ตอนที่ 2 เมื่อจิตตั้งคำถาม หัวใจจึงสั่นไหว
“หากพวกข้าไม่ต้องต่อกรกับกลุ่มอสรพิษเสียก่อน กลุ่มข้าย่อมโค่นพวกเ้าจนลงจากบัลลังก์อันดับหนึ่งไปนานแล้ว!!” นู่ไห่คำรามอย่างกราดเกรี้ยว ก้าวเท้าออกมาด้วยท่าทีแข็งกร้าวปรากฏั์ตาที่แดงฉานดั่งเปลวเพลิง ชี้นิ้วด่าอย่างหยาบคายใส่สมาชิกกลุ่มดอกบัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงขึ้นด้วยความอัปยศระคนเดือดดาล ในฐานะรองหัวหน้ากลุ่มราชสีห์ เขาเพิ่งนำพากลุ่มฝ่าฟันจนชนะกลุ่มอสรพิษ และเอาชนะสมาชิกกลุ่มดอกบัวไล่เรียงถึงระดับรองหัวหน้า แต่กลับต้องหยุดลงอย่างสิ้นหวังเพียงเพราะ “ระบบลำดับชั้น” ที่เขาเห็นว่าเลวร้ายถึงขีดสุด
เจิ้นเทียน ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ ดวงตาทรงอำนาจของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็กราดเกรี้ยว ไม่ใช่ด้วยความโกรธที่ถูกท้าทาย แต่เป็ไฟแค้นที่ถูกจุดขึ้นจากคำพูดของผู้ร่วมอุดมการณ์
“นู่ไห่...” เสียงของเจิ้นเทียนเย็นเยียบจนเหมือนลมหนาวกลางฤดูร้อน
“ฮึ่ม! เ้าจะเงียบอยู่ทำไม!” นู่ไห่ะโกลับทันควัน เสียงของเขาสะท้อนก้องทั้งลานเต็มไปด้วยความความคับแค้นใจ “เ้าเองย่อมรู้ดีที่สุด เราต้องสูญเสียกำลังเพราะระบบบัดซบนี้! หากเราได้ประมือกับกลุ่มดอกบัวอย่างเป็ธรรม พวกไร้ความสามารถพวกนี้ไม่มีทางยืนหยัดหัวเราะอยู่ตรงนี้ได้อย่างเด็ดขาด!!”
ถ้อยคำดั่งกระบี่คมเฉือนลึกลงกลางใจของสมาชิกกลุ่มดอกบัวทุกผู้คน แม้กลุ่มดอกบัวจะถูกดูิ่อย่างโจ่งแจ้งเพียงนี้ หากพวกเขาล้วนยืนสงบนิ่ง มิใช่จิตใจมั่นคงดั่งหินผา ทว่าจิตใจของพวกเขานั้นปั่นปวนดั่งเกลียวคลื่นกลางพายุจนมิอาจขยับเขยื้อนได้ ยิ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตอบโต้ ส่วนมากกลับก้มหน้ามองพื้นบ้างหลบสายตา ราวกับคำด่าทอนั้นได้ตอกย้ำความอ่อนแอที่รู้กันอยู่แก่ใจ
สมาชิกบางส่วนของกลุ่มราชสีห์และกลุ่มอสรพิษพยักหน้า บางคนหัวเราะเบา ๆ ด้วยความสะใจ ในขณะที่กลุ่มดอกบัวกลับเงียบงันดั่งวาดภาพ พวกเขาคือกลุ่มที่ครองอันดับหนึ่งในหมู่บ้าน ถึงกระนั้น ทุกผู้คนในกลุ่มต่างรู้ซึ้งแก่ใจดี ว่าตำแหน่งนั้นมิได้มาจากความแข็งแกร่งของพวกเขาเอง หากแต่เป็เพราะ 'ระบบลำดับชั้น' ที่เอื้อให้ผู้ชนะรอท้ายตาราง… และเพราะ 'เิหลงเย่' ผู้เป็เสาหลักเพียงหนึ่งเดียวที่แบกรับทั้งกลุ่มเอาไว้
เมื่อไร้เขา…ตำแหน่งสูงสุดนี้ล้วนไม่ต่างจากยอดเขาที่ว่างเปล่า
มีเพียงคนเดียวในกลุ่มเท่านั้นที่ไม่ก้มหน้าหลบสายตา หากกลับแหงนศีรษะขึ้นรับคำดูแคลนด้วยแววตาแน่วแน่ ชายหนุ่มวัยสิบห้าปีผู้นี้คือ ‘ไป๋จิ่นหลาง’ รองหัวหน้ากลุ่มดอกบัว เขาเป็บุตรของตระกูลชาวนาที่อยู่กับสมณะเฒ่ามาั้แ่ดั้งเดิม
เขาไม่ได้พูด ไม่ได้โต้แย้ง หลังออกมาจากภายในวงกลมที่รายล้อมด้วยหินขนาดกลาง เขาเดินแหวกกลุ่มเพื่อนออกมาสองก้าว จ้องนู่ไห่ที่ยังคงอยู่ในลานประลองด้วยแววตานิ่งสงบเย็นเยียบจับใจราวกับสายลมยามเหมันต์ที่ไร้เกล็ดหิมะ
นู่ไห่หันขวับมาพลันสบตากับเขา ก่อนนิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่ง
แม้ไร้พลังเยี่ยงเิหลงเย่ แม้มิได้ทรงอิทธิพลต่อคนหมู่มากดั่งเจิ้นเทียน ต่อให้สภาพของเขาจะสะบักสะบอมเฉกเช่นเดียวกันกับนู่ไห่ ทว่าการปรากฏตัวของไป๋จิ่นหลางกลับทำให้บรรยากาศแปรเปลี่ยนกลับกลาย…เขากล่าวเสียงเบา “นู่ไห่ เ้ารู้ใช่หรือไม่ ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดมักเป็เป้าโจมตีอันดับแรกเสมอ ส่วนคนที่เงียบที่สุดกลับเป็คนที่ฝังรากไว้ลึกที่สุด”
นู่ไห่สะอึกไปเล็กน้อย ความโกรธในดวงตาของเขาลดลงเศษเสี้ยวหนึ่ง
“เ้ากล่าวได้ถูกต้อง” ไป๋จิ่นหลางกล่าวต่อ “พวกเราทุกคนย่อมรู้ดีถึงปัญหาของโครงสร้าง แต่กระนั้น มันคือสิ่งที่พวกผู้ใหญ่มอบให้กับเรา… และหากเ้าคิดว่าการประลองครั้งนี้ไร้ความยุติธรรม เช่นนั้นเ้าล้วนมีสิทธิ์ที่จะท้าทายโครงสร้างด้วยฝีมือ มิใช่ด้วยเสียงะโ”
ไป๋จิ่นหลางกะพริบตาครั้งหนึ่ง “หากเ้ายัง้าะโอยู่ ข้ายินดีจะยืนฟัง…ในวันที่เ้าชนะข้าด้วยมือของเ้าเอง”
เงียบงันไปทั้งลาน
สามลมหายใจถัดมา เพลิงโทสะของนู่ไห่ก็โหมกระพือด้วยวาจาทิ้งท้ายของไป๋จิ่นหลาง เขาที่กำลังจะด่าทอด้วยวาจาฟาดฟัน ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าฝ่าแหวกอากาศปรากฏมาในรูปแบบของเสียงตวาด
“นู่ไห่…เ้ากำลังดูถูกข้า!!”
เจิ้นเทียนะโ เสียงของเขาดั่งอัสนีฟาดเปรี้ยงใส่พื้นจนะเืสะท้าน
เจิ้นเทียนรู้จักลำดับชนชั้นดีเกินไป โลกที่แบ่งแยกด้วยลำดับและชนชั้น โลกของอำนาจราชการที่ทอดตัวดั่งห่วงโซ่พันธนาการ บิดาของเขาเป็ข้าราชการทหารและเขาเติบโตมากับบทเรียนเื่การไต่เต้าในโลกแห่งโครงสร้างและอำนาจ
ทว่าเมื่อบุคคลที่เขานับถือ ผู้เป็ถึงรองหัวหน้ากลุ่มและสหายผู้ยืนเคียงข้างกันมายาวนาน กลับเอ่ยปากวิพากษ์โครงสร้างนั้นอย่างเปิดเผย... มันเปรียบดั่งการสั่นคลอนศรัทธาทั้งมวลที่เขาฟูมฟักมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจ
ความพยายามของเขา... เส้นทางที่ถูกสลักด้วยเืเนื้อและจิติญญา กลับถูกเหยียบย่ำโดยคำพูดที่พร่ำออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ นั่นมิใช่เพียงการดูิ่แค่โครงสร้าง หากแต่เป็การเย้ยหยัน ‘ความอดทน’ และ ‘การต่อสู้’ ของเขาตลอดชีวิต
นู่ไห่ที่กำลังโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดพลันสะดุ้งวาบเมื่อเสียงตวาดของเจิ้นเทียนดังขึ้น เขาหันขวับไปสบตากับเพื่อนสนิท ผู้ที่เขาคุ้นเคยมาตลอดชีวิต ดวงตาคู่นั้นไม่เพียงเปี่ยมไปด้วยความกรุ่นโกรธและผิดหวัง หากแต่ลึกลงไป...มันแฝงไว้ซึ่งความเคียดแค้นชิงชังต่อ 'โครงสร้างที่บิดเบี้ยว' ที่กำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งสองมาแต่เยาว์วัย นู่ไห่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ค่อย ๆ ก้มหน้าลงอย่างไร้คำพูด เขาเข้าใจ… เข้าใจดีว่าเจิ้นเทียนมิได้โกรธตนที่เอ่ยปากวิจารณ์ หากแต่โกรธที่ตนบังอาจทำให้ความพยายามอันเหนื่อยยากของเขาถูกดูิ่ไร้ค่า
เจิ้นเทียนไม่ไล่ตะเพิดหรือลงโทษ กลับหันไปมองเหล่าสมาชิกทั้งหมดในลานประลองแล้วะโก้อง “ฟังให้ดี! กลุ่มราชสีห์ทุกคน…อย่าได้เอ่ยถึงความอยุติธรรมอีกต่อไป! โลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรมั้แ่แรก!”
“พลังเท่านั้นคือกฎเกณฑ์ ความแข็งแกร่งเท่านั้นคือความชอบธรรม!”
“แม้พระพุทธองค์จะตรัสว่า เมตตา ปัญญา และความเพียร คือคุณสมบัติของผู้ยิ่งใหญ่ แต่พวกเ้าทำได้แล้วหรือ?!! อย่าร่ำร้องขอความเป็ธรรมจากผู้มีอำนาจ หากแม้แต่แรงฝึกฝนก็ยังไม่มี!”
คำพูดของเขาประหนึ่งเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ พัดพาอารมณ์ของผู้ฟังให้ลุกโชนขึ้นทีละน้อย พลังจากเสียงของเขามิใช่เพียงคำพูดปลุกใจ แต่มันสั่นะเืจากเบื้องในด้วยความจริงอันเที่ยงแท้ บางคนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น บางคนกำหมัดแน่นด้วยความมุ่งมั่นใหม่ที่ปะทุขึ้นในอก
เจิ้นเทียนหันกลับมายังนู่ไห่อีกครา แววตาแข็งกร้าวแน่นิ่งแต่กลับแฝงประกายด้วยความเข้าใจจากส่วนลึก “หากเ้ามีใจประท้วง หากไร้กำลังฟันฝ่า เช่นนั้นเ้าก็แค่คนอ่อนแอที่พร่ำบ่นกับโชคชะตาเท่านั้น”
ดวงตาแดงก่ำของนู่ไห่โอนอ่อนลงอย่างยากจะข่มกลั้น หยาดน้ำตาหยดแรกไหลรินจากหางตา เขาค่อย ๆ พูดออกมา “ข้า… ข้าสำนึกผิดแล้ว เจิ้นเทียน…” เสียงที่สั่นพร่าหาได้ใช่เพียงเพราะความเสียใจ หากเป็เพราะ ความตื่นรู้ครั้งแรกในชีวิต ถึงโซ่ตรวนที่พันธนาการเขาไว้ั้แ่เกิดมา…
เสียงของเขาแ่เบาลงราวกับกลั่นคำออกมาจากส่วนลึกของจิติญญา “พวกเราเติบโตมาในหมู่บ้านนี้ทั้งชีวิต เราเชื่อว่าโลกใบนี้เท่านั้นคือความจริง ตอนแรกพวกเราแค่อยากเล่นสนุก อยากออกไปข้างนอกหมู่บ้าน… แต่พวกผู้ใหญ่ก็ตั้งเงื่อนไขและสร้าง ‘การประลอง’ เพื่อสอนเราถึงชนชั้น…สอนเราถึงความไม่เท่าเทียม…การที่พวกเขาบอกว่า---โลกภายนอกล้วนเต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่ยุติธรรม เราควรเรียนรู้มันเสียั้แ่เด็ก… ข้าไม่เคยเข้าใจมันเลย ไม่เคยเข้าใจมันเลยจริง ๆ ”
เขาเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างเปิดเผยอย่างไม่อายใคร ดวงตาสั่นระริกแต่อัดแน่นด้วยความแน่วแน่ใหม่
“ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว---การพ่ายแพ้ของข้า… ไม่ใช่เพราะข้าอ่อนแอ แต่เพราะข้าอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า
เพราะข้าถูกบอกให้เชื่อว่า ‘ข้าควรจะยอมแพ้’ ั้แ่ยังไม่ทันเริ่มต้น!”
นู่ไห่ตระหนักถึงความยากลำบากแล้วอย่างแท้จริง
…โลกภายนอกล้วนลำบากทรหดเช่นนี้หมดเลยหรือ…เหนื่อยล้านัก
เจิ้นเทียนที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง เขามองดูเพื่อนสนิทผู้เคยเคียงข้างเขามาตลอดกำหมัดแน่นเอ่ยถ้อยคำที่มีค่ามากกว่าชัยชนะใด ๆ ในชีวิต เสียงสะท้อนของนู่ไห่ไม่ได้ดังกึกก้องเท่าคำประกาศอันองอาจของเขาเมื่อครู่ แต่กลับสั่นะเืถึงก้นบึ้งของจิตใจชายหนุ่มผู้มีความฝัน
รู่ม่านตาของเจิ้นเทียนขยายกว้างเล็กน้อย ม่านตาที่สะท้อนแสงอรุณยามเช้าทะลุผ่านก้อนเมฆเบื้องฟ้า… ใบหน้าของเขามิได้แข็งกร้าวดังเคย หากกลับเผยความละมุนในแววตา หยาดน้ำใสจาง ๆ เอ่อคลอเพียงชั่วครู่ก่อนจางหาย
“เ้าเปลี่ยนไปแล้ว นู่ไห่ เ้าเข้าใจข้าแล้ว…อย่างแท้จริง”
ความรู้สึกที่แล่นผ่านหัวใจของเจิ้นเทียน ณ ขณะนั้น หาใช่ความดีใจธรรมดาไม่ มันคือ ความเคารพ และ ศรัทธา ที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนสนิทในวัยเยาว์ แต่คือผู้มีพลังจิตใจพอจะ 'ยอมรับว่าเคยผิด' และ กล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองต่อหน้าผู้คน
เขาก้าวเข้าไปใกล้ วางมือบนไหล่ของสหายช้า ๆ มือที่เต็มไปด้วยาแจากการซ้อมฟันดาบ การประลองด้วยหมัดนับไม่ถ้วน บัดนี้กลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน “เ้ากล้าพอที่จะยอมรับความไม่ยุติธรรมบนโลกนี้ และเ้ากล้ายิ่งกว่าที่จะยอมรับ…ว่าเ้าพร้อมจะก้าวข้ามมันไปด้วยพลังของเ้าเอง…”
“นับจากวันนี้ไป เ้าจะไม่ใช่เพียงรองหัวหน้าของข้าอีกต่อไปแต่เ้าจะเป็เสาหลักอีกต้นหนึ่งของราชสีห์” เสียงของเจิ้นเทียนหนักแน่นกว่าครั้งใดและสะท้อนก้องในใจของผู้ชมโดยรอบ
ในชั่วขณะนั้น คนทั้งสามกลุ่มหยุดหายใจอย่างไม่รู้ตัว… ประหนึ่งพวกเขาได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาเป็คำ
“พวกเ้าต้องกล้าแม้โลกไม่ยุติธรรม! ฝึกหนักเสียให้พอ!! และข้า---เจิ้นเทียนปรารถนาจะเป็เซียนผู้ยิ่งใหญ่!!”
เสียงโห่ร้องดังกระหึ่ม ลานประลองเดือดพล่านดั่งเปลวเพลิงลุกโชน ั์ตาของผู้คนเบิกโตกว้างขึ้นด้วยจิติญญา ราวกับพวกเขากำลังถูกปลอบประโลม ไม่ใช่แค่สมาชิกของกลุ่มราชสีห์เท่านั้น สมาชิกกลุ่มดอกบัวและอสรพิษ ทั้งสามกลุ่มประดุจห้วงจิตกลายเป็อันหนึ่งอันเดียวกันไปชั่วขณะหนึ่ง
ผู้คนโดยรอบพลันเปล่งเสียงโฮ่ร้องสรรเสริญ ไม่ใช่มีเพียงคำพูดปลุกใจที่แสนองอาจและยิ่งใหญ่ของเขาเท่านั้นที่ชักจูงผู้คน การกระทำของเจิ้นเทียนล้วนชักนำพวกเขา พวกเขาล้วนได้ััและพบเจอการฝึกฝนของเจิ้นเทียน ทุกผู้คนในสถานที่แห่งนี้ต่างเข้าใจดีถึงความพยายามของเขาอย่างลึกซึ้ง!!
ในขณะนั้นเองที่มุมหนึ่งในฝั่งของผู้ชม ชายหนุ่มวัยสิบห้าปีรูปร่างผอมบางสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายและดวงตาดำสนิทดุจหมึก ร่างของเขายืนพิงกับกระท่อมฟางซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดจากจุดการประลอง ยกพัดกระดาษพับแผ่บดบังครึ่งใบหน้า เขามักจะมายืนชมที่นี่ทุก ๆ เดือน ดวงตาที่สดใสที่ปราดเปรื่องและลุ่มลึกแสดงความเหยียดหยามออกมา
“คุณชายหลานจะกลับบ้านแล้วหรือเ้าคะ” ผมยาวรวบมัดหางม้า ผิวขาวประดุจหยก นางสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาดูเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางสายตาของเขาถูกนางััได้
อวี๋เหวินหลานมักชื่นชมความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของเสี่ยวซานในใจเสมอ เป็สาเหตุที่เขาถูกใจสาวใช้คนนี้อย่างมาก ก่อนหัวเราะแ่เบา ไม่ใช่เพราะขบขัน หากแต่เป็การหัวเราะเย้ยยันต่อโลกใบนี้อย่างลึกซึ้ง เขายกพัดขึ้นกางบังแสงแดดอ่อนพลางกล่าวเสียงเรียบทิ่มแทง
“กลับจวนตอนนี้หรือ? ไม่ได้แย่เสียทีเดียว ดูเหมือนโรงละครของความหลงผิดจะจบแล้วเช่นกัน ข้ายังคิดอยากดูการประลองต่อ…กระนั้นก็ตาม เจิ้นเทียนทำให้ข้าอยากไปนั่งคิดทบทวนถึงบางสิิ่งที่จวน”
เสี่ยวซานขมวดคิ้วเล็กน้อย หันกลับมองผู้คนที่ยังโห่ร้องอย่างตื่นเต้นสลับกลับมามองคุณชาย แววตาอยากรู้อยากเห็นของนางไม่คิดปกปิด
“ท่านไม่คิดหรือเ้าคะ…ว่าเจิ้นเทียนพูดได้สะท้านใจมาก? ข้ายังขนลุกอยู่เลยเ้าค่ะ”
อวี๋เหวินหลานหันข้างกวาดตามองฝูงชนกล่าวเสียงเบา “ในโลกที่ผู้มีอำนาจวางกับดักไว้เต็มทุกย่างก้าว พวกเขาย่อมโปรดปรานคนที่ฝึกฝนตัวเองเพื่อเดินในกรงนั้นด้วยรอยยิ้ม…มากกว่าคนที่พยายามทุบมันให้พัง”
เขาพับพัดลงอย่างช้า ๆ ก่อนตีมือเบา ๆ ราวกับตบมือให้ละครเื่หนึ่ง พลันเอ่ยต่อว่า
“เจิ้นเทียนน่ะหรือ? เขาไม่ใช่เพียงฮีโร่ของหมู่บ้าน…แต่จะกลายเป็ ‘หมุดยึด’ ของโครงสร้างในวันข้างหน้า ขุนนางและผู้มีอำนาจล้วนชื่นชอบคนเช่นเขา ผู้ที่ไม่เคยตั้งคำถามกับกรอบ แต่พยายามจะ ‘’ กรอบนั้นให้ได้ แล้วอ้างว่าความยุติธรรมคือการขึ้นไปยืนบนยอดของมัน”
เสี่ยวซานเอียงคอเล็กน้อย “แต่เจิ้นเทียนก็พยายามมากจริง ๆ นะเ้าคะ พวกเขาล้วนเชื่อเขาจริง ๆ…”
อวี๋เหวินหลานยิ้มมุมปาก ดวงตาแฝงความหม่นเศร้าเจือเย้ยหยัน
“ข้าก็ไม่ปฏิเสธ…โลกยัง้าเปลวเพลิงเพื่อให้คนที่เดินตามต่างเห็นแสงสว่าง แม้เปลวเพลิงนั้นจะอยู่ในกรงเหล็ก แต่เ้าตรึกตรอกดูเสียให้ดี เปลวเพลิงที่อยู่ในกรง มันให้แสงแก่คนอื่นหรือเพียงให้ความอบอุ่นแก่คนที่ล่ามมันไว้” เขายกพัดขึ้นอีกครั้ง ปลายพัดเคาะกับฝ่ามือเบา ๆ “ใต้หล้าชื่นชมวีรบุรุษผู้โบกธงแห่งอุดมการณ์ ทว่าผู้ที่ใต้หล้ายกย่องที่สุดคือวีรบุรุษที่ไม่คิดฝันจะเปลี่ยนธงนั้นเลยสักครั้ง”
ขณะที่ผู้คนทั่วลานต่างโห่ร้องชื่อเจิ้นเทียนดั่งเสียงสรรเสริญวีรชน ที่ริมเงากระท่อมฟางซึ่งไกลออกไป เงาร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีค่อย ๆ หันหลังเดินจากไป พัดในมือกางออกเพียงครึ่งปลายพัดเคาะฝ่ามือเบา ๆ ขณะเสียงเอ่ยแ่เบาดั่งสายลมพัดผ่าน
“เปลวเพลิงงดงาม หากมอดไหม้ได้ง่ายเช่นกัน”
เสียงโห่ร้องจากผู้คนรอบลานประลองยังคงดังสนั่น ทว่าในความวุ่นวายนั้นกลับมีใครคนหนึ่งยืนนิ่งอย่างสงบ เิหลงเย่มองเจิ้นเทียนที่ประกาศกร้าวต่อหน้าเหล่าคนรุ่นเดียวกัน ดวงตาของเจิ้นเทียนทอประกายแสงดั่งดารา มุ่งมั่นแน่วแน่ดุจดั่งเปลวเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ
‘มันคือแววตาของคนที่มีเป้าหมายในชีวิต’
เขาถอนหายใจบางเบา สายตาจับจ้องไปยังเพื่อนตรงหน้า ในหัวใจแอบวูบไหวเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“นั่น…เป็ความฝันของเ้าหรือ เจิ้นเทียน…เซียนผู้ยิ่งใหญ่?” เิหลงเย่เอ่ยถาม
คำถามที่ดูเหมือนถามอย่างเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับแฝงไว้ด้วยความอิจฉาอันเงียบงัน เขามิได้อิจฉาพลัง มิได้อิจฉาพวกพ้องมิตรสหาย หากเิหลงเย่อิจฉา ‘ความหมายในชีวิต’ ที่เจิ้นเทียนมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
แตกต่างจากเขาที่ปราศจากเส้นทาง ไม่รู้ว่าตนเองเดินต่อไปเพื่อสิ่งใด ใช้ชีวิตไปวัน ๆ คล้ายใบไม้แห้งที่ลอยคว้างไปตามสายลม หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้เขารู้สึก ‘ตื่นขึ้น’ มันคงมีเพียงมิตรสหายและการประลองรายเดือนระหว่างสามกลุ่มในหมู่บ้านเท่านั้น นี่เป็สาเหตุที่เิหลงเย่กระตือรือร้นเป็พิเศษ
ในทุกการต่อสู้ เขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้น รู้สึกถึงความมีอยู่ของตัวเองมากกว่าทุกเวลา…
หากไม่มีการประลองนั้น ชีวิตของเขาอาจจะไม่มีอะไรหลงเหลือให้จดจำเลยก็เป็ได้
เจิ้นเทียนหันกลับมา เผยรอยยิ้มกว้างให้เิหลงเย่ผู้เป็ดั่งกำแพงเหล็กที่ต้องก้าวข้าม เรียวฟันขาวสะอาดสะท้อนกับแสงแดดยามเช้า “ถูกต้อง! ข้าจะเป็เซียนผู้ยิ่งใหญ่! ร่างกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ขึ้นใหม่ กำจัดคนชั่ว ปกป้องคนดี!!”
เิหลงเย่ไม่ได้ตอบ เขาเพียงหลุบตาลงเชื่องช้า เอ่ยวาจาในใจ…
“เ้าน่าประทับใจนัก เ้ามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่… แล้วเป้าหมายของข้าคืออะไรกัน?”