ท่ามกลางความมืดมิดในห้องที่มีเพียงแค่แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องลอดเข้ามาในห้องเป็ลำแสงเล็ก ๆ เท่านั้น ก็ได้มีเสียงร้องไห้สะอื้นน้อย ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งคุดคู้อยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง สายตาจ้องมองไปที่ตู้กระจกตู้หนึ่งที่บรรจุชุดไทยแสนสวยอยู่เต็มตู้ ทว่าแววตาที่หญิงสาวใช้มองนั้นกลับเป็แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว รวมกับบรรยากาศในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องดนตรีไทย โต๊ะหมู่บูชาพ่อแก่ และกระจกเต็มบานที่ติดเต็มผนังด้านหนึ่งของห้อง สะท้อนเงาของหญิงสาวที่นั่งตาค้างหายใจหอบถี่ น้ำตานองหน้า
ทันทีที่มุมินถูกพวกของมิเกลขังไว้ในห้องนี้ เป็ห้องที่เธอเลี่ยงไม่เข้ามาตลอด ความกลัวก็พุ่งสูงถึงขีดสุด ขุดความทรงจำที่แสนโหดร้ายในอดีตของเธอออกมาราวกับน้ำป่าทะลัก
ห้าปีก่อน—
มุมินเป็เด็กหญิงที่มีเค้าของความสวยมาั้แ่เด็ก เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นเธอก็ยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น ทั้งใบหน้าที่น่ารักน่าทนุถนอม อีกทั้งสัดส่วนรูปร่างยังเป็ที่น่าอิจฉาให้กับเด็กวัยเดียวกัน หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่มีนิสัยขี้อิจฉาเป็ทุนเดิม ทำให้มุมินนั้นมักจะถูกแกล้งอยู่ตลอดเวลาั้แ่เธอเริ่มเข้ามัธยมต้นไม่ว่าจะเป็เพื่อน ๆ ชั้นเดียวกัน รุ่นพี่ในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งครูบางคนก็ตาม ทำให้เธอไม่ค่อยจะมีเพื่อนมากเท่าไหร่
่แรก ๆ มุมินเองนั้นก็พยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็ที่ยอมรับ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เธอก็พบว่าไม่ว่าเธอจะทำดีสักแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขายอมรับเธอเลยแม้แต่น้อย มุมินจึงอยู่คนเดียวั้แ่นั้น แม้จะมีเพื่อนสมัยเด็กอย่างจอมทัพอยู่ด้วย ทว่าบางครั้งจอมทัพเองนั้นก็ต้องมีสังคมของเขาเหมือนกัน ซึ่งเธอเองก็เข้าใจ
สิ่งเดียวที่ทำให้มุมินนั้นคลายเหงาและสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้โดยที่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวมากนักคือ ห้องดนตรีไทย เธอมักจะมาดูชมรมนาฏศิลป์มาซ้อมรำกันบ่อย ๆ เพราะมันทำให้เธอนั้นนึกถึงคุณยายที่เคยสอนเธอรำตอนเด็ก ๆ จนกระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมชวนเธอเข้าชมรม ซึ่งเธอก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด
‘ครูเห็นเธอมาดูเขาซ้อมทุกวันเลย....สนใจจะเข้าชมรมครูมั้ย’
และนั่นก็เป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอนั้นเริ่มซ้อมรำอีกทั้งยังฝึกเล่นดนตรีไทยอีกด้วย แม้เธอจะถูกนักเรียนหญิงบางคนในชมรมเขม่นเพราะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอสักเท่าไหร่ แต่เธอก็ไม่สนใจ เพราะความสนใจของเธอทุ่มให้กับการซ้อมรำและการเล่นดนตรีไทยไปจนหมดแล้ว
‘มุมิน— เธอมีพร์นะเนี่ย— สนใจไปประกวดนาฏศิลป์ไทยประจำปีนี้มั้ย ครูกำลังหานางรำอยู่พอดี’
มุมินเห็นว่ามันน่าสนใจเธอจึงตกปากรับคำทันที และด้วยเหตุนี้ทำให้เธอนั้นต้องมาซ้อมรำทุกเย็น จนกระทั่งใกล้ถึงวันประกวด....
เย็นวันนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมนาฏศิลป์และชมรมดนตรีไทยได้นัดสมาชิกชมรมที่จะไปประกวดไปลองชุด และซ้อมใหญ่โดยจำลองว่าเป็วันประกวดจริง เมื่อซ้อมเสร็จแล้วมุมินก็เปลี่ยนชุดตามปกติทว่า....
หมับ—
ขณะที่มุมินกำลังถอดเครื่องประดับชุดไทยอยู่ในห้องชมรมนั้น ก็มีมือคู่หนึ่งกอดเธอจากด้านหลังแน่น พร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนรดต้นคอ กับเสียงทุ้มที่กระซิบข้างหูซึ่งเธอจำได้ดีว่ามันคือเสียงใคร
อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมดนตรีไทย!!
‘วันนี้มุมินสวยจัง— ครูเห็นแล้วชอบมากเลย’
น้ำเสียงกระเส่าที่เอ่ยขึ้นเบา ๆ กับมือหยาบกร้านที่กำลังลูบไล้เธออยู่นั้น ทำให้มุมินนั้นสั่นไปด้วยความหวาดกลัว เพราะเธอไม่เคยคิดเลยว่าอาจารย์ประจำชมรมดนตรีไทยคนนี้จะกล้าทำแบบนี้กับเธอ โดยเฉพาะในห้องนาฏศิลป์แบบนี้
‘ครูชอบตอนมุมินใส่ชุดไทยจัง— มันดูเร้าอารมณ์’
อาจารย์ชายคนนั้นยังคงพล่ามต่อไป พร้อมกับมือหนาที่กำลังเอื้อมมารูดซิปเสื้อเกาะอก ทำให้มุมินนั้นถึงกับดิ้นพร้อมกับะโออกไปเสียงดัง
‘อาจาย์ปล่อยหนูนะคะ!! อาจารย์จะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ!!’
ดูเหมือนว่าท่าทีขัดขืนนั้นจะไปกระตุกต่อมโมโหของอาจารย์คนนั้นไม่น้อย ทำให้มุมินนั้นถูกเหวี่ยงไปนอนกับพื้นพร้อมกับร่างหนัก ๆ ของอาจารย์คนนั้นที่กำลังคร่อมเธออยู่
พลั่ก— มุมินหน้านิ่วด้วยความเจ็บ แต่ก็ต้องใเมื่อััได้ว่าใบหน้าของอาจารย์คนนั้นกำลังซุกไซ้คอเธออยู่ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
‘อย่าทำตัวสะดีดสะดิ้งหน่อยเลย— ที่เธอมาเข้าชมรมนี้ก็เพื่อจะมาอ่อยไม่ใช่เหรอไง— ทำตัวว่าง่ายแล้วมีความสุขกันดีกว่านะ’
ว่าแล้วอาจารย์คนนั้นก็ใช้แรงที่มีมากกว่ากระชากเสื้อเกาะอกออกไปเผยให้เห็นหน้าอกอิ่มของมุมินที่โผล่พ้นบราออกมา....พร้อมกับก้มหน้าซุกหน้าอกเธอด้วยความหิวกระหาย
‘ไม่นะ!!!!’
พรึ่บ!!! อ้อมกอดและกลิ่นอันแสนคุ้นเคยที่กำลังโอบกอดมุมินตอนนี้ ทำให้ภาพความทรงจำที่แสนโหดร้ายในอดีตหายไปทันที แทนที่ด้วยใบหน้าคมคร้ามที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเป็ห่วงและเกรี้ยวกราดในคราวเดียวกันของจอมทัพ
มันเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด!! ทุกครั้งที่เธออยู่ในอันตรายหรือเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ เธอก็มักจะเห็นหน้าของจอมทัพเสมอ
“มุมิน!! เป็อะไรหรือเปล่า”
ปารมีร้องขึ้นด้วยความเป็ห่วง ทำให้มุมินที่กำลังอยู่ในอ้อมกอดของจอมทัพตอนนี้รับรู้ได้ว่าในห้องนี้นอกจากเธอกับจอมทัพแล้วยังมีปารมีอยู่ด้วยอีกคน
อย่างน้อย ๆ ตอนนี้นอกจากจอมทัพแล้ว ก็ยังมีปารมีที่เป็ห่วงเธอ ซึ่งมุมินนั้นจำได้แค่นั้น
ทางด้านปารมีเมื่อช่วยจอมทัพพังห้องดนตรีไทยแล้ว ก็เห็นอาการของมุมินเธอก็รีบะโบอกจอมทัพทันที
“จอมทัพ!! รีบพามุมินออกมาเดี๋ยวนี้ หาอะไรให้มุมินกัดด้วย!!!”
ทางด้านจอมทัพเมื่อได้ยินที่อาจารย์สาวบอกเขาก็ผละออกแล้วมองที่หญิงสาวในอ้อมแขน แล้วก็ต้องใทันทีเมื่อเห็นว่าที่มุมปากของมุมินมีเืไหลซิบออกมาจากปาก
“มิน!!!”
--------------------------
“แพนิค!!! มินน่ะเหรอครับ!!”
จอมทัพถามออกไปด้วยความใ เมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานของปารมีที่เพิ่งบอกเขาว่าบางทีมุมินอาจจะมีอาการแพนิค หรืออาจจะหนักถึงขั้นเป็โฟเบียเลยก็ได้
“ใช่!! อาการของมุมินมันคล้ายกับคนที่เป็แพนิค”
ปารมีเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกับจอมทัพที่กำลังประคองมุมินที่เบาะหลังของรถเต่าคู่ใจของเธอ ขณะที่กำลังขับรถเพื่อพามุมินไปส่งที่บ้าน
“แล้วอาจารย์รู้ได้ยังไงครับ....”
จอมทัพเอ่ยถามขึ้น แต่แววตานั้นยังคงจ้องไปที่มุมินที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่ในอ้อมแขนเขาด้วยความเป็ห่วง เมื่อไม่มีคำตอบจากปารมีเขาจึงละสายตาไปมองยังปารมีที่กำลังขับรถอยู่
เนิ่นนานกว่าปารมีจะเอ่ยตอบกับจอมทัพ ซึ่งคำตอบของเธอนั้นก็ทำให้จอมทัพถึงกับใไปเหมือนกัน
“ที่ครูรู้ เพราะครูก็เป็เหมือนกัน....”
สองปีที่แล้ว—
“ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันไม่เซ็นค่ะ”
ปารมียื่นแฟ้มเอกสารกลับคืนไปให้กับ ผบ.หน่วยของเธอที่มียศถึงนาวาเอกด้วยสีหน้าจริงจัง ซึ่งมันทำให้ผู้ที่ยศใหญ่กว่าถึงกับไม่สบอารมณ์เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิเสธคำสั่งของตน
“จะเป็อะไรนักหนา— เธอก็เซ็น ๆ ไปเถอะ เื่นี้ผู้ใหญ่ขอมา อย่ามีปัญหาหน่อยเลยน่าผู้กอง หรืออยากจะได้ส่วนแบ่งผมจะได้บอกท่านให้”
ปารมีที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหัวร้อน เมื่อได้ยินผู้บังคับบัญชาพ่นคำพูดที่ไร้จริยธรรมออกมาอย่างหน้าด้าน ๆ
“ท่านจะให้ดิฉันรับส่วยเงินทอนจากโครงการนี้เหรอคะ....ขอปฏิเสธค่ะ!! ถ้าท่านอยากจะได้กันมากนัก ก็ไปหาคนอื่นมาเป็คณะกรรมการตรวจรับแทนดิฉันเถอะค่ะ เพราะดิฉันไม่ยอมเซ็นแน่ ๆ”
คำยืนยันจากปารมีนั้นยิ่งทำให้นาวาเอกคนนั้นถึงกับอดรนทนไม่ไหวถึงกับต้องตบโต๊ะยืนขึ้นะโใส่หน้าเธออย่างหมดความสุขุมเยือกเย็นอย่างที่ผู้บังคับบัญชาควรมี
“ผู้กอง!!! ระวังคำพูดหน่อยนะ— คุณเป็ผู้ใต้บังคับบัญชา คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง หรือคุณอยากโดนลงโทษข้อหาผิดวินัยทหารข้อ 1 กันห๊ะ!!”
ปารมียืนกัดฟันเพื่อข่มความโกรธเอาไว้ในใจ ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่เธอนั้นกล้าที่จะขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเพราะเธอเห็นว่าครั้งนี้มันมากเกินไป อาจจะเป็เพราะว่าเบื้องบนนั้นเห็นว่าเธอนั้นไม่มีแบ็คอัพคอยช่วยละมั้ง พวกเขาถึงได้กดเธอสั่งเธอหรือจะทำอะไรกับเธอก็ได้ตามใจงั้นเหรอ ปารมีคิด
ั้แ่เธอบรรจุเป็ข้าราชการทหารสังกัดทหารเรือ เหล่าช่างยุทธการ และมาปฏิบัติงานที่หน่วยนี้เธอก็มักจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็คณะกรรมการตรวจรับพัสดุอยู่บ่อยครั้ง ตอนแรกที่เธอมาบรรจุใหม่ ๆ เธอนั้นไม่ค่อยจะรู้เื่เท่าไหร่นัก เขาแต่งตั้ง เขาให้เซ็นอะไรเธอก็เซ็น ๆ ไป โดยหารู้ไม่ว่าลายเซ็นของเธอนั้นทำให้ผู้ใหญ่ระดับสูงบางคนนั้นได้เงินเป็กอบเป็กำจากส่วนต่างการออกเื่จัดซื้อจัดจ้างของหน่วย หรือการอนุมัติงบประมาณโครงการต่าง ๆ
แต่พอเธอทำงานมาเรื่อย ๆ เธอก็ได้รู้ว่าลายเซ็นนั้นมีค่ามากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อเธอถูกทางสตน. เรียกสอบ เื่การจัดซื้อครุภัณฑ์ตัวหนึ่งที่มีงบประมาณการจัดซื้อถึงหลักล้าน ทว่าของที่ได้นั้นคุณภาพแค่หลักแสน กว่าเธอจะหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองได้นั้น ก็ทำให้เธอนั้นสะบักสะบอมพอสมควร เธอถูกงดบำเหน็จถึงสองปีเต็ม ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนเหมือนคนอื่นเขา และนั่นเองที่มันทำให้เธอเริ่มตาสว่างมากขึ้น
เมื่อทางหน่วยมีหนังสือเซ็นตรวจรับพัสดุมาให้เธอเซ็น เธอจึงต้องระมัดระวังเป็พิเศษ พร้อมกับเก็บหลักฐานทุกอย่างเอาไว้ และยิ่งเป็เื่ที่ออกมาโดยมีหัวกระดาษเขียนว่า ‘นโยบาย’ เธอก็จะไม่เซ็นเด็ดขาด
จัดซื้อจัดจ้าง ‘นโยบาย’ นั้นคือการออกเื่จัดซื้อครุภัณฑ์หรือวัสดุบางอย่างเพื่อเบิกงบประมาณออกมา ทว่าเงินที่เบิกออกมานั้นกลับไม่ได้เอาไปซื้อของนั้น แต่กลับเอาไปใช้อย่างอื่นแทน ซึ่งปารมีเองนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเงินนั้นเอาไปอะไร
ดังนั้นหากใครก็ตามที่ออกเื่จัดซื้อจัดจ้าง ก็จะเป็ที่รู้กันว่าถ้าเมื่อใดก็ตามทางผู้บังคับบัญชา้าเงิน ก็แค่ให้ทางหน่วยย่อยทำเื่จัดซื้อจัดจ้างที่เป็ ‘นโยบาย’ แต่ไม่ได้ ‘ซื้อจริง’ ออกมาแทน ส่วนจำนวนเื่ที่ออกนั้นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่้า ถ้าเป็ระดับที่หัวหน้าหน่วยอนุมัติจะสามารถออกเื่ได้ไม่เกินหนึ่งแสนเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นการอนุมัติจะต้องให้ระดับที่สูงกว่าเท่านั้นอนุมัติ
บางครั้งที่ปารมีเจอคือ การทำโครงการต่าง ๆ หรือจัดซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ของหน่วย เธอมักจะเห็นชื่อบริษัทหนึ่งเป็ผู้ชนะประมูลอยู่เป็ประจำ แม้ว่าของที่บริษัทนี้เสนอมาจะคุณภาพไม่ดีเท่าบริษัทอื่น ๆ แต่ด้วยเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบ เธอมักจะเห็นว่าบริษัทนี้มักจะได้เป็ผู้ชนะประมูลอยู่เสมอ ซึ่งเธอได้เห็นกับตาก็ตอนที่เธอได้รับมอบให้เป็กรรมการเปิดซองประมูลของหน่วยครั้งหนึ่งนั่นเอง
การกระทำนี้ที่หน่วยของเธอนั้นกระทำกันจนกลายเป็วัฒนธรรมองค์กรกันไปแล้ว มันทำให้เธอนั้นรู้สึกหดหู่ใจและไม่ชอบใจอย่างแรง เพราะเธอไม่ชอบการทุจริตกันหน้าด้าน ๆ แบบนี้ แม้แต่สตน.เองก็ตรวจไม่เจอหรือบางทีเขาอาจจะรู้แต่ก็ไม่ทำอะไรเลยก็เป็ไปได้
ปารมีเก็บความไม่ชอบใจเอาไว้ในใจอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้รับมอบหมายให้เป็หนึ่งในคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของการจัดซื้อของสิ่งหนึ่งที่มีมูลค่าเป็ร้อยล้าน ซึ่งถ้าโครงการนี้ถูกเซ็นรับผ่านไปได้ ผู้ใหญ่ระดับสูงคงได้ส่วนต่างที่ตั้งงบเกินไว้ถึงเจ็ดเปอร์เซ็นกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว นี่จึงเป็สาเหตุที่เธอนั้นต้องถ่อขึ้นมาถึงห้องของผู้บังคับบัญชาของเธอเพื่อมาปฏิเสธโดยตรง
ในที่สุดความพยายามของเธอก็ไร้ผล เธอถูกบังคับให้เซ็นรับโครงการนั้น แต่เธอนั้นเลือกที่จะขัดขืนจึงทำให้เธอถูกย้ายไปอยู่หน่วยอื่นกะทันหันอย่างไม่ชอบธรรม แต่สำหรับเธอแล้วนั้นถือว่าเป็การดีเพราะหน่วยที่เธอย้ายมานั้นเป็หน่วยเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ทำเกี่ยวกับคลังพัสดุของหน่วยเหมือนหน่วยก่อนหน้า
หลังจากที่เธอถูกสั่งย้าย เื่โครงการหลายร้อยล้านนั้นก็ถูก สตน. ตรวจสอบอย่างไม่มีสาเหตุ ทำให้นาวาเอกคนนั้นถูกสั่งเด้งไปประจำการที่อื่น แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น นาวาเอกคนนั้นก็กลับมาประจำที่เดิมราวกับย้ายเขาไปเพื่อเป็พิธีเท่านั้น
ภายหลังเธอก็ได้มารู้ว่า นาวาเอกที่เป็อดีตผู้บังคับบัญชาเก่าของเธอนั้นเป็ลูกน้องคนสนิทของผู้บังคับบัญชาการกองทัพเรือคนปัจจุบัน มันทำให้ปารมีถึงกับยิ้มเยาะให้กับความยุติธรรมในวงการนี้เลยทีเดียว
และหลังจากที่นาวาเอกท่านนั้นถูกย้ายกลับมา พร้อมกับข้อกล่าวหาที่ถูกขจัดไปจนหมดจนกลายเป็ผู้บริสุทธิ์ ชีวิตของปารมีนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เธอถูกใครบางคนตามรังควาน บางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุจนเกือบตายโดยที่เธอไม่ทราบสาเหตุ หรือบางครั้งเธอก็มักจะได้รับพัสดุแปลก ๆ น่ากลัวจากบุคคลปริศนา แม้กระทั่งได้รับโทรศัพท์จากใครก็ไม่รู้ที่เธอไม่รู้จัก จนมันทำให้เธอนั้นหวาดระแวงไปหมด และเหตุการณ์ที่หนักที่สุดสำหรับเธอนั้นคือ เธอถูกกราดยิงขณะที่เธอนั้นกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านพักสวัสดิการ ซึ่งเคราะห์ดีที่เธอนั้นไม่เป็อะไร ได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น มันทำให้เธอนั้นกลายเป็โรคหวาดระแวง วิตก และกลายเป็แพนิคนับแต่นั้นมา โชคยังดีที่มีจ่าอุทิศที่เธอเคารพนับถือประดุจพ่อแท้ ๆ ของเธอเองคอยช่วยเธอเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคิดว่าเธอคงจะเป็บ้าและต้องเข้าโรงบาลประสาทแน่ ๆ
กลับมาที่ปัจจุบัน—
สิ้นคำตอบของปารมีนั้น บรรยากาศในรถก็เงียบสงัด ไร้คำพูดใด ๆ จนกระทั่งถึงบ้านของมุมิน จอมทัพยืนกรานว่าจะอยู่เป็เพื่อนมุมินจนกว่าพ่อกับแม่ของมุมินจะกลับบ้าน ปารมีจึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากได้แต่กำชับจอมทัพว่าอย่าทำอะไรที่ไม่สมควร และส่งข้อความบอกนักรบเท่านั้น จากนั้นเธอก็กลับคอนโดไปพร้อมกับความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
‘ชีวิตฉันนั้นจะอยู่สบาย ๆ เหมือนคนอื่นเขาไม่ได้กันหรือไงกันนะ’
โปรดติดตามตอนต่อไป