อันธการลิขิต (ภาคปฐมบท)

    ตอนที่ 59 เคล็ดลับมายากล

    ชาร์ลส์พุ่งตัวกลับเข้าไปในทางเดินใต้ดิน ทิ้งให้โจเซฟที่ข้อเท้ายังไม่หายดีรออยู่ด้านบน ไม่นานเสียงต่อสู้ก็ดังขึ้น เสียงร้องโหยหวน เสียงร่างกระแทกกำแพง เสียงข้าวของล้มระเนระนาด


    สักครู่ต่อมา ชาร์ลส์ก็ผลักร่างของโรแลนด์ขึ้นมา สภาพของชายร่างท้วมยับเยิน เสื้อผ้าและเส้นผมยุ่งเหยิง ดวงตาฉายแววหวาดกลัวปนโกรธ


    "ไปกันเถอะ" โจเซฟกระซิบ พลางมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง


    พวกเขาประคองโรแลนด์เดินไปตามเงามืด หลบหลีกแสงตะเกียงและสายตาผู้คน เมื่อเสียงระฆังเตือนภัยดังก้องมาแต่ไกล ทั้งสามก็เร่งฝีเท้า รีบมุ่งหน้าไปยังรถม้าที่จอดรออยู่


    "ขึ้นไป" ชาร์ลส์ผลักโรแลนด์ขึ้นรถ ก่อนจะกระโดดตามไป ตามด้วยโจเซฟ


    "ไป!" โจเซฟสั่งเสียงเข้ม รถม้าออกตัวทันที ล้อกระทบพื้นหินดังกึกก้องในความมืด ทิ้งเสียงระฆังและความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง


    ภายในรถม้า ชาร์ลส์นั่งตรงข้ามกับโรแลนด์ที่ยังหอบหายใจไม่หาย เขามองร่างท้วมตรงหน้าที่กำลังเช็ดเลือดที่รูจมูก


    "ทำไมถึงต้องหนี?" ชาร์ลส์เอ่ยถาม น้ำเสียงเย็นลง "ฉันพยายามช่วยนะ"


    "ช่วย?" โรแลนด์หัวเราะเสียงแห้ง "เรียกการบังคับ ทำร้าย และลากตัวฉันมาแบบนี้ว่าช่วยงั้นเหรอ?"


    "ถ้ายอมให้ความร่วมมือตั้งแต่แรก ฉันคงไม่ต้องทำถึงขนาดนี้" ชาร์ลส์ตอบ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า เห็นแสงตะเกียงตามท้องถนนวิ่งผ่านไปทีละดวง "แต่ตอนนี้ไม่มีทางกลับแล้ว บอกฉันมาให้หมด ว่าเกิดอะไรขึ้นกับไมเคิล และนายกำลังหนีอะไรกันแน่"


    เสียงล้อรถม้ากระทบพื้นหินดังต่อเนื่อง ท่ามกลางความเงียบที่เริ่มก่อตัวขึ้น โรแลนด์กำมือแน่น ริมฝีปากเม้มสนิท สายตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมสบตาหรือตอบคำถามใดๆ ของชาร์ลส์


    "ไม่พูดก็ได้" ชาร์ลส์ถอนหายใจ "รอถึงที่หมายก่อน ตอนนั้นนายต้องพูดอยู่ดี ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม"


    คำพูดนั้นทำให้โรแลนด์ผวา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นเขาก็พุ่งตัวไปที่ประตูรถม้า พยายามจะเปิดมันออก แต่ยังไม่ทันที่มือจะแตะลูกบิด เสียงประกาศิตก็ดังขึ้น


    "ห้ามลุก!"


    ร่างของโรแลนด์ชะงักค้าง ก่อนจะทรุดกลับลงที่นั่งอย่างไร้ทางต่อต้าน


    "ชาร์ลส์" โจเซฟหันมา หยิบเข็มฉีดยาออกจากกระเป๋าเสื้อ "ทำให้เขาเผลอหน่อย"


    ชาร์ลส์พยักหน้า ปล่อยพลังใส่โรแลนด์ ทำให้สมองของชายร่างท้วมมึนงง ไม่ทันระวังตัวเมื่อเข็มฉีดยาแทงเข้าที่ต้นแขน ไม่นานนักดวงตาของเขาก็เริ่มปรือ ก่อนจะหลับใหลไป


    "เราจะพาเขาไปที่หน่วยพิเศษ รอเขาฟื้นนะเราค่อยสอบปากคำเขาอีกที"


    โจเซฟหันหน้าไปทางเพื่อนสนิท "ตอนถูกจับตัวไป ได้อะไรมาบ้าง?"


    "ไม่มากเท่าไหร่" ชาร์ลส์ส่ายหน้า มองร่างของโรแลนด์ที่ที่ตาขวาเริ่มปรากฏรอยเขียว "หวังว่าพอถึงหน่วยพิเศษ ให้หัวหน้าใช้พลังอ่านใจดู น่าจะได้ข้อมูลมากกว่านี้"


    โจเซฟถอนหายใจเบาๆ "อาจต้องรอสักพัก... หลังจากจัดการองค์กรแปลกอักษรได้ งานก็ท่วมหัวหน้าไปหมด" เขาหยุดชั่วครู่ น้ำเสียงหนักลง "แถมยังมีพิธีศพของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตในปฏิบัติการ เขาต้องชดเชยครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย"


    "น่าเสียดาย..." ชาร์ลส์พึมพำ "แต่ถ้ารอนานฉันว่าจะลองสอบสวนด้วยตัวเองดูก่อน" เขาถอนหายใจ "เฮ้อ... เมื่อไหร่จะได้ยกระดับตัวตนให้อ่านใจได้เสียที"


    "นี่เพิ่งยกระดับตัวตนได้ไม่กี่วัน ก็คิดจะขึ้นขั้นถัดไปแล้วเหรอ?" โจเซฟส่ายหน้า "ไม่ต้องรีบ รอดูดกลืนพลังที่ได้มาให้สมบูรณ์ก่อน ไม่งั้นอันตราย"


    "รู้แล้วน่า..." ชาร์ลส์ตอบ แต่ในใจยังอยากยกระดับตัวตนให้เร็วที่สุด ด้วยความหวังว่าความทรงจำที่หายไปอาจจะฟื้นคืนมาเมื่อยกระดับขั้นถัดไป


    เขาหยิบหนังสือวิทยานิพนธ์เล่มหนาเกี่ยวกับการทำงานของสมองขึ้นมา เป็นหนังสือที่ยืมมาแล้วยังไม่ได้คืน เนื้อหาในนั้นอ่านยากเย็นแสนเข็ญ แต่ที่ผ่านมาเขาก็พยายามอ่านมัน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความพยายามทำความเข้าใจ เพราะรู้ว่ายิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ การดูดกลืนพลังก็จะง่ายขึ้นเท่านั้น


    โจเซฟเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเพื่อน จึงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา "ถ้าเล่มนั้นอ่านยาก ลองเล่มนี้ดู"


    ชาร์ลส์ละสายตาจากวิทยานิพนธ์ มองดูหนังสือที่โจเซฟส่งให้ "เคล็ดลับมายากล? นี่มันอะไรกัน?"


    "หนังสือที่อาเอ็ดเวิร์ดแนะนำให้นาย" โจเซฟอธิบาย "พลังของนายตอนนี้คือการทำให้เผลอและการจดจ่อสนใจ เล่มนี้เหมาะมากและอ่านง่ายกว่าเยอะ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเบี่ยงเบนความสนใจ การใช้จังหวะที่คนเผลอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังของนายโดยตรง"


    "อาเอ็ดเวิร์ดยังบอกอีกว่า แม้การใช้พลังกับคนอื่นจะช่วยดูดกลืนพลังได้ แต่การทำให้คนอื่นเผลอหรือจดจ่อโดยไม่ต้องใช้พลังจะให้ผลดีกว่า"


    ชาร์ลส์รับหนังสือมาพลิกดู "หน่วยพิเศษใส่ใจมากกว่าที่คิดนะ"


    "ก็นะ" โจเซฟยิ้มบาง "ยิ่งนายดูดกลืนพลังได้มากเท่าไหร่ โอกาสถูกพลังกลืนกินก็น้อยลงเท่านั้น จำตอนที่ฉันบาดเจ็บตอนสู้กับองค์กรแปลอักษรได้ไหม? ตอนนั้นฉันเจ็บหนัก แต่ไม่ถูกพลังกลืนกิน เพราะพลังเป็นของฉันโดยสมบูรณ์แล้วไงล่ะ"


    ชาร์ลส์พยักหน้า พลางเปิดหนังสือเคล็ดลับมายากลดู เนื้อหาในนั้นบรรยายถึงเทคนิคต่างๆ ทั้งการใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว การสร้างจุดสนใจ และการเบี่ยงเบนความสนใจ เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมเอ็ดเวิร์ดถึงแนะนำหนังสือเล่มนี้


    เวลาผ่านไป รถม้าแล่นฝ่าความมืด ล้อหมุนกระทบพื้นหินดังกึกก้องเป็นจังหวะ แสงตะเกียงริมถนนสาดส่องให้เห็นตัวอาคารที่เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนทรุดโทรมในเขตเมืองเก่า เป็นบ้านของประชาชนคนปกติมาได้สักพักแล้ว


    "นายลงกลางทางก็ได้" โจเซฟเอ่ยขึ้นหลังจากรถม้าผ่านใจกลางเมืองมาได้สักพัก "ดึกมากแล้ว โบกรถม้าสาธารณะกลับเอาก็ได้"


    "แล้วนายจะทำยังไงต่อ?" ชาร์ลส์ถาม สายตาเหลือบมองร่างของโรแลนด์ที่หลับใหล


    "พาโรแลนด์ไปที่หน่วยพิเศษ แจ้งอาเอ็ดเวิร์ดให้ช่วยสอบสวนเขา แล้วก็กลับบ้าน ยังไงก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว"


    "งั้นฉันลงตรงนี้ละกัน" ชาร์ลส์พยักหน้า


    โจเซฟเคาะไม้เท้าเป็นสัญญาณให้คนขับหยุดรถ ล้อรถม้าค่อยๆ หมุนช้าลงจนจอดสนิท ชาร์ลส์ก้าวลงจากรถ ก่อนจะหันกลับมาที่โจเซฟ


    "ช่วยเป็นพยานให้ด้วยนะ" เขายิ้มมุมปาก "จะได้เบิกค่าเดินทางจากหน่วยได้"


    "รู้แล้ว" โจเซฟพยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า


    "ระวังตัวด้วยล่ะ" ชาร์ลส์เอ่ยทิ้งท้าย


    "นายด้วยเหมือนกัน"


    รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออก ล้อหมุนกระทบพื้นหินดังกึกก้องจนเสียงค่อยๆ เบาหายไปในความมืด ชาร์ลส์ยืนมองจนรถม้าลับหายไปที่หัวมุมถนน ก่อนจะสูดหายใจลึก สูดกลิ่นอายยามค่ำคืนของเมืองหลวงเข้าปอด แล้วเริ่มเดินกลับที่พักพร้อมกับมองหารถม้าสาธารณะที่อาจผ่านมา ในหัวครุ่นคิดถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในคืนนี้


    ……


    ก่อนหน้านั้น ณ วันเดียวกัน แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้ามาในร้านช่างไม้ เศษขี้เลื่อยละอองลอยเป็นประกายในอากาศ กลิ่นหอมของไม้ผสมกับกลิ่นน้ำมันชักเงาลอยอวลไปทั่ว เจมส์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือหยาบกร้านกำลังแกะสลักลวดลาย


    "พ่อครับ ผมช่วยขัดไม้นะ" วิลเลียมเดินเข้ามาพร้อมกระดาษทรายในมือ ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายเมื่อเห็นลวดลายที่พ่อแกะ


    เจมส์พยักหน้า มือจดจ่ออยู่กับงาน เขารู้สึกถึงความอุ่นร้อนจากผลึกในกระเป๋าเสื้อ ผลึกที่เขาเก็บได้จากในตรอกมืดของเมื่อคืนวาน เจมส์พยายามไม่สนใจ มุ่งความสนใจไปที่ลวดลายที่กำลังแกะสลัก ขณะที่สิ่วในมือไล้ไปตามเนื้อไม้ จู่ๆ นิ้วของเขาก็รู้สึกชาและเริ่มยืดยาวออกโดยไม่มีสาเหตุ


    "พ่อ! นิ้วพ่อ..."


    เจมส์ก้มมองมือตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด เขาสะบัดมือแรงๆ พยายามสลัดความรู้สึกประหลาดนั้นออกไป นิ้วที่ยืดยาวผิดธรรมดาค่อยๆ หดสั้นลง


    "ไม่... ไม่มีอะไรหรอกลูก" เจมส์กระแอมกลบเกลื่อน เสียงสั่นเครือ "คงเพราะพ่อทำงานหนักไป ตาฝาดไปเอง"


    วิลเลียมยืนนิ่ง สีหน้าฉายแววกังวล "แต่ผมเห็นชัดๆ นะครับว่า..."


    "พ่อบอกว่าไม่มีอะไร!" เจมส์ตวาดออกไปด้วยความตกใจและสับสน ก่อนจะรู้สึกผิดที่ขึ้นเสียงกับลูก "ขอโทษ พ่อแค่... พ่อคงเหนื่อยเกินไป"


    บ่ายวันนั้น เจมส์รู้สึกไม่สบายตัว มือที่กำลังแกะสลักสั่นระริก เหงื่อผุดพรายบนหน้าผากทั้งที่อากาศเย็น เขามองดูผลงานของตัวเองที่ยังไม่เสร็จดี ลวดลายบางส่วนบิดเบี้ยวผิดรูป


    "ไม่ได้... งานชิ้นนี้ต้องสมบูรณ์แบบ" เขาพึมพำกับตัวเอง พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วไปตามแขน


    จู่ๆ นิ้วมือก็เริ่มชาอีกครั้ง เจมส์รีบวางสิ่วลง กำมือแน่นแล้วคลายออก หวังว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป แต่คราวนี้มันกลับแย่กว่าเดิม ผิวหนังที่มือเริ่มแข็งกระด้างขึ้นมาเหมือนเปลือกไม้


    "อะ...อะไรกัน?" เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ถอยหลังชนโต๊ะจนเครื่องมือช่างหล่นกระจาย


    แฮนนาห์ที่กำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้านได้ยินเสียงดัง รีบวิ่งเข้ามาดู "เกิดอะไรขึ้นคะ?"


    "อย่าเข้ามา!" เจมส์ตะโกน เขาซ่อนมือไว้ข้างหลัง พยายามไม่ให้ภรรยาเห็น "ผม... แค่ทำของหล่น"


    แต่แฮนนาห์ทันเห็นสีหน้าตกใจของสามี เธอก้าวเข้าไปใกล้ "คุณหน้าซีดมาก... ให้ดิฉันดูหน่อย"


    "ไม่!" เจมส์ถอยหนีจนชนผนัง เขารู้สึกถึงความร้อนผ่าวจากกระเป๋าเสื้อที่เก็บผลึกไว้ "ผมไม่เป็นไร แค่... แค่ต้องการอยู่คนเดียว"


    แฮนนาห์ยืนนิ่ง สังเกตเห็นเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้าสามี และอาการสั่นเทาที่เขาพยายามซ่อน "เจมส์... คุณกำลังปิดบังอะไรดิฉันอยู่?"


    ก่อนที่เจมส์จะตอบได้ เสียงหัวเราะใสของเอ็มม่าก็ดังมาจากนอกโรงงาน ตามด้วยเสียงของวิลเลียม "เอ็มม่า! อย่าวิ่งเร็วนัก!"


    เสียงของลูกๆ ทำให้เจมส์สะดุ้ง เขาสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ "ผมไม่เป็นไร" เขาพูดเสียงเบา "ต้องรีบทำงานให้เสร็จ... เย็นนี้ต้องเอาไปส่งที่คฤหาสน์มอนต์โกเมอรีแล้ว"


    แฮนนาห์มองสามีอย่างไม่เชื่อถือนัก แต่เธอก็ไม่ซักไซ้ต่อ "ถ้าอย่างนั้น... ฉันจะเอาน้ำชามาให้"


    เมื่อแฮนนาห์เดินออกไป เจมส์มองมือตัวเอง ผิวที่แข็งเหมือนเปลือกไม้เริ่มจางหายไป ความหวาดกลัวและสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่เขาไม่มีเวลามานั่งกังวล... งานต้องเสร็จก่อนพระอาทิตย์ตก


    เขาจ้องมองเครื่องเรือนที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ มือสั่นระริกขณะหยิบสิ่วขึ้นมาอีกครั้ง พลางภาวนาว่าร่างกายจะไม่แปรปรวนอีก... อย่างน้อยก็จนกว่างานชิ้นนี้จะเสร็จ


    แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า ขณะที่เจมส์ลากรถเข็นบรรทุกเครื่องเรือนมาถึงหน้าคฤหาสน์มอนต์โกเมอรี ตัวคฤหาสน์สีเทาทะมึนทอดเงายาวบนพื้น


    "ขอโทษด้วย ช่างไม้" หัวหน้าคนรับใช้รีบเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ากังวล "มีเรื่องด่วนที่ต้องแจ้ง... ทางคฤหาสน์ขอยกเลิกคำสั่งซื้อ"


    "ยกเลิก?" เจมส์รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง "แต่... แต่ผมทำเสร็จแล้ว..."


    "ท่านเจ้าของคฤหาสน์เพิ่งได้รับจดหมายด่วนจากญาติที่ต่างแดน ต้องรีบเดินทางไปจัดการธุระสำคัญ อาจต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นสักพัก" หัวหน้าคนรับใช้อธิบาย "ทางเราจะจ่ายค่าชดเชยให้ครึ่งหนึ่งของราคาเต็ม..."


    เจมส์ยืนนิ่ง มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เงินแค่ครึ่งเดียวไม่พอจ่ายหนี้แน่... แถมยังไม่มีทางได้งานใหญ่ที่หวังไว้อีก


    "ขอโทษจริงๆ" หัวหน้าคนรับใช้ยื่นถุงเงินให้ "เราเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น..."


    เจมส์จ้องถุงเงินในมือคนรับใช้ ความคิดสับสนวุ่นวายในหัว เขาใช้เวลาทั้งหมดสามวันสามคืนกับงานชิ้นนี้ ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ แกะสลักลวดลายทุกเส้นด้วยความประณีต... เพื่องานใหญ่ที่จะตามมา เพื่ออนาคตของลูก เพื่อทางออกจากหนี้สินที่ท่วมท้น


    "ถ้า... ถ้าผมทิ้งงานชิ้นนี้ไว้ก่อน รอจนท่านกลับมา..." น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ


    หัวหน้าคนรับใช้ส่ายหน้า "ท่านอาจไม่ได้กลับมาในเร็ววัน และเมื่อกลับมา รสนิยมของท่านอาจเปลี่ยนไปแล้ว... เราทำได้แค่นี้จริงๆ"


    เจมส์รับถุงเงินมาด้วยมือสั่นเทา น้ำหนักของมันเบาเกินไป... เบาเกินกว่าจะจ่ายหนี้ที่กำลังจะครบกำหนด เบาเกินกว่าจะซื้อหนังสือให้วิลเลียม เบาเกินกว่าจะรักษาความฝันของลูกชายเอาไว้


    เขาลากรถเข็นกลับอย่างเชื่องช้า ล้อไม้ลากผ่านก้อนกรวดส่งเสียงครูดกับพื้น เหมือนเสียงหัวเราะเยาะของชะตากรรม เครื่องเรือนที่แกะสลักอย่างประณีตบนรถกลายเป็นเพียงไม้ไร้ค่า ทุกลวดลายที่เขาทุ่มเทฝากความหวังไว้ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงตราบาปที่จะต้องแบกรับกลับบ้าน


    'จะบอกแฮนนาห์ยังไงดี?' เขาคิด 'จะมองหน้าวิลเลียมได้อย่างไร เมื่อต้องบอกว่าพ่อไม่มีเงินพอจ่ายค่าเล่าเรียน...'


    เสียงหัวเราะใสของเอ็มม่าดังก้องในความทรงจำ พร้อมกับคำพูดที่ว่า "พ่อขา หนูอยากเรียนหนังสือกับพี่ด้วย..."


    น้ำตาร้อนๆ เอ่อคลอ แต่เจมส์กลั้นมันไว้ ชายชาตรีไม่ควรร้องไห้ แม้หัวใจจะแตกสลายสักเพียงใด


    ความมืดปกคลุมทั่วหมู่บ้าน มีเพียงแสงตะเกียงจากบ้านเรือนที่ทอดเงายาวบนถนนดินเปียกชื้น เจมส์เข็นรถกลับมาถึงบ้าน เห็นแสงสว่างลอดออกมาจากหน้าต่าง เงาของแฮนนาห์เคลื่อนไหวอยู่ในนั้น คงกำลังเตรียมอาหารเย็นรออยู่


    เขาจอดรถเข็นไว้ในโรงงาน มองดูเครื่องเรือนที่แกะสลักอย่างประณีตด้วยความรู้สึกขมขื่น เสียงหัวเราะและพูดคุยของลูกๆ ดังมาจากในบ้าน ทำให้เขายิ่งรู้สึกหนักอึ้งในอก


    "พ่อกลับมาแล้ว!" เสียงใสของเอ็มม่าดังขึ้น ตามด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่วิ่งออกมา


    เจมส์รีบเช็ดน้ำตาที่คลอหน่วย พยายามฝืนยิ้มให้ลูกสาว


    "เป็นยังไงบ้างคะ? งานที่คฤหาสน์?" แฮนนาห์ถามพลางอุ้มเอ็มม่า ดวงตาฉายแววหวังดี แต่ก็แฝงความกังวล


    เจมส์ได้แต่ส่ายหน้า ไม่กล้าสบตาภรรยา "พวกเขา... ยกเลิกคำสั่งซื้อ"


    เงียบงันไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงจักจั่นร้องแว่วมาแต่ไกล


    "แต่..." วิลเลียมที่ยืนอยู่ข้างแม่เอ่ยเสียงสั่น "เรื่องโรงเรียนล่ะ?"


    คำถามของลูกชายเหมือนมีดแทงเข้ากลางอก เจมส์กำมือแน่น "พ่อ... พ่อขอโทษลูก..."


    "ไม่เป็นไรค่ะ" แฮนนาห์รีบพูดแทรก "เรายังมีกันและกัน นั่นสำคัญที่สุด พรุ่งนี้ค่อยคิดกันใหม่... เข้าบ้านก่อนเถอะ อาหารใกล้เสร็จแล้ว"


    แต่เจมส์ยังยืนนิ่ง "พวกเจ้าเข้าไปก่อนเถอะ ผมขอจัดการของในโรงงานสักครู่"


    เมื่อครอบครัวเดินกลับเข้าบ้านไป เจมส์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเก่า ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ เขาเอื้อมมือไปหยิบถุงเงินขึ้นมานับ... ไม่พอ... มันไม่พอจ่ายหนี้ที่กำลังจะครบกำหนดแน่ๆ


    เขานึกถึงสายตาผิดหวังของวิลเลียม เสียงหัวเราะร่าเริงของเอ็มม่า และความอดทนของแฮนนาห์... แล้วจู่ๆ เขาก็นึกถึงผลึกประหลาดที่ซ่อนไว้ใต้หมอน


    'บางที...' เขาคิด 'บางทีมันอาจมีค่าพอที่จะขายได้...'


    คล้ายกับเรื่องอันธการลิขิต (ภาคปฐมบท) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    กำเนิดเทพนิทรา

    กำเนิดเทพนิทรา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    385K 758
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292