ตอนที่ 15 นึกถึงอดีต และ ตัดสินใจ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนมองเห็นหมู่ดาวมากมายส่องแสงสว่างราวกับจะประชันแข่งขันกันว่าดาวดวงไหนจะสว่างได้มากกว่ากัน ส่วนดวงจันทร์เต็มดวงส่งแสงสีเหลืองนวลลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวนับไม่ถ้วนนั้น ดวงจันทร์ที่เห็นใหญ่โตชัดเจนนั้นทำให้ผู้มองคิดไปว่ามันอยู่ใกล้เพียงเอื้อมแต่จริงๆ แล้วอยู่ห่างไปแสนไกลเชนนั่งมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวผ่านบานหน้าต่างแห่งหนึ่ง เขานั่งนิ่งราวกับรูปปั้นเหมือนกับว่าดวงดาวบนท้องฟ้าได้ดึงวิญญาณของชายหนุ่มให้หลุดออกและล่องลอยไปยังอวกาศอันกว้างใหญ่ลี้ลับ"เฮ้อ.." ผ่านไปราวยี่สิบนาทีที่เชนนั่งนิ่งมองออกไปยังท้องฟ้า เขาก็ขยับตัวเบาๆ ถอนหายใจออกมาเหมือนกับมีเรื่องบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สบายใจหลังถอนหายใจเชนก็หันตัวกลับเข้ามาหันหลังให้หน้าต่างบานนั้น ในตอนนี้เบื้องหน้าของเขาคือเตียงผู้ป่วยเตียงหนึ่ง บนเตียงนั้นนอนไว้ด้วยสาวน้อยวัยแรกแย้มที่คาดว่าอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปี ใส่เสื้อผู้ป่วยสีเขียวอ่อนหลับตาสนิทไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อพินิจใบหน้าของสาวน้อยผู้นี้จะเห็นใบหน้ามนรูปไข่ จมูกนิดแต่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่แห้งเป็นสะเก็ดเล็กน้อยจากการเป็นผู้ป่วยแต่ก็ไม่อาจปกปิดริมฝีปากสีอมชมพูน่าสัมผัสนั้นได้ บวกกับผมสีดำยาวที่ยาวมาถึงแผ่นหลัง แม้ยังไม่โตเต็มวัยเป็นหญิงสาวเต็มตัวแต่ก็บอกได้ว่าเป็นสาวน้อยที่ผู้ชายคนใดได้เห็นจะต้องเหลียวหันมองแน่นอนเชนที่จ้องมองไปยังร่างสาวน้อยที่นอนหลับตาไม่เคลื่อนไหวนั้นในดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง"มิ้น ทำไมน้องยังไม่ตื่น รู้ไหมว่าพี่...เหงาแค่ไหน" เชนเอ่ยออกมาด้วยเสียงเบาหวิวขณะมองไปยังสาวน้อยบนเตียง เหมือนจะรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะพูดให้สาวน้อยได้ยิน"พ่อครับ..แม่ครับ..." เชนยังคงรำพึงกับตัวเอง เงยหน้าขึ้นมองเพดานพร้อมกับคิดไปถึงเรื่องในอดีตเชนนั้นเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่กำเนิดไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ของตัวเอง แถมความทรงจำของเขาเองก็เหมือนจะขาดช่วง ที่เขาจำได้ก็คือตื่นขึ้นมากลางป่าแห่งหนึ่งซึ่งก็เป็นป่าในเมืองไม้หอมที่เขาอยู่ในตอนนี้ ตอนเขาตื่นขึ้นมากลางป่านั้นเขามีอายุได้สี่ขวบซึ่งก็พอจะจำความได้บ้าง ช่วงชีวิตในตอนนั้นลำบากยากเข็ญเป็นที่สุดดีที่ได้เจอกับขอทานชราคนหนึ่งที่รับเชนให้ไปอยู่ด้วย แต่เชนก็อยู่กับขอทานชราคนนี้ได้เพียงสามปีเท่านั้นเพราะท่านจากไปด้วยโรคประจำตัว เชนในวัยเจ็ดขวบจึงต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดไม่ว่าจะเป็นขโมย วิ่งราวเชนทำมาหมดแล้วแม้เขาไม่อยากทำแต่เพื่ออยู่รอดจึงไม่มีทางเลือก แต่แล้วสุดท้ายเขาก็ถูกจับได้ ทำให้ต้องไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าของเมืองไม้หอม ในบ้านเด็กกำพร้านั้นก็ใช่ว่าจะดีกว่าด้านนอกแม้จะมีอาหารให้กินอิ่มท้อง แต่ก็มีการกลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกายกันในหมู่เด็กกำพร้าเอง เชนอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นจนอายุได้เก้าขวบวันหนึ่งก็มีครอบครัวที่ต้องการอุปการะเขาไปเลี้ยงดู ซึ่งครอบครัวนี้ประกอบด้วยสามคนพ่อแม่ลูกประกอบด้วยคู่สามีภรรยาวัยสามสิบกว่าปีและลูกสาวหนึ่งคนชื่อว่ามิ้นท์ ซึ่งมิ้นท์อายุน้อยกว่าเชนสามปี เป็นเรื่องแปลกพอสมควรเพราะปกติครอบครัวที่มีลูกแล้วนั้นจะไม่มารับอุปการะเด็กเท่าไหร่นัก"ฮึ..เราในตอนนั้นทำให้พ่อกับแม่ลำบากน่าดู" เชนพ่นลมหายใจทางจมูกอย่างขำๆ เมื่อนึกไปถึงวีรกรรมมากมายที่เชนทำให้พ่อและแม่บุญธรรมของเขาปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาช่วยแม่บุญธรรมทำอาหารแล้วแม่ออกไปเอาของด้านนอกครัว เขาด้วยความอยากจะช่วยจึงทำตามที่เห็นแม่ทำบ่อยๆ แต่ที่ไหนได้ เขาทำไฟไหม้ครัวไปครึ่งครัวจนพ่อกับแม่ต้องเรียกรถดับเพลิงกันให้วุ่น คงมีแต่มิ้นท์น้องสาวในวัยเจ็ดขวบที่เห็นไฟก็หัวเราะคิกคักสนุกสนานวิ่งเข้ามาเกาะแขนเขาที่ยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ไหนจะพามิ้นท์น้องสาวเข้าไปเล่นในป่าแล้วหลงทางกว่าจะออกมาได้ก็ใช้เวลาไปสองวัน แน่นอนเชนกับมิ้นท์โดนดุยับแถมโดนตีไปหลายไม้ เขายังจำภาพของแม่บุญธรรมที่พอเห็นเขากับมิ้นท์เดินกลับมาบ้านด้วยสภาพกระเซอะกระเซิงแล้วน้ำตาไหลเต็มใบหน้าและวิ่งมากอดเขากับมิ้นท์ได้ดี แม้ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้างแต่สุดท้ายเชนก็สามารถเรียกสิ่งนี้ว่าครอบครัวได้อย่างแท้จริงแต่แล้ว...เมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อแม่และมิ้นท์ได้ไปเที่ยวต่างเมืองกัน ซึ่งในตอนนั้นเชนด้วยสาเหตุบางอย่างทำให้เขาไม่ได้ไปด้วย แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจากที่เชนได้ยินมาคือรถของพ่อกับแม่ของเชนเสียหลักพุ่งตกหน้าผา ซึ่งด้านล่างหน้าผานั้นเป็นทะเลและมีชายหาดขนาดเล็กอยู่ เมื่อทีมกู้ภัยเข้าไปยังที่เกิดเหตุก็เจอเพียง...มิ้นท์ที่นอนไม่ได้สติบนชายหาดเล็กนั้น ส่วนพ่อกับแม่บุญธรรมของเชนนั้นไม่มีใครพบเห็น หลังจากค้นหาอยู่สามวันก็ไม่พบร่างของพวกท่านทุกฝ่ายก็สรุปว่าทั้งคู่เสียชีวิตทั้งที่ยังไม่พบร่าง คงมีแต่เชนที่ดื้อดึงไม่ยอมให้หยุดค้นหา เขาแม้แต่เคยคว้าชุดดำน้ำมาจะกระโดดไปหาด้วยตัวเองด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเชนก็ต้องยอมรับความจริงว่าพวกท่าน...จากไปแล้ว ในวันนั้นเชนร้องไห้อย่างหนักจนไม่มีน้ำตาจะไหลออกมาอีกเลยครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา...ในตอนนี้เหลือเพียงน้องสาวที่สลบไสลไม่ได้สติเท่านั้น สิ่งที่พ่อแม่เหลือไว้ก็มีเพียงบ้านกับเงินไม่มากนัก เงินแทบทั้งหมดเชนนำมารักษาน้องสาว ส่วนบ้านนั้นเชนไม่คิดจะขายแม้จะขาดเงินแค่ไหนก็ตาม เพราะที่นั่น...คือที่ที่มีความทรงจำของเขากับครอบครัวอยู่ และมันสมควรเป็นของมิ้นท์เชนหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมขาย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เชนมารับงานแบกของให้เหล่านักล่านั่นเองเชนนั่งคิดถึงถึงอดีตไปเรื่อยเปื่อย จนสุดท้ายก็เหมือนจะตัดสินใจบางอย่างได้จึงก้มหน้าลงจากการมองเพดานแล้วมองไปยังเตียงผู้ป่วยที่น้องสาวของเขานอนไม่เคลื่อนไหวอยู่"มิ้นท์...ตอนเกิดเหตุการณ์Over Raidที่เมืองคลื่นไหว น้องให้พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เป็นนักล่าจะไม่ออกไปเสี่ยงอันตราย ซึ่งพี่ก็รับปาก แต่..." เชนคิดไปถึงเรื่องราวในRaid i422ที่เขาเพิ่งจะผ่านมา คิดถึงกิ้งก่าสีเลือด กิ้งก่าทมิฬที่สังหารนักล่าไปมากมาย และผู้อาวุโสที่มอบพลังให้เขา เมื่อคิดจบก็พูดสิ่งที่พูดค้างไว้ "แต่พี่ต้องทำแล้ว พี่ต้องแข็งแกร่งขึ้น! ต่อจากนี้ครอบครัวของเราก็มีแค่เราสองคน พี่จะมัวอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปไม่ได้! ในโลกนี้มียาวิเศษมากมายแต่ด้วยความสามารถและเงินของพี่ในตอนนี้ไม่มีทางที่จะได้มันมา ถ้าพี่เป็นนักล่าที่แข็งแกร่งพี่ก็จะมีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรพวกนั้น และน้องก็มีโอกาสหายจากอาการในตอนนี้..." เชนขยับเข้าไปกุมมือขาวซีดของน้องสาวของเขาไว้แล้วบีบเบาๆ "ไม่ต้องเป็นห่วงพี่นะ พี่สัญญาว่าจะไม่เป็นอะไร แล้วก็...รอพี่นะ".....เชนขณะนี้เขากำลังเดินอยู่ข้างถนนแห่งหนึ่งที่มีรถวิ่งผ่านไปมาไม่มากนัก เดินไปเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนไปด้วยอาจเป็นเพราะที่นี่เป็นเมืองค่อนข้างไกลความเจริญทำให้เห็นดวงดาวชัดแม้กำลังอยู่ในเมืองก็ตาม เวลาที่เชนไม่สบายใจหรือครุ่นคิดบางสิ่งมักจะมองขึ้นไปบนฟ้าเหมือนต้องการให้อวกาศอันกว้างใหญ่ลี้ลับนั้นบอกคำตอบในสิ่งที่เขาคิดเชนเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ราวสิบนาทีต่อมาสุดท้ายเขาก็หยุดเดินลง รอบตัวเป็นม้านั่งที่ว่างเปล่าเรียงรายและต้นไม้มากมายคาดว่าคงเป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เชนก้มหน้าลงมาจากท้องฟ้าผืนนั้นและพูดด้วยเสียงหนักแน่นตัดสินใจ"เรา...จะเป็นนักล่า! "