Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 42 : ถนนเหนือ

    ถนนทางเหนือเงียบกว่าที่ควรจะเป็น


    ไม่ใช่ความเงียบของถนนชนบทหลังหิมะตก ไม่ใช่ความเงียบของเมืองที่คนอพยพออกไปหมด และไม่ใช่ความเงียบของป่าสนที่ไม่มีสัตว์เดินผ่าน


    มันเป็นความเงียบแบบที่เหมือนโลกทั้งใบถูกกดลงใต้ผืนหิมะ มีมือขนาดใหญ่บางอย่างวางทับบนท้องฟ้า ปิดเสียงคน ปิดเสียงเมือง ปิดเสียงความหวัง แล้วเหลือไว้เพียงเสียงเล็ก ๆ ที่ยังรอดออกมาได้


    เสียงเครื่องยนต์เก่าที่หายใจติดขัด


    เสียงล้อบดผ่านถนนแข็งใต้ชั้นหิมะเถ้า


    เสียงโลหะหลวม ๆ ใต้ท้องรถสั่นกระทบกันทุกครั้งที่รถตกหลุม


    และเสียงใบปัดน้ำฝนที่ยังทำงานอยู่ทั้งที่ควรพังไปนานแล้ว


    ครืด


    ครืด


    ครืด


    มันปาดหิมะสีเทาออกจากกระจกหน้าเป็นคราบยาว แสงไฟหน้ารถส่องทะลุม่านหมอกขาวขุ่นได้เพียงไม่กี่สิบเมตร ก่อนทุกอย่างจะถูกป่าสนกลืนหายไป ต้นสนสองข้างทางสูงจนยอดหายเข้าไปในเมฆต่ำ กิ่งที่แบกหิมะไว้หนักโน้มเข้าหากันเหนือหลังคารถเหมือนกระดูกซี่โครงของสัตว์ยักษ์ที่กำลังปิดลงช้า ๆ


    รถลำเลียงเก่าเคลื่อนผ่านระหว่างซี่โครงนั้นด้วยเสียงครางต่ำ เหมือนมันรู้ว่าตัวเองไม่ควรยังมีชีวิตอยู่


    คาเอลนั่งอยู่ท้ายรถ หลังพิงผนังเหล็กเย็นจัด ประตูท้ายปิดไม่สนิทปล่อยให้ลมหิมะลอดเข้ามาเป็นเส้นคม ๆ ทุกครั้งที่รถสั่น ความเย็นจะลากผ่านแผลบนหลังเขาเหมือนคมมีดที่ชุบน้ำแข็ง ผ้าพันแผลใต้เสื้อเริ่มตึงจากเลือดแห้งและความหนาว รอยกรงเล็บจากเซิร์กลิงที่จุดตรวจยังปวดเป็นจังหวะลึก ๆ


    เจ็บ


    ยังดีที่มันเจ็บ


    ความเจ็บเป็นของจริง


    มันทำให้เขารู้ว่ายังมีร่างกาย ยังมีเนื้อหนัง ยังมีบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่แผนที่ ไม่ใช่เสียงระบบ ไม่ใช่คำสั่งที่ไม่มีใครควรได้ยิน


    แต่ทุกครั้งที่เขาหลับตา ความเจ็บก็ไม่พอจะดึงเขาไว้


    เพราะทันทีที่เปลือกตาปิด แผนที่ก็เปิดขึ้นในหัว


    ถนนที่ผ่าน


    ถนนที่ขาด


    แนวป่าสน


    ตำแหน่งจุดตรวจที่สิบสอง


    รอยล้อของมาเรนที่หายไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ


    ปริมาณน้ำมัน


    ปริมาณอาหาร


    จำนวนกระสุน


    ระยะทางถึงเส้นทางหลัก


    อุณหภูมิภายนอก


    อัตราความเสี่ยงของเครื่องยนต์ดับกลางหิมะ


    ทุกอย่างเรียงตัวเองด้วยความสงบเกินไป


    สงบเหมือนมีใครบางคนยืนอยู่หลังเขา แล้วจัดโลกทั้งใบให้กลายเป็นตาราง


    คาเอลลืมตาขึ้น


    ในรถมีกลิ่นน้ำมันที่ถ่ายจากรถทหาร กลิ่นดินปืนที่ยังติดอยู่ตามแขนเสื้อ กลิ่นเลือดสีดำของเซิร์กลิงบนพื้นรองเท้า กลิ่นผ้าชื้นจากหิมะละลาย และกลิ่นเหงื่อเย็นของคนที่ยังไม่กล้าหายใจเต็มปอดแม้จะผ่านจุดตรวจมาแล้ว


    ชั่วคราว


    คำคำนั้นลอยขึ้นในหัวเขา


    ความรอดชั่วคราว


    ความปลอดภัยชั่วคราว


    และชีวิตที่โลกใหม่ยอมให้ยืมเพียงทีละช่วงลมหายใจ


    เหมือนโลกใหม่ไม่ยอมมอบอะไรให้มนุษย์นานกว่านั้นอีกแล้ว


    รถตกหลุมเล็ก ๆ จนทุกคนโยกไปข้างหน้า แจ็กซ์สบถจากที่นั่งคนขับ มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างตบแผงหน้าปัดเบา ๆ เหมือนกำลังปลุกสัตว์แก่ที่ใกล้หมดแรง


    “อย่ามาตายตรงนี้นะเพื่อน” เขาพึมพำ “แกยังมีที่ให้ตายแย่กว่านี้อีกเยอะ ฉันเชื่อในศักยภาพความซวยของแก”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แต่ครั้งนี้แจ็กซ์ไม่ได้หันกลับมาขอเสียงตอบเหมือนก่อน เขาแค่จับพวงมาลัยแน่นขึ้น ดวงตาจ้องถนนที่ไฟหน้ารถส่องได้ไกลเพียงแค่เงาของต้นสนแถวแรก ก่อนแสงจะถูกหมอกและหิมะกลืนไปหมด


    โวร่านั่งข้างเขา แผนที่เก่าวางอยู่บนตัก กระดาษเปื่อยตรงขอบ มีรอยพับซ้ำจนเส้นถนนบางส่วนแทบขาด เธอแทบไม่มองมัน แต่ทุกครั้งที่ถนนด้านหน้าเริ่มแยก เธอจะบอกก่อนเสมอ


    “อีกสองร้อยเมตร เบี่ยงซ้าย”


    แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหน้าที่เต็มไปด้วยรอยน้ำแข็ง


    “ฉันยังไม่เห็นทางแยก”


    “เดี๋ยวเห็น”


    รถเคลื่อนต่อไปอีกครู่หนึ่ง แล้วไฟหน้าก็จับเส้นถนนที่เกือบถูกหิมะกลบจนมองไม่ออกจริง ๆ ถ้าไม่รู้มาก่อนว่ามีทางอยู่ตรงนั้น ใครก็คงขับเลยไปจนชนแนวกั้นหรือหลุดออกจากถนน


    แจ็กซ์หันไปมองโวร่าอย่างระแวง


    “ถ้าป้ายถูกหิมะกินไปครึ่งประเทศแล้วเธอยังอ่านออก ฉันจะเริ่มสงสัยว่าเธอเป็นแผนที่เดินได้”


    โวร่ามองถนน ไม่มองเขา


    “แผนที่ไม่ฆ่าคนที่เดินผิดทาง”


    แจ็กซ์เงียบไปหนึ่งจังหวะ


    “ดี งั้นเธออันตรายกว่าแผนที่นิดหน่อย”


    โวร่าไม่ตอบ


    นิ้วของเธอวางอยู่บนขอบแผนที่ แต่คาเอลเห็นว่ามันเกร็งขึ้นเล็กน้อย


    เขาเห็นทุกอย่างง่ายเกินไปช่วงหลัง


    มือซ้ายของแจ็กซ์สั่นตอนเปลี่ยนเกียร์


    นิ้วของมิเลียแตะชายเสื้อซ้ำ ๆ เวลาเธอพยายามไม่มองแผลบนหน้าเขา


    นิกซ์กัดริมฝีปากด้านในจนมีรอยเลือดเล็ก ๆ ทุกครั้งที่วิทยุเงียบเกินไป


    โวร่ามองกระจกข้างเมื่อรถผ่านหลักไมล์เก่าทุกหลัก แม้ตัวเลขบนนั้นแทบอ่านไม่ออกแล้วก็ตาม


    ทั้งหมดไหลเข้ามาในหัวคาเอลพร้อมกัน


    ตำแหน่ง


    สภาพจิตใจ


    ความเสี่ยง


    ความพร้อมในการปะทะ


    เขาเกลียดคำพวกนั้น


    เกลียดที่สมองตนเองเริ่มติดป้ายให้คนที่ยังหายใจอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนวัตถุในสนามรบ


    แต่ยิ่งเกลียด เขายิ่งหยุดยาก


    มิเลียนั่งอยู่ตรงข้ามเขา ข้างนิกซ์ เด็กหนุ่มขดตัวใต้ผ้าห่มที่เธอคลุมให้ มือกำขอบผ้าแน่น ดวงตาปิดอยู่ แต่เปลือกตาขยับเป็นระยะเหมือนเขาไม่ได้หลับ เขากำลังฟังบางอย่าง


    คาเอลมองนิกซ์นานไปนิดหนึ่ง


    มิเลียจึงมองตาม


    แล้วเธอก็มองกลับมาที่เขา


    ไม่พูดอะไร


    แค่สายตา


    สายตาที่ถามว่าเขากำลังเป็นห่วงเด็กคนนั้น หรือกำลังประเมินเด็กคนนั้น


    คาเอลอยากตอบ


    แต่เขาไม่รู้คำตอบ


    วิทยุที่แจ็กซ์ถอดสายออกแล้ววางไว้บนแผงหน้าปัดยังนิ่งสนิท หลังจากมันส่งเสียงเคาะตอนพวกเขาเข้าสู่ป่า ไม่มีใครกล้าแตะมันอีก หน้าจอแตกเป็นเส้นดำ มุมหนึ่งมีไฟสีเขียวจาง ๆ ที่ไม่ควรกะพริบ แต่บางครั้งคาเอลก็รู้สึกเหมือนเห็นมันเต้นอยู่ตรงหางตา


    เขาพยายามไม่มอง


    แต่เสียงยังอยู่


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    ไม่เหมือนเสียงเคาะใต้เมือง


    เสียงใต้เมืองมีความสิ้นหวัง เหมือนคนที่ติดอยู่หลังเหล็กและยังไม่ยอมตาย


    แต่เสียงนี้มีจังหวะ


    เหมือนการทดสอบ


    เหมือนบางสิ่งกำลังเคาะประตูเพื่อดูว่าข้างในยังมีใครได้ยินหรือไม่


    นิกซ์ลืมตาขึ้นช้า ๆ


    คาเอลเห็นก่อนเด็กหนุ่มจะพูด


    “มันยังตามอยู่ไหม” คาเอลถาม


    นิกซ์หันมามองเขา สีหน้าซีดลงเล็กน้อย


    “ไม่ใช่ตาม”


    แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหลังทันที


    “อันนี้ดีหรือแย่”


    นิกซ์ก้มหน้าลง


    “ไม่รู้ครับ”


    เขาพูดคำว่าไม่รู้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ


    และทุกครั้งมันฟังเหมือนคำขอโทษ


    มิเลียเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบา ๆ


    “ค่อย ๆ พูด”


    นิกซ์หลับตาอีกครั้ง ไหล่สั่นเล็กน้อย เหมือนกำลังยืนอยู่กลางเสียงดังมากแต่ต้องอธิบายให้คนอื่นที่ไม่ได้ยินฟัง


    “ตอนอยู่ในเมือง เสียงมันเหมือนหลายอย่างซ้อนกัน ฝูง คน ระบบ เสียงซ่า เสียงพื้นสั่น ทุกอย่างเหมือนวิ่งชนกันในหัว แต่ที่นี่...”


    เขาหยุด


    ลมหายใจออกมาเป็นฝ้าจาง ๆ ในรถที่เย็นลงเรื่อย ๆ


    “ที่นี่เหมือนมีเสียงเดียวอยู่ไกลมาก”


    “เสียงอะไร” แจ็กซ์ถาม ทั้งที่สีหน้าบอกชัดว่าไม่อยากรู้


    นิกซ์ส่ายหน้า


    “ผมไม่รู้ว่ามันคือเสียงไหม มันเหมือน...จังหวะ”


    นิ้วเขากดลงบนผ้าห่มหนึ่งครั้ง


    หยุด


    แล้วกดอีกครั้ง


    ตุบ


    ตุบ


    คาเอลรู้สึกบางอย่างในอกสะท้อนตามจังหวะนั้น


    ไม่แรงพอจะเรียกว่าปวด


    แต่ชัดพอให้รู้ว่าไม่ได้คิดไปเอง


    มิเลียมองเขาทันที


    “คาเอล?”


    เขาสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ


    “ฉันได้ยินนิดหนึ่ง”


    คำตอบนั้นทำให้ทั้งรถเงียบลง


    แจ็กซ์ไม่เล่นมุก


    โวร่าไม่หันกลับมา


    แต่มือของเธอหยุดเคาะขอบแผนที่ทันที


    คาเอลเกลียดความเงียบหลังประโยคแบบนี้


    มันทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเส้นบาง ๆ ถูกขีดลงกลางรถ


    ฝั่งหนึ่งคือคนที่ยังได้ยินโลกแบบเดิม


    อีกฝั่งคือเขากับนิกซ์


    คนที่เริ่มได้ยินสิ่งอื่น


    มิเลียไม่ได้ถอยห่าง


    แต่เธอใช้เวลานานขึ้นหนึ่งวินาทีก่อนเอ่ยถาม


    “มันทำให้นายเจ็บไหม”


    คำถามนั้นเบามาก


    คาเอลมองเธอ


    ไม่ใช่คำถามว่าเสียงคืออะไร


    ไม่ใช่คำถามว่ามันอันตรายไหม


    แต่เป็นคำถามว่าเขายังเจ็บแบบมนุษย์อยู่หรือเปล่า


    “ไม่” เขาตอบ “แค่...รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ไกลมาก”


    มิเลียพยักหน้า


    แล้วมองออกไปนอกประตูท้ายรถ


    นิ้วเธอคลายจากผ้าห่มของนิกซ์ทีละน้อย


    ไม่ได้หนี


    แต่ก็ไม่ได้แตะเขาเหมือนก่อน


    คาเอลเห็น


    และจำมันไว้โดยไม่อยากจำ


    ถนนเริ่มชันขึ้น ป่าสนหนาขึ้นจนไฟหน้ารถเห็นเพียงกำแพงเงาดำกับหิมะที่ปลิวผ่านเหมือนเส้นฝุ่นในอากาศ ไม่มีร่องรอยมนุษย์สองข้างทางนอกจากป้ายบอกระยะที่ล้มเอียงกับเสาไฟฟ้าเก่าที่สายขาดห้อยลงมาเหมือนเส้นเอ็นของสัตว์ตาย


    รถไถลเล็กน้อยตอนขึ้นเนิน แจ็กซ์แก้พวงมาลัยทันที ล้อหลังสะบัดปัดหิมะเป็นวง คาเอลจับขอบเบาะโดยอัตโนมัติ แต่ก่อนรถจะเสียหลัก เขาพูดออกไป


    “ซ้ายอีกนิด อย่าแตะเบรก”


    แจ็กซ์ทำตามทันที


    รถกลับเข้าร่องถนนอย่างหวุดหวิด หิมะกระแทกใต้ท้องรถดังตุบ ก่อนทุกอย่างนิ่งลง


    แจ็กซ์หายใจออกแรง


    “นายรู้ได้ไง”


    คาเอลหยุดไปครึ่งวินาที


    “รอยน้ำแข็งตรงนั้นต่างจากพื้นปกติ”


    แจ็กซ์เหลือบมองถนน


    “ฉันไม่เห็นอะไรเลย”


    คาเอลมองผ่านกระจกหน้า


    เขาเห็น


    เขาเห็นจริง ๆ


    ความต่างของสีเทาเพียงนิดเดียวบนหิมะ มุมที่ไฟหน้ารถสะท้อนชั้นน้ำแข็งใต้ผิว แรงสั่นของล้อก่อนรถไถล ความเร็วที่เหมาะกับการแก้พวงมาลัย


    ทั้งหมดชัดจนเหมือนมีเส้นสีซีดลากบอกทางอยู่ในหัว


    แต่ไม่มีใครอื่นเห็น


    มิเลียไม่ได้พูดอะไร


    นั่นยิ่งทำให้ความเงียบหนักขึ้น


    คาเอลพูดช้ากว่าเดิม


    “ฉันแค่สังเกต”


    แจ็กซ์พึมพำ


    “นายสังเกตเหมือนระบบนำทางที่กินกาแฟดำสามแก้ว”


    คราวนี้ไม่มีใครขำ


    โวร่าพูดขึ้นหลังจากเงียบมานาน


    “เขาเริ่มอ่านถนนเหมือนอ่านสนามรบ”


    คำพูดนั้นไม่ดัง


    แต่มันเหมือนเอาอะไรบางอย่างที่ทุกคนคิดอยู่แล้ววางลงกลางรถ


    คาเอลมองแผ่นหลังของเธอ


    “เธอพูดเหมือนเคยเห็นมาก่อน”


    โวร่าไม่หันมา


    “เคยเห็นเด็กที่ถูกฝึกให้เห็นแบบนั้น”


    “ที่ไหน”


    เธอเงียบ


    รถแล่นผ่านป้ายโลหะเก่าข้างถนน ป้ายถูกสนิมกินจนตัวอักษรหายไปเกินครึ่ง แต่ยังอ่านได้บางส่วน


    เขตสังเกตการณ์สภาพอากาศเหนือ


    พื้นที่ควบคุมเก่า


    ห้ามเข้า


    โวร่ามองป้ายนั้นนานเกินไป


    มือของเธอกำด้ามดาบแน่นขึ้นเล็กน้อย


    คาเอลเห็น


    “โวร่า”


    “อะไร”


    “ที่นี่เกี่ยวกับบ้านของเธอไหม”


    แจ็กซ์ชะลอรถโดยไม่รอคำสั่ง


    นิกซ์ลืมตาขึ้น


    มิเลียมองโวร่าจากด้านหลัง


    ป่าสองข้างทางยังเงียบเหมือนเดิม


    แต่ความเงียบในรถเปลี่ยนไป


    โวร่ามองป้ายจนมันค่อย ๆ ผ่านกระจกข้างไป


    “ไม่ใช่บ้าน”


    เธอพูดหลังจากรถเคลื่อนผ่านป้ายนั้นไปหลายเมตร


    “แค่เส้นทางที่เคยใช้”


    “ใช้ไปไหน” แจ็กซ์ถาม


    โวร่าไม่ตอบทันที


    รถวิ่งผ่านแนวรั้วลวดหนามเก่าที่จมอยู่ใต้หิมะ เสาเหล็กหลายต้นบิดงอเหมือนถูกผลักจากด้านใน ป้ายเตือนบนรั้วแกว่งช้า ๆ ตามแรงลม


    คาเอลมองสัญลักษณ์ซีดบนป้าย


    วงกลมซ้อนกันสามชั้น


    มีเส้นแนวตั้งตัดกลาง


    เหมือนดวงตาที่ถูกผ่าครึ่งด้วยเข็ม


    ภาพนั้นทำให้ปวดขมับขึ้นมาแวบหนึ่ง


    ไม่ใช่ความทรงจำของเขา


    แต่เหมือนเขาเคยเห็นมันจากที่อื่น


    จากไฟล์เสียหาย


    จากจอขาวในห้องประเมิน


    จากเงาที่ติดอยู่ในระบบ


    [ไม่พบสิทธิ์เข้าถึง]


    ข้อความสั้น ๆ แวบขึ้นตรงขอบตา


    คาเอลเกร็งทันที


    มิเลียเห็น


    “อะไรอีก”


    เขาหายใจช้า ๆ


    “ระบบขึ้นข้อความ”


    แจ็กซ์สบถทันที


    “ฉันเริ่มเกลียดระบบที่ไม่มีใครขอให้ติดตั้งในหัวนาย”


    โวร่าหันกลับมาเป็นครั้งแรก


    ดวงตาเธอนิ่งแต่ลึกกว่าปกติ


    “ขึ้นว่าอะไร”


    คาเอลลังเล


    เขาไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่


    แต่การปิดบังตอนนี้จะทำให้ความระแวงในรถหนากว่าเดิม


    “ไม่พบสิทธิ์เข้าถึง”


    โวร่าไม่ถามต่อ


    แต่มือเธอกำแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีด


    คาเอลมองเธอ


    “เธอรู้จักสัญลักษณ์นั้น”


    “เคยเห็น”


    “ที่ไหน”


    “บนประตูที่ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เปิด”


    แจ็กซ์พ่นลมหายใจออกช้า ๆ


    “นั่นมันประโยคแบบคนที่โตในสถานที่เลี้ยงเด็กปกติมาก ๆ เลยนะ”


    โวร่าไม่ตอบมุก


    คาเอลก้มมองปืนในมือ


    ประตูที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิด


    เด็กที่ถูกฝึกให้เห็นสนามรบ


    เส้นทางส่งเสบียง


    ผู้ดูแล


    บ้านที่ไม่ใช่บ้าน


    ทุกอย่างเริ่มต่อกันเป็นโครงร่างบาง ๆ แต่ยังไม่ชัดพอให้เขาเข้าใจ


    และบางที


    โวร่าเองก็ยังไม่อยากเข้าใจมันครบทั้งหมด


    ถนนเริ่มแคบลงหลังผ่านรั้วเก่า หิมะหนาขึ้นจนรถเคลื่อนช้าลง แจ็กซ์ต้องเร่งเครื่องเป็นจังหวะ ล้อหลังหมุนฟรีบางครั้งจนหิมะกระจายขึ้นสองข้างทางเป็นละอองสีเทา


    ฟ้าเริ่มมืดทั้งที่ยังไม่ควรถึงเวลาเย็น


    แสงบนป่าสนเปลี่ยนจากสีเทาอ่อนเป็นสีตะกั่วเข้ม เงาต้นไม้ยืดยาวจนเหมือนกำลังเคลื่อนไปพร้อมรถ ท้องฟ้ามีเมฆหนาต่ำแขวนอยู่เหนือยอดสน ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีช่องแสง ไม่มีสีอื่นนอกจากเทา ดำ และขาวหม่น


    แจ็กซ์จอดรถลงข้างทางเมื่อเข็มความร้อนเครื่องยนต์กระตุกขึ้นลงผิดจังหวะ


    “โอเค หยุดพักก่อนที่มันจะระเบิดใส่หน้าฉัน”


    ไม่มีใครค้าน


    รถหยุดกลางถนนแคบที่สองข้างเป็นป่าสนหนาทึบ หิมะตกเบาลง แต่ลมเย็นยังพัดผ่านกิ่งไม้จนเกิดเสียงเสียดสีต่ำ ๆ คล้ายเสียงกระซิบที่ฟังไม่ออก


    แจ็กซ์เปิดฝากระโปรง ไอร้อนพุ่งขึ้นปะทะอากาศหนาวเป็นหมอกสีขาว เขายื่นหน้าเข้าไปดูเครื่องยนต์แล้วทำเสียงเหมือนคนเห็นคนไข้ที่ไม่อยากรักษาต่อแล้ว


    “ฉันขอพูดในฐานะหมอประจำรถคันนี้นะ” เขาว่า “มันเกลียดเรา”


    โวร่ายืนเฝ้าด้านซ้ายของถนน ดาบยังอยู่ในฝักแต่ปลายนิ้ววางบนด้าม มิเลียพานิกซ์ลงจากรถเพื่อให้ยืดขา เด็กหนุ่มก้าวลงบนหิมะแล้วเซเล็กน้อย มือของเขาจับประตูรถไว้แน่นกว่าที่ควร


    คาเอลตรวจเส้นทางด้านหน้า


    ไม่มีรอยล้ออื่น


    ไม่มีรอยเท้า


    มีเพียงพื้นหิมะเรียบและเงาป่าสนที่มองไม่ทะลุ


    เขาก้มลงแตะหิมะตรงขอบถนน


    เย็น


    แต่ไม่เย็นเท่าที่ควร


    หรือไม่ใช่


    บางทีนิ้วเขาแค่ไม่ตอบสนองเหมือนเดิม


    มิเลียเดินมาหาเขาพร้อมขวดน้ำในมือ น้ำในขวดเริ่มจับเป็นเกล็ดน้ำแข็งครึ่งหนึ่ง เธอแบ่งให้ทุกคนคนละนิดอย่างเงียบ ๆ ไม่ถามว่าใครต้องการมากกว่าใคร เพราะคำถามแบบนั้นจะทำให้ทุกคนโกหก


    เมื่อเธอยื่นขวดให้คาเอล มือเธอเฉี่ยวมือเขา


    นิ้วเธอเย็นจนผิวซีด


    แต่นิ้วของเขาไม่ชาเท่าที่ควร


    คาเอลเพิ่งรู้ตัวตอนนั้น


    เขาไม่ได้สั่น


    ทุกคนสั่นนิด ๆ จากความหนาว


    แจ็กซ์ห่อตัวใต้เสื้อกันหนาว


    มิเลียเป่าลมหายใจใส่มือ


    นิกซ์ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม


    แม้แต่โวร่ายังขยับไหล่เพื่อต้านลม


    แต่เขาไม่สั่น


    ไม่ใช่เพราะไม่หนาว


    เขารู้สึกหนาว


    แต่ร่างกายเหมือนกำลังเรียนรู้วิธีตัดความเจ็บจากอุณหภูมิออกจากสัญญาณที่ไม่จำเป็น


    มิเลียมองมือเขา


    คาเอลเห็นเธอสังเกตเห็น


    เธอยื่นถุงมืออีกข้างให้เขา


    “ใส่ไว้”


    “ฉันไม่เป็นไร”


    ประโยคนั้นหลุดออกไปเร็วเกิน


    เธอนิ่ง


    ถุงมือยังค้างอยู่ในมือ


    “ฉันไม่ได้ถามว่านายเป็นอะไรไหม”


    เสียงเธอเบา


    แต่ทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับลงพื้น


    เขารับถุงมือมา


    “ขอบคุณ”


    มิเลียพยักหน้า


    แล้วหันไปจัดเสบียงต่อ


    ช่องว่างระหว่างพวกเขาไม่ได้กว้างขึ้น


    แต่มันยังอยู่


    ชัดเจนพอให้ลมหนาวลอดผ่าน


    นิกซ์พยายามกินแท่งอาหารฉุกเฉิน เขากัดไปคำหนึ่งแล้วหยุด มือจับท้องตัวเอง สีหน้าแย่ลงทันที


    มิเลียเดินไปหาเขา


    “กินไม่ได้เหรอ”


    นิกซ์ส่ายหน้า


    “มัน...รสเหมือนสนิม”


    แจ็กซ์โผล่หัวจากเครื่องยนต์


    “มันก็รสเหมือนสนิมอยู่แล้วนะ ฉันกินไปเมื่อกี้ ยังคิดว่าตัวเองเลียประตูโรงงาน”


    “ไม่ใช่แบบนั้น” นิกซ์พูดเบา ๆ “ร่างกายผมไม่อยากรับมัน”


    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบ


    นิกซ์ก้มหน้าลงทันทีเหมือนเสียใจที่พูดออกมา


    คาเอลเดินไปนั่งยองตรงหน้าเขา


    “อยากกินอะไร”


    คำถามธรรมดา


    แต่คำตอบที่นิกซ์ให้ช้าจนเหมือนต้องขุดมันออกจากที่ลึกมาก


    “ผมไม่รู้”


    เขากำแท่งอาหารในมือแน่น


    “ผมกลัวคำตอบ”


    มิเลียหลับตาลงชั่วครู่


    คาเอลมองเด็กหนุ่มตรงหน้า


    นิกซ์เคยเป็นคนที่บ่นว่าหิวมากกว่าทุกคนตอนอยู่ในฐาน เคยแย่งขนมจากแจ็กซ์ เคยหัวเราะตอนโวร่ามองอาหารกระป๋องเหมือนมันเป็นวัตถุแปลกปลอม


    ตอนนี้เขากลัวความหิวของตัวเอง


    คาเอลยื่นขวดน้ำให้


    “งั้นวันนี้แค่น้ำก่อน”


    นิกซ์รับไป


    “ถ้าผมกลายเป็น—”


    “ยังไม่ต้องพูด”


    เสียงคาเอลเบากว่าที่คิด


    นิกซ์เงยหน้ามองเขา


    คาเอลเองก็ไม่แน่ใจว่ากำลังปลอบนิกซ์หรือปลอบตัวเอง


    “ตอนนี้นายยังอยู่ตรงนี้”


    นิกซ์มองเขานานมาก


    แล้วพยักหน้า


    แจ็กซ์ปิดฝากระโปรงลงในที่สุด


    “ข่าวดี รถยังวิ่งได้ ข่าวร้าย มันทำเหมือนเรากำลังบังคับคนแก่ปีนเขา”


    “ต้องทำอะไรไหม” คาเอลถาม


    “ต้องให้โลกหยุดพังสักชั่วโมงหนึ่ง ฉันจะได้ซ่อมดี ๆ”


    ไม่มีใครตอบ


    แจ็กซ์ถอนหายใจ


    “ใช่ ฉันก็รู้ว่า request นี้ยากไป”


    เขาเดินกลับไปท้ายรถ แล้วเปิดกล่องพยาบาลอีกครั้ง มือเขาค้นทุกช่องอย่างรวดเร็ว ทั้งผ้าพันแผล ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ปวด เข็มฉีดยา ขวดน้ำเกลือเล็ก ๆ ที่เริ่มเย็นจนเกือบแข็ง และหลอดยาที่ฉลากหลุดเกือบหมด


    เขาหยิบหลอดหนึ่งขึ้นมา เพ่งดู


    หวัง


    เพียงเสี้ยววินาทีเดียว


    แล้วความหวังก็ดับลง


    เขาโยนหลอดยากลับเข้าไปในกล่องแรงเกินจำเป็น


    พลั่ก


    เสียงนั้นดังเกินไปในป่าเงียบ


    มิเลียหันไป


    คาเอลไม่ต้องถามก็รู้


    ซอเรน


    พิษหรือกรดที่ยังอยู่ในร่างของเขา


    สารยับยั้งชีวภาพที่พวกเขายังหาไม่เจอ


    แจ็กซ์ยืนนิ่งอยู่ข้างกล่องพยาบาล มือข้างหนึ่งค้างบนฝา สีหน้าของเขาไม่ใช่ตลก ไม่ใช่ประชด ไม่ใช่ความโกรธธรรมดา แต่เป็นความหงุดหงิดของคนที่รู้ว่าตัวเองยังหายใจอยู่ ขณะที่บางคนที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังอาจกำลังนับเวลาถอยหลัง


    คาเอลเดินไปยืนข้างเขา


    “เราจะหาให้เจอ”


    แจ็กซ์ไม่มองเขา


    “นายพูดเหมือนเส้นทางยังฟังเหตุผล”


    “ฉันพูดเพราะถ้าไม่พูด นายจะหยุดซ่อมรถ”


    แจ็กซ์นิ่งไป


    แล้วหัวเราะออกมาสั้น ๆ คราวนี้มีความจริงอยู่ในนั้นเล็กน้อย


    “ฉันเกลียดที่นายรู้จักฉันดีตอนโลกพัง”


    คาเอลไม่ตอบ


    บางครั้งการรู้จักใครสักคนก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การคำนวณโหดร้ายขึ้น


    เพราะยิ่งรู้จัก ยิ่งรู้ว่าถ้าเสียเขาไป จะเสียอะไรบ้าง


    พวกเขากลับขึ้นรถหลังพักไม่นาน


    เครื่องยนต์ติดหลังแจ็กซ์หมุนกุญแจครั้งที่สาม เสียงมันแหบเหมือนคนแก่สำลักควัน ก่อนกลับมาเดินเบาเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ


    รถเคลื่อนต่อ


    ไม่นานถนนก็พาพวกเขาออกจากแนวป่าสนหนาเข้าสู่พื้นที่กึ่งเปิด ข้างทางมีซากป้อมเล็ก ๆ จมอยู่ในหิมะ เสาไฟฉุกเฉินหักครึ่ง รถพยาบาลทหารคันหนึ่งคว่ำอยู่ตรงไหล่ทาง ครึ่งคันถูกหิมะกลบจนเหลือเพียงล้อหลังและตรากางเขนสีซีดบนตัวถัง


    แจ็กซ์ชะลอรถทันที


    ป้ายโลหะข้างทางเอียงจนเกือบล้ม แต่ยังอ่านได้บางส่วน


    คลังเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน


    แจ็กซ์ไม่รอใครสั่ง


    เขาหยุดรถทันที


    “ฉันลงไปดู”


    เสียงเขาเร็วเกินไป


    คาเอลมองด่านเล็ก ๆ ตรงหน้า


    มันดูร้าง


    ร้างเกินไป


    หิมะปกคลุมพื้นทุกส่วนเหมือนผ้าขาวที่ยังไม่เคยถูกเหยียบ แต่ตรงซากรถพยาบาลมีรอยกวาดใหม่มาก เส้นหิมะบางจุดเรียบเกินธรรมชาติ กระป๋องอาหารสามกระป๋องวางอยู่ใกล้ประตูรถพยาบาลในตำแหน่งที่เห็นง่ายเกินไป


    และมีเส้นบาง ๆ ขึงอยู่ระหว่างซากรถกับเสาป้าย


    บางจนแทบมองไม่เห็น ถ้าแสงจากไฟหน้ารถไม่สะท้อนขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที


    “หยุด”


    เสียงคาเอลดังขึ้นก่อนแจ็กซ์เปิดประตูสุด


    แจ็กซ์ชะงัก


    “อะไร”


    คาเอลไม่ตอบทันที


    เขามองด่าน


    เส้นลวด


    ตำแหน่งซุ่ม


    เงาหลังรถพยาบาล


    รอยหิมะที่ถูกอัดแน่นตรงหลังป้อม


    รูบนป้ายเหล็กที่ใหญ่พอให้ปากกระบอกปืนลอดออกมา


    ห้าคน


    ไม่ใช่


    หก


    คนหนึ่งเตี้ยกว่า น่าจะวัยรุ่น


    อาวุธเก่า


    ปืนล่าสัตว์สอง


    ปืนพกหนึ่ง


    มีดหรือท่อเหล็กอีกสอง


    ระยะยิงไม่ดี


    แต่ถ้าเขาให้โวร่าออกทางซ้าย เธอจะปิดปากคนแรกได้ในสามวินาที มิเลียดึงนิกซ์กลับเข้ารถ แจ็กซ์หมอบต่ำ คาเอลยิงตัดคนถือปืนด้านขวา


    โอกาสรอดของทีมสูง


    ฝ่ายนั้นตายอย่างน้อยสามคน


    ความคิดนั้นเรียงตัวอย่างเย็นชาเกินไป


    [เส้นทางปลอดภัย: กำจัดสิ่งกีดขวาง]


    ข้อความปรากฏขึ้นตรงขอบการมองเห็นเพียงวูบเดียว


    คาเอลกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ


    ไม่


    ไม่ใช่แบบนั้น


    มิเลียมองเขาทันที


    เธอไม่เห็นข้อความ


    แต่เห็นเขา


    เห็นวินาทีที่เขาเกือบปล่อยให้ตัวเลขตอบแทน


    คาเอลยกมือขึ้นช้า ๆ


    “ออกมา”


    ความเงียบตอบกลับมา


    ลมหิมะพัดกระป๋องอาหารให้กลิ้งเบา ๆ


    กริ๊ก


    กริ๊ก


    คาเอลยิงหนึ่งนัด


    กระสุนตัดเส้นลวดขึงกับดักขาด เสียงโลหะดีดดังแหลม ก่อนกระป๋องที่ผูกไว้ด้านหลังซากรถจะร่วงกระแทกพื้น ระเบิดทำเองลูกเล็ก ๆ กลิ้งออกมาจากใต้รถพยาบาลแต่ไม่ทำงาน เพราะสลักถูกดึงผิดจังหวะ


    แจ็กซ์อ้าปากค้าง


    “โอเค อันนั้นฉันเกือบเหยียบใช่ไหม”


    คาเอลยิงนัดที่สองใส่ป้ายเหล็กห่างจากเงาหลังป้อมไม่ถึงฝ่ามือ


    เปรี้ยง


    เสียงกระสุนกระแทกโลหะดังสะท้าน


    คนที่ซ่อนอยู่สะดุ้งจนปากกระบอกปืนโผล่ออกมาให้เห็น


    “พอ” คาเอลพูด “เราเห็นคุณแล้ว”


    ครู่หนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    จากนั้นคนหกคนค่อย ๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน


    ไม่ใช่กองโจร


    ไม่ใช่ทหาร


    ไม่ใช่ฝูงบ้าคลั่ง


    เป็นคนหิว หนาว และกลัว


    เสื้อผ้าพวกเขาปะปนกันระหว่างชุดกันหนาวพลเรือนกับเครื่องแบบทหารที่ถอดจากศพ บางคนพันผ้าพันคอจนเหลือแค่ดวงตา บางคนถือปืนเก่าที่มือสั่นมากกว่าจะข่มขู่ได้จริง เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังสุด มือกำมีดทำครัวไว้แน่นเกินไปจนข้อมือแข็ง


    หัวหน้ากลุ่มเป็นชายร่างเตี้ย ผมและหนวดมีน้ำแข็งเกาะตามปลาย เขายกปืนล่าสัตว์ขึ้นแต่ไม่ได้เล็งตรง ๆ เหมือนรู้ว่าถ้ายิงตอนนี้ ทุกคนจะตายพร้อมกัน


    “ถ้าไม่ยิงเรา พวกนายโง่ หรือมีของเหลือมากเกินไป” เขาพูด


    คาเอลมองเขา


    “ไม่มีอย่างหลัง”


    ชายคนนั้นหัวเราะแห้ง ๆ


    “งั้นอย่างแรก”


    “อาจใช่”


    คำตอบทำให้ชายคนนั้นชะงัก


    ไม่มีใครคาดว่าคนถือปืนตรงหน้าจะยอมรับแบบนั้น


    มิเลียขยับมาอยู่ด้านหลังคาเอลครึ่งก้าว นิกซ์ยังอยู่ในรถแต่เงยหน้ามองออกมา โวร่าหายไปจากมุมสายตาคนกลุ่มนั้นแล้ว ซึ่งแปลว่าเธออยู่ในตำแหน่งที่ถ้าพวกเขาขยับผิด เธอจะจบเรื่องได้ก่อนเสียงปืนดังครบสองนัด


    คาเอลรู้


    ทุกคนไม่รู้


    นั่นทำให้เขายิ่งต้องระวังตัวเอง


    “เราต้องการเวชภัณฑ์” แจ็กซ์พูดจากข้างรถ เสียงเขาตึงจนไม่เหมือนมุกเลย “สารยับยั้งชีวภาพ หรืออะไรก็ได้ที่ใช้กับพิษกัดเนื้อเยื่อ”


    ชายหัวหน้ากลุ่มมองเขา


    “ที่นี่ไม่มีแล้ว”


    แจ็กซ์กำหมัดแน่น


    “คุณค้นหมดแล้ว?”


    “เราค้นก่อนที่จะเริ่มปล้นคนอื่น”


    เด็กวัยรุ่นด้านหลังหลุบตาลง


    ประโยคนั้นไม่ได้ฟังเหมือนอวด


    มันฟังเหมือนคำสารภาพ


    ชายหัวหน้ากลุ่มลดปืนลงเล็กน้อย แต่ยังไม่วาง


    “ถ้าเราไม่ตั้งกับดัก คนที่มาถึงก่อนจะเอาทุกอย่างไป ถ้าเราตั้งกับดัก เราก็กลายเป็นโจร เราเลือกแบบไหนก็ไม่เหลืออะไรให้ภูมิใจอยู่ดี”


    มิเลียมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    “มีใครบาดเจ็บไหม”


    ชายคนนั้นหัวเราะสั้น ๆ


    “ทุกคน”


    มิเลียไม่เถียง


    เพราะคำตอบนั้นจริงในโลกนี้มากเกินไป


    เด็กวัยรุ่นด้านหลังมองนิกซ์นานเกินไป


    นิกซ์รับรู้แล้วก้มหน้าลง


    คาเอลเห็นเด็กคนนั้นขยับปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ผู้หญิงข้าง ๆ รีบจับแขนเขาไว้


    ความกลัวชนิดเดียวกับที่มาเรนเคยมองนิกซ์กลับมาอีกครั้ง


    ไม่ใช่กลัวเด็กคนหนึ่ง


    แต่กลัวสิ่งที่เด็กคนนั้นอาจได้ยิน


    คาเอลมองกลุ่มคนตรงหน้า


    หกคน


    ปืนสาม


    เด็กหนึ่ง


    เสบียงน้อย


    ถ้าให้เสบียงพวกเขา พวกคาเอลจะลดเวลารอดลงอีก


    ถ้าไม่ให้ พวกเขาอาจตายภายในสองคืน


    ถ้ายึดของพวกเขา ทีมจะได้อาหารเพิ่ม


    ถ้ากำจัด—


    423


    76


    ตัวเลขกระแทกหัวเขาเหมือนประตูเหล็กปิดลงอีกครั้ง


    มิเลียพูดเบามากจากด้านหลัง


    “คาเอล”


    เขาหายใจเข้า


    หนาวจนเจ็บ


    “เราจะแบ่งน้ำกับอาหารให้เล็กน้อย” เขาพูด “แลกข้อมูลถนนข้างหน้าและที่ที่อาจมีเวชภัณฑ์”


    ชายหัวหน้ากลุ่มหรี่ตา


    “น้อยแค่ไหน”


    “น้อยพอให้เราไม่ตาย และมากพอให้คุณไม่ยิงเราเพราะหมดหวัง”


    ชายคนนั้นจ้องเขาอยู่พักหนึ่ง


    แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ


    “แกพูดเหมือนคนที่เคยตัดสินใจให้คนตายมาแล้ว”


    มิเลียเงียบลงทันที


    คาเอลไม่ตอบ


    เพราะการปฏิเสธจะเป็นคำโกหก


    ชายคนนั้นมองเขานานขึ้น


    เหมือนเห็นคำตอบจากความเงียบ


    สุดท้ายเขาลดปืนลง


    “ข้างหน้าอีกสิบกิโล มีเมืองเล็ก ๆ อยู่ริมถนน มีสถานีบริการ คลินิก ร้านขายยา ถ้าไฟยังติด แปลว่าระบบสำรองบางอย่างยังทำงาน”


    แจ็กซ์เงยหน้าทันที


    “คลินิก?”


    “ใช่”


    “มียาไหม”


    “ไม่รู้ ไม่มีใครกลับออกมาหลังเข้าไปตอนกลางคืน”


    ความเงียบตกลงอีกครั้ง


    เด็กวัยรุ่นด้านหลังพูดขึ้นเบามาก


    “เมืองนั้นไม่เงียบครับ”


    ผู้ใหญ่ข้าง ๆ หันไปดุทันที


    “หุบปาก”


    แต่เด็กพูดต่อ เหมือนประโยคนั้นติดอยู่ในคอเขามานานเกินไป


    “มันแค่รอให้เราตอบ”


    แจ็กซ์หลับตา


    “มีเมืองไหนเหลือที่ควรเข้าได้ตอนฟ้ามืดบ้างไหม”


    เด็กวัยรุ่นไม่ตอบอีก


    ชายหัวหน้ากลุ่มเป็นคนพูดแทน


    “ถ้าแกเข้าเมืองนั้นแล้วได้ยินคนเรียกชื่อ อย่าตอบ”


    คาเอลมองเขา


    “คุณเคยเข้าไป?”


    ชายคนนั้นส่ายหน้า


    “คนที่เข้าไปต่างหากที่เคยกลับมาใกล้พอจะพูดประโยคนี้ ก่อนหยุดหายใจ”


    คาเอลไม่ถามต่อ


    บางคำตอบไม่ได้ทำให้รอดมากขึ้น


    แค่ทำให้กลัวแม่นขึ้น


    มิเลียแบ่งอาหารแห้งกับน้ำเล็กน้อยให้พวกนั้น เธอไม่ยิ้ม ไม่ทำเหมือนการช่วยเล็กน้อยนี้ยิ่งใหญ่ เพราะทุกคนรู้ว่ามันไม่พอ


    แต่ไม่พอก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย


    ชายหัวหน้ากลุ่มรับถุงอาหารไปด้วยมือที่ยังไม่มั่นใจ


    ตอนกลับขึ้นรถ แจ็กซ์ถือกล่องเวชภัณฑ์เปล่าในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโยนมันกลับไปในซากรถพยาบาลเบากว่าตอนแรก


    เหมือนสุดท้ายเขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะโกรธกล่องที่ไม่มีความผิด


    รถลำเลียงออกจากด่านเล็ก ๆ ไม่นานหลังจากนั้น


    บรรยากาศในรถแย่ลงกว่าเดิม


    ไม่มีใครพูดว่าเพราะอะไร


    แต่ทุกคนรู้


    น้ำลดลง


    อาหารลดลง


    เวลาเหลือน้อยลง


    และข้างหน้ามีเมืองที่รอให้คนตอบ


    คาเอลนั่งนิ่งอยู่ท้ายรถ สมองเริ่มคำนวณผลของการแบ่งเสบียงโดยไม่ตั้งใจ


    น้ำที่เสียไป


    พลังงานที่ลดลง


    ระยะที่ต้องตัดสินใจเข้าค้นเมืองเร็วขึ้น


    ความเสี่ยงต่อทีมเพิ่มขึ้นเท่าไร


    เขาเกือบคิดคำว่าคุ้ม


    มิเลียพูดขึ้นโดยไม่มองเขา


    “อย่าเอาคำว่าคุ้มมาวางบนคน”


    คาเอลชะงัก


    เขาไม่รู้ว่าเธออ่านความคิดเขาออก หรือแค่รู้จักเขาดีเกินไป


    บางครั้งอย่างหลังน่ากลัวกว่า


    “ฉันยังไม่ได้พูด”


    “แต่เกือบคิดแล้ว”


    คาเอลไม่เถียง


    เพราะเธอพูดถูก


    นิกซ์ขยับตัวใต้ผ้าห่ม


    ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะหนาว


    เขากุมคอตัวเอง สีหน้าบิดเหมือนมีอะไรบีบจากข้างใน


    มิเลียหันไปทันที


    “นิกซ์”


    “ผมได้ยินหัวใจ”


    เสียงเขาแหบ


    คาเอลเอนตัวไปข้างหน้า


    “ของใคร”


    นิกซ์ส่ายหน้า


    “ไม่รู้”


    เขาหลับตาแน่น


    “แต่มันอยู่ไกลกว่าที่ผมควรได้ยิน”


    รถเงียบ


    มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และหิมะกระทบกระจก


    นิกซ์กดมือกับหน้าอกเหมือนพยายามแยกเสียงหัวใจของตัวเองออกจากสิ่งที่ได้ยิน


    “มันไม่เต้นเหมือนคน บางจังหวะเร็วเหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ หลายตัววิ่งพร้อมกัน บางจังหวะช้ามาก เหมือนอะไรใหญ่ ๆ กำลังหลับอยู่ใต้พื้น”


    แจ็กซ์ค่อย ๆ ลดความเร็ว


    นิกซ์ไม่มองเขา


    เขาหันไปมองแนวป่าด้านขวา


    “มันขยับ”


    คำพูดนั้นมาพร้อมกับเสียงบางอย่างกระทบพุ่มไม้ข้างทาง


    ไม่ดัง


    แต่พอให้ทุกคนหัน


    ไฟหน้ารถกวาดผ่านซากกวางตัวหนึ่งข้างถนน ร่างมันถูกกัดกินไปครึ่งหนึ่ง แต่รอยแผลไม่เหมือนสัตว์ป่าฉีกทึ้ง เนื้อบางส่วนเหมือนถูกละลายจนเป็นขอบดำ มีกลิ่นหวานเน่าลอยเข้ามาในรถแม้ประตูจะปิดอยู่


    มิเลียยกมือปิดจมูก


    แจ็กซ์สบถ


    “นั่นไม่ใช่ฝีมือหมาป่าธรรมดาแน่”


    โวร่ามองป่า


    “อย่าหยุด”


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่ง


    เครื่องยนต์สะดุดหนึ่งครั้ง ก่อนรถจะพุ่งต่อ


    เงาหนึ่งเคลื่อนขนานไปกับรถในแนวต้นสน


    ตอนแรกมันเหมือนหมาป่า


    แต่ใหญ่เกินไป


    ตัวมันต่ำและยาว ขาหน้ากางกว้างผิดธรรมชาติ ขนบางส่วนหลุดเป็นหย่อม เผยแผ่นแข็งสีดำใต้ผิวเหมือนเกราะบาง ๆ ดวงตาเป็นฝ้าขาวทั้งสองข้าง แต่หัวของมันหันตามรถอย่างแม่นยำราวกับมันไม่ได้ใช้ตาในการมอง


    มันไม่บุก


    มันวิ่งขนาน


    ทดสอบความเร็ว


    คาเอลยกปืน


    “อย่ายิงจนกว่ามันจะเข้าใกล้”


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่งแรงขึ้น รถสั่นทั้งคัน


    สัตว์กลายพันธุ์เร่งตาม


    กิ่งไม้แตกกระจายด้านข้าง มันพุ่งออกจากป่าเป็นเงาดำ กระแทกเข้าด้านข้างรถจนเหล็กบุบ เสียงดังสนั่นทำให้มิเลียเสียหลักเกือบล้มจากเบาะ คาเอลคว้าขอบเสื้อเธอไว้ทันก่อนเธอกระแทกพื้น


    เธอมองเขาเพียงเสี้ยววินาที


    ไม่มีเวลาพูด


    สัตว์ตัวนั้นกระโจนขึ้นอีกครั้ง ขาหน้ามันเกี่ยวขอบหน้าต่างแตก กรงเล็บขูดโลหะเป็นเสียงแหลมจนฟันคาเอลเสียว


    แจ็กซ์ตะโกน


    “ยิงมันออกไปจากรถฉัน!”


    คาเอลเล็งไปที่หัว แต่รถกระแทกหลุมทำให้วิถีกระสุนเปลี่ยน เขาเห็นเส้นทางยิงในหัวทันที


    ถ้ายิงตอนนี้ กระสุนอาจแฉลบเข้าใกล้แจ็กซ์


    ชะลอครึ่งวินาที รอให้มันยกตัว


    ยิงที่ข้อหน้า


    เขากำลังคำนวณอีกแล้ว


    แต่ครั้งนี้เขาเลือกใช้มันโดยไม่ปล่อยให้มันเลือกแทน


    “มิเลีย ก้ม!”


    มิเลียก้มลงทันที


    คาเอลยิง


    กระสุนเจาะเข้าขาหน้าสัตว์กลายพันธุ์ มันร้องเสียงแหบต่ำ ไม่เหมือนสัตว์ ไม่เหมือนฝูง แต่เหมือนลมหายใจผ่านท่อแตก มันหลุดจากขอบรถ กลิ้งกระแทกพื้นถนนแล้วลุกขึ้นใหม่เร็วเกินไป


    โวร่าขยับ


    เธอเปิดประตูด้านข้างในจังหวะที่รถยังวิ่ง มือหนึ่งจับขอบประตู อีกมือดึงมีดออก แสงม่วงเข้มวาบขึ้นสั้นมาก เหมือนเงาถูกกรีดให้เปิด เธอปล่อยตัวออกไปครึ่งลำตัวตอนสัตว์ตัวนั้นพุ่งเข้ามาอีกครั้ง


    “โวร่า!” แจ็กซ์ตะโกน


    ใบมีดของเธอตัดผ่านขาหน้าของมันในจังหวะที่รถเฉียดร่างมันพอดี เลือดสีดำข้นพุ่งกระจายบนหิมะเป็นเส้นยาว สัตว์กลายพันธุ์เสียหลัก กระแทกไหล่เข้ากับต้นสนจนเปลือกไม้แตกกระจาย


    โวร่าดึงตัวกลับเข้ารถทันก่อนประตูกระแทกกรอบเหล็ก


    รถส่ายอย่างรุนแรง แจ็กซ์กัดฟันประคองพวงมาลัย


    “ทุกคนช่วยจำไว้ด้วยว่าฉันเป็นคนขับ ไม่ใช่นักมายากล!”


    สัตว์ตัวนั้นยังไม่ตาย


    มันลุกขึ้นอีกครั้ง ขาหน้าข้างหนึ่งลากไปกับพื้น แต่ยังวิ่งตามมา


    นิกซ์กุมหัว


    “มันไม่ได้หิวอย่างเดียว”


    คาเอลหันไปหาเขา


    “มันทำอะไร”


    นิกซ์ลืมตาขึ้น


    ดวงตาเขามีความกลัวที่ลึกกว่าก่อน


    “มันนับ”


    คำตอบทำให้ทั้งรถเงียบไปชั่ววินาที แม้ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์และลม


    มันนับ


    ไม่ใช่ล่าแบบสัตว์


    ไม่ใช่หิวแบบสิ่งมีชีวิต


    มันกำลังวัด


    ทดสอบ


    ประเมิน


    เหมือนฝูงกำลังเรียนรู้รูปแบบของพวกเขาผ่านสัตว์ที่เสียรูปตรงนั้น


    คาเอลรู้สึกมือขวากระตุก


    ภาพปืนกระบอกเดิมวาบขึ้นในความทรงจำ


    น้ำหนักที่คุ้นเคย


    ด้ามจับ


    เสียงโลหะขึ้นลำ


    ความรู้สึกตอนระบบสร้างมันขึ้นมาในมือ


    และความเจ็บที่ตามมา


    เลือดที่ไหลออกจากแขน


    เส้นสีดำใต้ผิว


    คำเตือนที่ยังติดอยู่ในหัว


    ไม่


    เขากำมือแน่นจนข้อนิ้วซีด


    ไม่เรียก


    ไม่ใช่ตอนนี้


    ไม่ใช่เพราะสัตว์ตัวเดียว


    ไม่ใช่เพราะความกลัว


    มิเลียมองมือเขา


    เธอเห็น


    อีกแล้ว


    คาเอลยกปืนธรรมดาขึ้นแทน


    “แจ็กซ์ เร่งผ่านเนินข้างหน้า พอฉันสั่งให้หักซ้าย”


    “เนินไหน ฉันเห็นแต่หิมะกับความตาย”


    “สามวินาที”


    สัตว์กลายพันธุ์เร่งตามด้านขวาอีกครั้ง แม้ขาหน้าจะขาดครึ่ง มันอ้าปากกว้างเกินรูปทรงของสัตว์ป่า เห็นเนื้อด้านในสีดำแดงกับฟันที่เหมือนเพิ่งงอกเพิ่มผิดตำแหน่ง


    “สอง”


    คาเอลเล็งไปที่ต้นสนเล็กด้านข้างถนน ไม่ใช่ตัวมัน


    “หนึ่ง”


    “ซ้าย!”


    แจ็กซ์หักพวงมาลัย


    รถปัดไปอีกเลน ล้อหลังเกือบไถลออกนอกถนน


    คาเอลยิงต้นสนเล็กตรงโคน กระสุนทำให้ไม้ที่ถูกหิมะกดหนักอยู่แล้วแตกออก เสียงดังเปรี๊ยะ กิ่งใหญ่ที่แบกหิมะหนาหักลงมาพอดีกับที่สัตว์กลายพันธุ์พุ่งผ่าน


    หิมะและกิ่งไม้ถล่มทับมัน


    เสียงร้องต่ำขาดหายไปในทันที


    รถพุ่งผ่านเนินไปอย่างทุลักทุเล แจ็กซ์ไม่ชะลอจนผ่านไปอีกหลายร้อยเมตร


    ไม่มีใครพูด


    ทุกคนฟังเสียงด้านหลัง


    ไม่มีเสียงตามมา


    แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันตายจริงไหม


    หรือแค่หยุดนับพวกเขาชั่วคราว


    คาเอลลดปืนลงช้า ๆ


    แผลหลังเขาปวดจนภาพข้างหน้าเบลอเล็กน้อย มิเลียจับแขนเขาไว้ทันที ไม่แรง แค่พยุง


    “นายเกือบทำอะไรเมื่อกี้”


    คาเอลไม่ตอบทันที


    เขามองมือขวาตัวเอง


    ยังไม่มีเลือด


    ยังไม่มีเส้นดำ


    “ฉันหยุดแล้ว”


    มิเลียมองเขา


    คำตอบนั้นไม่ใช่คำปลอบ


    แต่เป็นความจริงเท่าที่เขามี


    เธอค่อย ๆ ปล่อยแขนเขา


    ช้า


    ไม่ใช่เพราะรังเกียจ


    แต่เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยเร็วเกินไป เขาจะหายไปที่อื่น


    โวร่านั่งกลับที่เดิม ใบหน้าเรียบสนิท แต่ดวงตาเธอมองทางเหนือไม่ละ


    เธอกลัวสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามากกว่าสัตว์ที่เพิ่งไล่พวกเขา


    คาเอลเห็น


    และไม่ถาม


    เพราะบางคำถามควรรอจนคนตอบมีที่ให้ยืนมากกว่านี้


    รถแล่นต่อไปอีกเกือบชั่วโมง


    ป่าสนค่อย ๆ โปร่งลงทีละน้อย พื้นถนนเริ่มลาดลงจากเนินสูง หิมะยังตก แต่เบาลงพอให้มองเห็นแสงบางอย่างไกลออกไปด้านหน้า


    ตอนแรกคาเอลคิดว่าเป็นดาว


    แต่ท้องฟ้าถูกเมฆปิดหมด


    จากนั้นแสงหนึ่งกะพริบ


    อีกแสงตามมา


    ไฟถนน


    สองดวง


    สามดวง


    เรียงห่างกันในหมอกเหมือนดวงตาที่เปิดขึ้นทีละข้าง


    แจ็กซ์ผ่อนคันเร่ง


    “บอกฉันว่านั่นไม่ใช่ไฟ”


    ไม่มีใครพูด


    รถเคลื่อนลงจากเนินช้า ๆ เบื้องหน้าคือเมืองเล็ก ๆ ริมถนน ป้ายทางเข้าเอียงจนอ่านชื่อได้เพียงครึ่งเดียว ตัวอักษรถูกหิมะและสนิมกินไปหมด มีสถานีบริการน้ำมันอยู่ด้านหน้า ร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ข้างปั๊ม คลินิกหรือร้านขายยาที่มีสัญลักษณ์กากบาทสีซีดอยู่ถัดไป และอาคารบ้านเรือนเตี้ย ๆ กระจายอยู่สองข้างถนน


    ทุกอย่างควรดับ


    แต่ไฟถนนบางดวงยังติดอยู่


    กะพริบช้า ๆ


    ไม่สม่ำเสมอ


    เหมือนกำลังส่งสัญญาณ


    วิทยุที่ปิดอยู่บนแผงหน้าปัดส่งเสียงซ่าขึ้นเบามาก


    แจ็กซ์ตัวแข็ง


    “ไม่เอาน่า”


    เขาเคาะมันหนึ่งครั้ง


    เสียงซ่ายังอยู่


    นิกซ์กุมหน้าอก


    คาเอลเองก็ได้ยินแล้ว


    ตุบ


    ไกลมาก


    ตุบ


    เหมือนหัวใจหลายดวงซ้อนกันอยู่ใต้ถนน ใต้บ้าน ใต้ปั๊มน้ำมัน ใต้หิมะทั้งหมด


    และแทรกอยู่ในจังหวะนั้น


    เสียงเคาะสามครั้ง


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    โวร่ามองถนนเลี่ยงเมืองด้านขวา


    “สะพานขาด”


    แจ็กซ์หันไป


    “เธอรู้ได้ไง”


    “เสาไฟล้มผิดทิศ หิมะตรงทางเลี่ยงยุบเป็นแนว ถ้าขับเข้าไป รถตก”


    แจ็กซ์หลับตา


    “แน่นอนสิ ทางที่ดูปลอดภัยต้องหายไปอยู่แล้ว”


    เขามองป้ายคลินิกในเมือง


    แสงไฟจากเสาถนนกะพริบสะท้อนกระจกแตกของอาคารนั้น


    ความหวังปรากฏบนหน้าแจ็กซ์เพียงเสี้ยววินาที


    และนั่นทำให้คาเอลรู้ว่าเขาจะเข้าไป


    ไม่ว่าจะกลัวแค่ไหน


    ซอเรนยังรออยู่ใต้เมือง


    หรืออาจไม่ได้รอแล้ว


    แต่แจ็กซ์ยังไม่ยอมปล่อย


    มิเลียมองคาเอล


    คราวนี้เธอไม่ถามว่าเข้าไหม


    เธอถามเบา ๆ


    “นายยังอยู่กับเราหรือเปล่า”


    คาเอลหันไปหาเธอ


    แสงไฟกะพริบจากเมืองสะท้อนในดวงตาเธอเป็นจังหวะ สีหน้าของเธอไม่อ่อนโยนแบบคนปลอบ ไม่แข็งแบบทหาร แต่เป็นสีหน้าของคนที่พร้อมจะจับมือเขาไว้ ถ้าเขายังเลือกกลับมา


    คาเอลหายใจเข้า


    อากาศในรถมีกลิ่นน้ำมัน เลือดแห้ง ผ้าชื้น และความหนาวที่ซึมผ่านโลหะ


    เขามองเมืองครั้งแรก เห็นทางเข้า ทางออก จุดซุ่ม แนวยิง มุมบอด เส้นทางหนี และจำนวนคนที่อาจต้องเสียถ้ามันเป็นกับดัก


    แล้วเขาบังคับตัวเองให้มองอีกครั้ง


    ไม่ใช่แผนที่


    แต่เป็นสถานที่ที่อาจมีสิ่งช่วยซอเรน


    อาจมีน้ำ


    ยา


    อาหาร


    หรืออาจมีบางอย่างที่กำลังฟังพวกเขาอยู่จริง ๆ


    “อยู่” เขาตอบ


    คำเดียว


    แต่มิเลียพยักหน้า


    แจ็กซ์จับพวงมาลัยแน่นขึ้น


    นิกซ์หลับตาเหมือนพยายามไม่ฟังหัวใจใต้เมือง


    โวร่ามองทางเหนือ ไม่ใช่เมือง


    เหมือนสิ่งที่เธอกลัวยังอยู่ไกลกว่านั้น


    รถลำเลียงค่อย ๆ ไหลลงจากเนินเข้าสู่แสงไฟที่ไม่ควรยังมีชีวิตอยู่


    ด้านหลังพวกเขา ป่าสนเงียบลง


    ด้านหน้า เมืองเล็ก ๆ กะพริบไฟสามครั้ง


    ก๊อก


    ก๊อก


    ก๊อก


    และคราวนี้ ไม่มีใครในรถถามว่าได้ยินไหม


    เพราะทุกคนได้ยิน


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592