ใจ จากนั้นสองพี่น้องก็หันไปมองนักเลงสี่คนที่นั่งอยู่มุมห้องอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
“ท่านลุง ข้ากับพี่สาวกำลังจะเข้าเมืองหลวง ทีแรกตั้งใจว่าจะให้ทั้งสี่คนตามเราไปด้วย แต่มาคิดๆ ดูแล้วก็ไม่ค่อยสะดวกนัก หากข้าจะฝากให้พวกเขาทำงานกับท่านที่นี่ก่อน ท่านจะสะดวกหรือไม่ขอรับ” กู้อันถามลุงเป่า
“แต่ร้านเกี๊ยวของข้าเป็แค่ร้านเล็กๆ จะให้รับพวกเขาทั้งสี่คนเข้ามาทำงานทั้งหมดคงไม่ได้” ลุงเป่าตอบอย่างลำบากใจ คุณชายเพิ่งช่วยเขาจัดการนักเลง การที่เขาปฏิเสธคำขอก็ดูจะเป็การแล้งน้ำใจ แต่จะให้เขารับคนงานทีเดียวถึงสี่คนเลยก็เป็ไปไม่ได้
“ท่านลุงพอจะมีที่พักให้พวกเขาหรือไม่ขอรับ”
“มีสิ ด้านหลังร้านเป็ที่พักของข้ากับลูกชายอยู่แล้ว และยังมีห้องว่างอยู่อีกห้องหนึ่ง ให้พวกเขานอนเบียดกันหน่อยก็น่าจะใช้ได้แล้ว แต่ว่า...” ลุงเป่ามองกู้อันอย่างลำบากใจอีกครั้ง
“ท่านลุงไม่ต้องกังวล ขอแค่ท่านหาที่พักให้พวกเขาเท่านั้นก็พอ ส่วนค่าใช้จ่ายของพวกเขาข้าจะจัดการเอง จนกว่าข้าจะเรียกพวกเขาเข้าเมืองหลวง ระหว่างนี้ท่านลุงก็ใช้งานพวกเขาได้เต็มที่ขอรับ”
“คุณชาย ท่านจะให้พวกเราทำงานอยู่ที่นี่ จากนั้นก็จะมารับพวกเราไปเมืองหลวงหรือขอรับ” หวังต้าถามอย่างดีใจ
“เ้าไม่ยินดีไปรึ?” กู้อันถาม
“ยินดีสิขอรับ เมืองหลวงเชียวนะ แต่ว่า...บ้านของท่าน้าคนงานเยอะขนาดนั้นเลยหรือ ท่านถึงรับเราสี่พี่น้องเข้าไปทำงานทีเดียวพร้อมกันได้” แม้จะดีใจแต่หวังต้าก็ไม่ลืมที่จะถาม
เสี่ยวหู่ยิ้มแล้วเดินไปกระซิบที่ข้างหูหวังต้า ก่อนที่เขาจะเดินไปกระซิบกับเป่าจง
หวังต้ากับเป่าจงแทบอยากจะเป็ลม เดิมคิดว่าคุณหนูกับคุณชายทั้งสองคนเป็ทายาทลูกหลานตระกูลร่ำรวย แต่ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะเป็ถึงคุณหนูและคุณชายของจวนโหว
“รู้แล้วก็อย่าได้พูดเื่นี้ออกไป คุณหนูกับคุณชายยังไม่อยากเปิดเผยตัวตน” เสี่ยวหู่กำชับ
หวังต้ากับเป่าจงรีบพยักหน้ารับ เมื่อเป่าจงเห็นบิดายังไม่เข้าใจ เขาจึงกระซิบบอกบิดา จากนั้นลุงเป่าก็มีอาการไม่ต่างจากลูกชาย และคราวนี้เขาแทบไม่กล้าที่จะสบตากับคุณหนูคุณชายทั้งสองอีก จวนโหวหมายความว่าอย่างไร นั่นมันคือจวนแม่ทัพเชียวนะ
“ท่านลุงเ้าคะ ในเมื่อเราฝากคนของเราไว้กับท่านลุงถึงสี่คน เพื่อไม่ให้พวกเขาแย่งงานกันทำ ข้าจะมอบสูตรเกี๊ยวให้ท่านสูตรหนึ่ง ข้ารับรองว่าเกี๊ยวสูตรนี้จะทำให้ท่านมีลูกค้ามากขึ้นแน่นอนเ้าค่ะ”
กู้หนิงขอใช้ห้องครัวแล้วเริ่มผสมไส้เกี๊ยว จากนั้นก็ห่อเกี๊ยวเป็รูปทรงรี ทั้งยังจับจีบเกี๊ยวออกมาอย่างสวยงาม นางไม่ลืมที่จะเอากระทะเทฟลอนขนาดที่ใช้ทอดเกี๊ยวได้หนึ่งจานออกมาจากมิติจำนวนห้าใบ นางเห็นว่าในร้านของลุงเป่ามีเกี๊ยวต้มกับเกี๊ยวนึ่งไว้ขายแล้ว เพิ่มเกี๊ยวทอดน้ำเคลือบด้วยแป้งข้าวโพดกรอบๆ กินกับซอสเปรี้ยวออกมาอีกสักอย่างก็น่าจะดี
และเมื่อลุงเป่า เป่าจง และนักเลงทั้งสี่คนได้ชิมเกี๊ยวซ่าทอดน้ำ พวกเขาต่างก็ลงความเห็นว่าเกี๊ยวทอดชนิดนี้ต้องขายดีอย่างแน่นอน
ในเมื่อวันนี้ร้านของลุงเป่าเปิดต่อไม่ได้ หลังจากที่กู้หนิงกับกู้อันเดินทางกลับ ลุงเป่าก็เริ่มหัดทำไส้เกี๊ยวซ่าตามแบบที่กู้หนิงสอน ทั้งลุงเป่ายังสอนให้นักเลงทั้งสี่คนห่อเกี๊ยวและทอดเกี๊ยวตลอดบ่ายไปจนถึงดึก
เช้าวันรุ่งขึ้นร้านขายเกี๊ยวของลุงเป่าก็ติดประกาศรายการอาหารชนิดใหม่ ‘เกี๊ยวซ่า’ ทีแรกคนยังไม่รู้จักว่าเกี๊ยวซ่าคืออะไรจึงมีคนเข้ามาถาม พอพวกเขาได้ลองชิมอาหารตัวอย่างตามวิธีที่กู้หนิงแนะนำ จากนั้นลูกค้าก็หลั่งไหลเข้ามาเกี๊ยวซ่ากันไม่ขาด คราวนี้ลุงเป่าเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณหนูกู้หนิงถึงเอากระทะมาให้เขาใช้ถึงห้าใบ และยังให้เขาสร้างเตาขนาดเล็กขึ้นมาอีกห้าเตา