บทที่ 13: หมากตัวหนึ่งบนกระดาน
หลังจากคืนแห่งการเผชิญหน้าอันน่าหวาดเสียวเฟยชินก็กลับสู่ความสงบนิ่งที่น่ากลัวอีกครั้งเขาทำตัวเป็ทาสผู้ขยันขันแข็งยิ่งกว่าเดิมก้มหน้าทำงานในสวนสมุนไพรั้แ่เช้าจรดค่ำ แผลที่หัวไหล่ของเขาค่อยๆ สมานตัวภายใต้การรักษาของลมปราณอสูรแม้จะยังทิ้งรอยแผลเป็จางๆ ไว้ แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวอีกต่อไป
บัดนี้เป้าหมายของเขาชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ...เขาต้องเข้าร่วมทีม "ล่าโอสถ" ให้ได้
เฟยชินเปลี่ยนกลยุทธ์เขาไม่ได้แค่ทำงานให้เสร็จไปวันๆ แต่เขาเริ่ม "แสดง"ความสามารถออกมาอย่างแเี เขารู้วิธีตัดแต่ง "กล้วยไม้หยกเย็น"ที่บอบบางโดยไม่ทำให้มันช้ำ เขารู้อัตราส่วนของดินและทรายที่เหมาะสมสำหรับ"โสมชีพจรั" ที่ปลูกยากเขาสามารถระบุโรคพืชที่แม้แต่ศิษย์ฝึกหัดในโรงโอสถยังมองข้าม
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้รอดพ้นสายตาของหัวหน้าบ่าวผู้ดูแลสวนเขาประหลาดใจในความสามารถของทาสหนุ่มผู้นี้และได้รายงานเื่นี้ขึ้นไปตามลำดับขั้น
และแล้ววันหนึ่ง"ประตู" ที่เขาต้องผ่านก็ปรากฏตัวขึ้น
"เมิ่งก่วนซื่อ"หรือ พ่อบ้านเมิ่ง ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและแววตาที่เฉียบคมราวกับเหยี่ยวเขาคือผู้ดูแลกิจการทั้งหมดของโรงโอสถและคลังสมุนไพรของตระกูลหลิว และที่สำคัญเขาคือผู้ที่รับผิดชอบในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีมล่าโอสถ
พ่อบ้านเมิ่งเดินตรวจตราในสวนสมุนไพรด้วยท่าทางที่น่าเกรงขามศิษย์ฝึกหัดและบ่าวไพร่ต่างก้มหน้าทำงานตัวลีบเมื่อเขาเดินผ่านสายตาของเขามาหยุดอยู่ที่แปลงสมุนไพรหายากซึ่งดูมีชีวิตชีวาและงอกงามกว่าปกติ
"ใครเป็คนดูแลแปลงนี้?" เขาถามเสียงเรียบ
หัวหน้าบ่าวรีบชี้มาที่เฟยชิน"เป็ทาสที่ชื่อเฟยชินขอรับท่านพ่อบ้าน"
พ่อบ้านเมิ่งเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฟยชินเขามองเด็กหนุ่มที่เนื้อตัวมอมแมมั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ประเมินค่า
"ข้าได้ยินว่าเ้ามีความรู้เื่สมุนไพร"พ่อบ้านเมิ่งกล่าว "งั้นบอกข้ามาสิ... 'ดอกอสรพิษเจ็ดดาว' นี้ เหตุใดใบของมันจึงมีจุดสีเหลืองปรากฏขึ้นทั้งที่เรารดน้ำและให้ปุ๋ยอย่างดี"
นี่คือการทดสอบ!
เฟยชินทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ"เรียนท่านพ่อบ้าน จุดสีเหลืองนี้ไม่ได้เกิดจากโรคพืชหรือขาดสารอาหารขอรับแต่เป็เพราะดินมีความเป็ด่างมากเกินไปดอกอสรพิษเจ็ดดาว้าดินที่มีสภาพเป็กรดอ่อนๆ และควรปลูกใกล้กับ 'ต้นไม้โลหะ'เพื่อให้รากของมันดูดซับไอโลหะซึ่งจะช่วยให้สีของดอกสดและออกฤทธิ์ทางยาได้ดีที่สุดขอรับ"
ความประหลาดใจฉายวาบขึ้นในดวงตาของพ่อบ้านเมิ่งก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความสงสัยที่เข้มข้นขึ้น "เ้าเป็แค่ทาส...เรียนรู้เื่พวกนี้มาจากที่ใด?"
เฟยชินเตรียมคำตอบนี้ไว้แล้วเขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววเศร้าสร้อยจางๆ "บิดามารดาของข้า...ก่อนที่พวกเขาจะตาย... เคยเป็หมอสมุนไพรพเนจรขอรับ ความรู้เล็กๆ น้อยๆนี้ข้าจดจำมาจากตอนที่ยังเป็เด็กขอรับท่าน"
มันเป็คำโกหกที่สมบูรณ์แบบ...เป็เื่ราวที่น่าเห็นใจและไม่สามารถตรวจสอบความจริงได้
พ่อบ้านเมิ่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจ้องมองเฟยชินราวกับจะค้นหาความจริงจากก้นบึ้งของจิตใจแต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความนอบน้อมและความเศร้าจางๆ เท่านั้น ในที่สุดเขาก็พยักหน้าช้าๆ
"อืม...ทำงานของเ้าต่อไปให้ดี" เขากล่าวเพียงแค่นั้น ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป
เฟยชินก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากเขารู้ว่าเขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วที่เหลือก็แค่รอคอยว่ามันจะผลิดอกออกผลหรือไม่
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...ประกาศรายชื่อผู้ที่จะได้เข้าร่วมทีมล่าโอสถก็ถูกติดขึ้นที่กระดานข่าวหน้าโรงโอสถ
บ่าวไพร่และศิษย์สายรองจำนวนมากต่างมุงดูประกาศด้วยความตื่นเต้นบ้างก็ดีใจ บ้างก็ผิดหวัง เฟยชินไม่ได้เข้าไปเบียดเสียดกับผู้คน เขายืนรออยู่ห่างๆอย่างใจเย็น จนกระทั่งฝูงชนเริ่มบางตาลง เขาจึงค่อยๆ เดินเข้าไป
สายตาของเขากวาดผ่านรายชื่อของเหล่าศิษย์ในตระกูลที่คุ้นเคย...
"หลิวหยาง...หลิวเฟิง... หลิวชิงอี..."
คุณหนูสี่ก็จะไปด้วยเช่นกันบางทีอาจจะเพื่อหาประสบการณ์
เขากวาดสายตาลงมาเรื่อยๆจนถึงส่วนสุดท้ายของรายชื่อ... "รายชื่อคนงานและผู้ช่วย"
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น...
และแล้วเขาก็เห็นมัน...ชื่อสองพยางค์ที่เขียนด้วยพู่กันอย่างเรียบง่าย แต่สำหรับเขามันคือประตูสู่อิสรภาพ
"เฟยชิน"
เขายืนนิ่งมองชื่อของตัวเองบนกระดานนั้นเนิ่นนานลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกผ่อนออกมาอย่างช้าๆ กำแพงจวนที่เคยเป็ดั่งกรงขังบัดนี้กำลังจะเปิดออกให้เขาแล้ว
นี่ไม่ใช่จุดจบ...แต่เป็เพียงการเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงเส้นทางสู่วิถีอสูรที่เขาจะต้องเดินไปตามลำพังในโลกกว้างที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม!