แต่ช่างน่าเสียดาย ที่มิเนอร์วาหมดสติไปเสียก่อน จึงไม่อาจรักษาสติไว้ได้อีก แอสคลีเพียสเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าคราเคนตัวนี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ร่างปลาหมึกของมันกระจายหายไป ก่อนที่อาณาเขตวิญญาณที่มิเนอร์วาสร้างขึ้นจะสลายตามไปพร้อมกับสติของผู้เป็นเจ้าของ ปลดปล่อยดวงวิญญาณของคราเคนจากผนึกสัญชีพให้เป็นอิสระ สตรีนางนี้แลบลิ้นเลียปาก อ้าปากที่ด้านในเต็มไปด้วยเมือกเหนียวน่าขยะแขยงออกจนกว้าง หมายจะดูดกลืนดวงวิญญาณที่ตายทั้งหมดเข้าไปในทีเดียว
หึ!...
เสียงแค่นต่ำดังขึ้นเต็มไปด้วยความเย็นชา แม้จะเป็นการส่งเสียงครั้งเดียว แต่ก็เป็นเสียงที่มาพร้อมกับกลิ่นอายกดดันเจือจางของราชันย์เทวะ ไพร่ฟ้าใยจะกล้าท้าทายราชันย์ สมุดสีเขียวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือร่างของชายหนุ่ม หน้าหนังสือพลิกกางออก จนมาหยุดที่กระดาษเขียวซึ่งว่างโล่งแผ่นหนึ่ง กลิ่นอายอันตรายราวกับถูกหมื่นพิษชอนไชดวงวิญญาณ ได้กระจายออกมาสัมผัสไปทั่วร่างวิญญาณของสตรีนางนี้ บนหน้ากระดาษปรากฏตัวอักษรของเผ่าวาททมิฬขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะเขียนผิดบ้างถูกบ้าง แต่ก็อ่านได้ใจความว่า
"อสูรชั้นต่ำเช่นเจ้าก็กล้าคิดจะกลืนกินศิษย์ของข้า? แม้แต่ฟอร์เนอัสในยามนั้นยังต้องคิดให้ดีหากจะยั่วยุข้า"
ปากที่อ้ากว้างของสตรีนางนี้รีบงับลงอย่างหวาดกลัว กลิ่นอายขนหัวลุกที่นางสัมผัสได้นั้นถึงแม้จะเจือจางแต่เป็นระดับที่เหนือกว่าครึ่งปีศาจอย่างแน่นอน อีกทั้งยังกล้าเรียกชื่อองค์เหนือหัวของพวกมันอย่างห้วนๆ อีก หากไม่มีระดับเท่ากันก็ต้องเหนือกว่าคิดได้ดังนั้นนางก็คุกเข่าให้สมุดเขียวเล่มนี้ แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อมเปลี่ยนท่าทีเป็นเคารพเชื่อฟัง แฝงไปด้วยความลนลานอยู่บางส่วน
"ผู้เยาว์ย่อมไม่กล้า… อาวุโสเมตตาปล่อยข้าไปได้หรือไม่ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้าจะมอบภาษาให้เขาหนึ่งอย่างดีหรือไม่?"
ไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมา นางจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างขลาดกลัว เห็นตัวอักษรได้เปลี่ยนไปใจความว่า
"มอบภาษาแห่งพุทธะให้แก่เขาแล้วจากไปได้ ยินยอมหรือไม่?"
สตรีนางนี้ตัวสั่นเทิ้มทันทีภาษาแห่งพุทธะถึงนางจะรู้แต่ก็ไม่เคยมอบออกไปให้ผู้ใด เพราะนางเป็นเพียงแค่เหนืออสูรตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าปีศาจเลย แล้วจะให้มอบภาษาที่แม้แต่ตัวตนระดับปีศาจยังหวาดกลัวได้อย่างไร ภาษาแห่งพุทธะ ในแง่หนึ่งมีพลังศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ในตัวเอง จึงนับได้ว่าเป็นของแสลง แต่หากจำเป็นต้องทำจริงๆ ก็จำเป็นจะต้องยอมสูญเสียดวงวิญญาณที่เก็บเกี่ยวมาได้ถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อใช้ออกแทนพลังวิญญาณสำหรับต้านทานผลร้ายที่จะเกิดกับตัว
อย่างไรก็ตามดวงวิญญาณครึ่งหนึ่งนี้ ย่อมไม่สำคัญเท่าดวงวิญญาณของตัวนางเอง จึงรีบพยักหน้าส่งเสียงตอบรับข้อเสนอของอีกฝ่าย ปรากฏอักขระตัวหนังสือมากมายกะพริบวิบวับทั่วผิวหนังของนาง บางคราก็เป็นเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน บางครั้งก็ร้องครางเสมือนพบเจอเรื่องทำร้ายจิตใจ แต่ทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น วิญญาณคราเคนนางนี้อ่อนแรงเป็นอย่างยิ่ง ค่อยๆ สืบเท้าเข้าหาร่างหมดสติของชายหนุ่ม ที่นอนฟุบสลบหน้าคว่ำอยู่บนดาดฟ้าเรือ ไข่มุกเม็ดหนึ่งถูกขับออกมาจากผิวหนังร่างวิญญาณ และถูกป้อนเข้าปากชายหนุ่ม มันละลายหายไปแทบจะทันที นางยืนมองอย่างพินิจพิเคราะห์ให้กับใบหน้างามนี้ อย่างตั้งใจ
"หากมองให้ดี ก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่งนี่นา… อีกทั้งยังแข็งแกร่งเสียด้วย ข้าล่ะชอบผู้ชายแข็งแกร่งจริงๆ"
แอสคลีเพียสที่ได้ยิน ก็จินตนาการเตลิดไปไกล มาดลึกล้ำกดดันที่แสดงออกมาเมื่อก่อนหน้าได้หายไป เผลอตัวหลุดการควบคุม รีบส่งเสียงตวาดขับไล่ แลดูจะเสียอาการอยู่ไม่น้อย
"ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า ไปได้แล้ว อย่ามายั่วโมโหข้า!"
สตรีนางนี้รีบกุลีกุจอคุกเข่าก้มหัว สรรหาหมื่นคำมาเอ่ยขอขมา และเอ่ยอธิบายถึงระดับภาษาที่มอบให้ไป เนื่องจากเป็นของแสลงสำหรับอสูรอย่างมัน จึงทำได้แค่เพียงมอบภาษาขั้นต้นให้ หากอยากได้ทั้งหมดมีเพียงต้องไปขอจากองค์จักรพรรดิเท่านั้น เพราะดวงวิญญาณของมันยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะแบกรับภาษาแห่งพุทธะทั้งหมดได้ จากนั้นร่างวิญญาณของสตรีนางนี้จึงสลายหายไปอย่างเร่งรีบ กลับไปหากายหยาบที่มุมหนึ่งของมหาสมุทรทางทวีปใต้ แอสคลีเพียสเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ตัวมันเองยังไม่อาจฟื้นฟูพลัง จนถึงขั้นแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดออกมาได้ จึงได้แต่ใช้กลิ่นอายราชันย์เทวะอันเลือนรางผสมเข้ากับมาดลึกลับ เอ่ยข่มขู่อีกฝ่ายให้รู้สึกหวาดกลัว เหมือนดังเช่นหนูเวลาเห็นแมว มิเนอร์วาสลบหลับไปถึง 4 วันเต็ม ก่อนที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหิวโหยปนมึนงง ภาพสุดท้ายที่จำได้คือศึกดวลกันในโลกวิญญาณ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็สู้กันอย่างสูสี และเป็นตัวเองที่หมดสติไปก่อนอีกฝ่าย
รำลึกภาพจำได้ไม่นาน เพียงสองถึงสามลมหายใจถัดมา ก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดอยู่นานหลายนาที ก่อนจะพบว่าตนเองได้เรียนรู้ภาษาใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่าภาษาแห่งพุทธะ เพื่อคลายความสงสัยที่มีในใจ จึงรีบเอ่ยถามกับแอสคลีเพียสเพื่อขอความกระจ่าง
"ท่านอาจารย์เกิดอะไรขึ้นกันขอรับ? ทำไมข้าถึงได้เรียนภาษาใหม่ อีกทั้งยังมีความรู้สึกว่าภาษาใหม่นี้ และผนึกแปดวิถีมีที่มาจากสถานที่เดียวกัน"
"นางคงจะชอบเจ้าล่ะมั้ง… ถึงได้ยอมไว้ชีวิต อีกทั้งยังมอบภาษาแห่งพุทธะให้อีกด้วยก่อนจะจากไป ส่วนคำถามสุดท้ายเจ้าเข้าใจถูกแล้ว บนโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า 'มรดกแห่งพุทธะ' ซึ่งกระจายอยู่ทั่วมหาทวีปและอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมาย มีเพียงผู้ที่มีวาสนาเท่านั้นถึงจะหาเจอ แม้แต่ข้าก็ไม่เคยพบเห็นเช่นกัน"
การต่อสู้กับวิญญาณในอีกมิติหนึ่งนั้น ได้กลืนกินพลังวิญญาณของชายหนุ่มจนเกือบแห้ง ช่างยากเย็นแตกต่างจากการต่อสู้แบบปกติ ที่อาศัยใช้เพียงแรงกายภาพและพลังวิญญาณ ถึงจะเป็นมิติที่ทับซ้อนกัน แต่ด้วยความสามารถของชายหนุ่มในตอนนี้ จะอย่างไรก็ยังรู้สึกตึงมือมากเกินไป ยังคงต้องพัฒนาอีกเยอะ นับได้ว่าเป็นศึกแรกของมิเนอร์วา ที่ได้ต่อสู้กับเผ่าปีศาจเลยก็ว่าได้
ชายหนุ่มเลิกคิ้วงุนงงมองไปรอบกาย สังเกตเห็นหมอกหนาทึบเต็มไปหมด พวกมันบดบังทัศนวิสัยทิศหัวเรือจนมืดสนิท มองไม่เห็นสิ่งใด ทั่วทั้งดาดฟ้าเรือเต็มไปด้วยซากศพ และกองเลือดที่แห้งกรัง วิญญาณแค้นที่สมควรหลงเหลืออยู่บนดาดฟ้าเรือกลับไม่มี หายไปเพราะอีกฝ่ายเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ดังนั้นแล้วบนเรือลำนี้ จึงเหลือเพียงมิเนอร์วาเพียงลำพัง
"อาจารย์ที่นี่ที่ไหนกัน แล้วมรดกแห่งพุทธะคือสิ่งใด?"
"เจ้าสลบไปนานมาก จนหลงเข้ามาในหมอกวิญญาณแห่งนี้ มีเพียงรอให้หมอกจางหายไปเองเท่านั้น จึงจะรู้ว่าอยู่ที่ใด ส่วนจะอีกกี่วันนั้น… แม้แต่ข้าเองก็ตอบไม่ได้ หมอกทางนี้ขึ้นชื่อว่ายาวนาน อีกทั้งยังอันตรายมากกว่ามหาสมุทรใจกลางมากนัก"
มิเนอร์วาผงกหัวเป็นเชิงตอบรับ พยายามสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว แต่ก็เห็นเพียงหมอกที่หนาจัด ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก มีเพียงสายหมอกเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนยามเดียวดาย
"มรดกของพุทธะ… ต้องย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้วหลายล้านปี มหาทวีปเคยมีอารยธรรมหนึ่งปรากฏขึ้น เรียกขานกันว่า อารยธรรมพุทธ ภายในอารยธรรมแห่งนี้ ผู้คนต่างเรียกตนเองว่า ชาวพุทธ พวกเขามีอำนาจและพลังในระดับจักรวรรดิ แต่เลือกปลีกตัวละจากทางโลก แสวงหาเพียงแค่การหลุดพ้น"
"พวกเขาทั้งหมดเป็นนักบวชหรือขอรับ?"
มิเนอร์วาเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยได้ยินนี้ ในโลกปัจจุบันตอนนี้ก็มีหลายกลุ่มอยู่ไม่น้อย ที่มีเป้าหมายเช่นนี้ บ้างก็บอกเพื่อรับใช้พระเจ้าเมื่อยามมรณาได้มาถึง บ้างก็บอกเพื่อร่วมเป็นพยานในวันตัดสินสุดท้าย แต่ทั้งหมดทั้งมวลต่างก็เป็นนักบวชเสียเป็นส่วนใหญ่
"ก็ไม่เชิงว่าทั้งหมด พวกเขาเชื่อว่าใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง ต่อให้เป็นคนธรรมดา หากแต่ถ้ารู้แจ้งได้ก็สำเร็จเป็นอรหันต์ได้เช่นกัน หากเทียบกันก็คงเป็นระดับราชันย์เทวะน่าจะประมาณนี้ แต่ตามประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าสืบต่อกันมาว่ากันว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์เพียงเผ่าเดียว ที่สามารถสร้างจักรวรรดิ และรักษาเอาไว้ได้อย่างยืนยาว พวกเขาไม่มีราชวงศ์ หรือชนชั้นวรรณะมาแบ่งกั้น มีเพียงผู้เห็นแจ้งมากน้อยต่างกันไป"
"เช่นนั้นพวกเขาปกครองกันแบบไหนขอรับ?"
แอสคลีเพียสเงียบไปสักพักราวกับกำลังระลึกความทรงจำ การปกครองย่อมแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ อีกทั้งอารยธรรมแห่งพุทธนี้ ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว จะคิดนานก็ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก
"ไม่มีการปกครอง… มีเพียงความเลื่อมใสศรัทธาในธรรมที่บรรลุเท่านั้น ว่ากันว่ามีสิ่งที่คล้ายราชวงศ์อยู่เช่นกัน เรียกขานว่า 'พุทธวงศ์' แต่ตัวตนหรือหุ่นปั้นล้วนเป็นเหล่าสาวกอุปโลกน์ขึ้นมาเองทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ล้วนมีพลังเทียบเท่าระดับจักรพรรดิเทพหรือไม่ก็เหนือกว่า เจ้าคิดว่าอารยธรรมที่มีตัวตนระดับนั้นปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จะทรงอิทธิพลมากขนาดไหนกัน หากพวกท่านเหล่าหันมายุ่งเกี่ยวกับทางโลก ข้าล่ะไม่อยากจะคิดเลย"
มิเนอร์วาขบคิดตามคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ ก็ได้แต่ผงกหัวเห็นด้วยสามารถจินตนาการไปถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมแห่งพุทธเมื่อครั้งอดีตได้เลย ว่าต้องยิ่งใหญ่มากเป็นแน่ แต่อดีตย่อมผ่านไปนานแล้ว ปัจจุบันจึงมีสิ่งตกทอดเหลือน้อยจนผู้คนไม่รู้จัก จะเรียกว่าเป็นขุมทรัพย์ในตำนานก็ว่าได้
"แล้วทำไมอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ถึงล่มสลายกันล่ะขอรับ?"
"เปล่าเลย… พวกเขาไม่ได้ล่มสลาย เพียงแต่ยังไม่ปรากฏพระพุทธเจ้าองค์ที่ 29 ก็เท่านั้น ผู้อื่นย่อมอยู่ที่ไหนสักแห่งรอคอยให้วันแสดงธรรมปรากฏขึ้นอีกครา พุทธวงศ์ทั้ง 28 พระองค์หลังจากรู้แจ้งแสดงธรรม ก็เลือกที่จะหลุดพ้น ละสิ้นแล้วซึ่งบ่วงใดๆ ในโลกานี้ ปราศจากพันธะใดผูกมัดไว้ จากไปตามครรลองที่สมควรจะเป็น หรือที่พวกเขาเรียกกันว่านิพพานนั่นแหละ กล่าวกันว่านิพพานคือพลังที่อยู่เหนือกว่าจักรพรรดิเทพ สันนิษฐานกันเองว่าเป็นระดับเดียวกับพระเจ้าผู้สร้างโลก แต่เนื่องจากไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ ระดับนิพพานจึงยังคงเป็นปริศนาจวบจนถึงทุกวันนี้"
"แล้วมรดกแห่งพุทธะที่กล่าวถึงนี้ เป็นของพุทธวงศ์องค์ใดกันขอรับ?"
มิเนอร์วายิ่งได้รู้ ยิ่งอยากตามหาความจริง ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าผนึกแปดวิถีที่ขาดหายไป ต้องมีเหลืออยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน ในขณะที่สองศิษย์อาจารย์ยังคงพูดคุยกันอยู่นั้นเอง หมอกหนาที่อยู่รอบตัว นอกจากจะไม่มีวี่แววว่าจะจางหายไป แต่กลับยิ่งมายิ่งหนามากขึ้นกว่าเดิม แอสคลีเพียสนึกหาคำตอบอยู่นานเกินไป มิเนอร์วาที่ไม่อยากตกเป็นเป้านิ่งบนที่โล่งกว้างเช่นนี้ จึงเดินลงไปเก็บของใช้ส่วนตัวที่ห้องพัก แล้วเดินขึ้นไปยึดห้องกัปตันมาเป็นของตัวเอง
โชคดียังคงอยู่เคียงข้างมิเนอร์วา อีกฝ่ายไม่ได้เป็นพวกขี้เมา ซึ่งมักจะวางของไม่เป็นที่ ทั้งห้องถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ตามแบบฉบับทหารที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ตะเกียงน้ำมันวาฬได้ถูกจุดขึ้นขับไล่ความมืด ใบเรือที่เคยกางไว้รับลมถูกม้วนเก็บ ชายหนุ่มปล่อยให้เรือลอยไปตามกระแสน้ำ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะลอยไปทางทิศใด คงมีเพียงรอคอยอย่างเงียบสงบ จนกว่าดวงตะวันจะปรากฏกาย
"จะอย่างไรก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มหาสมุทรอยากพาข้าไปที่ใด เช่นนั้นก็ไปที่นั่นเถอะ…"
มิเนอร์วาบ่นพึมพำกับตัวเอง หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องกัปตันเพื่อรอให้หมอกจาง และยังคงเป็นแอสคลีเพียส ที่พึ่งจะตอบคำถามของชายหนุ่ม
"มรดกนี้ไม่ได้เป็นของผู้ใด แต่เป็นธรรมอันกระจ่างแจ้ง ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาตั้งนานแล้ว เจ้าเคยบอกว่าปัญญาคือพลัง เช่นนั้นพระธรรมนี้ก็เป็นแหล่งที่มาของปัญญา ดังคำที่ว่า ปัญญานี้ย่อมเกิดเพราะการประกอบ… และความสิ้นไปแห่งปัญญานั้น ย่อมเกิดเพราะการไม่ประกอบ… เป็นการประกอบของความเจริญ และความเสื่อม จึงให้เหล่าสาวกตั้งตนไว้ด้วยปัญญาที่เจริญขึ้น… เหล่านี้นับเป็นหนึ่งในธรรมอันมากมายที่คงอยู่"
"ข้าเข้าไม่ถึงเลยขอรับ… รู้สึกยากยิ่งกว่าการพยายามตามหาแก่นแห่งพืชพันธุ์เสียอีก"
มิเนอร์วาเอ่ยตามตรง ข้อมูลในหัวตีกันวุ่นไปหมด
"นั่นย่อมไม่แปลก เพราะข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เพียงแต่เคยได้อ่านบันทึกมาอยู่บ้าง จึงพอจะจำคำสอนต่างๆ ได้อย่างเลือนราง พุทธวงศ์พระองค์สุดท้ายมีนามว่า 'พระศากยมุนี' ท่านได้ตรัสเอาไว้กับสาวกที่ใกล้ชิดก่อนเสด็จปรินิพพาน เป็นนัยสื่อถึงที่ซ่อนของมรดกแห่งพุทธะมีใจความว่า…"
"พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ว่าธรรมวินัยอันใดที่เราตถาคตได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว ขอให้ธรรมวินัยอันนั้นจงเป็นศาสดาของพวกเจ้าแทนเราตถาคตสืบต่อไป…"
"ดูกรสาวกทั้งหลาย… บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราตถาคตแล้ว เราขอเตือนพวกเจ้าทั้งหลายให้จำไว้ให้มั่นว่า สิ่งทั้งปวงมีเสื่อม และสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเจ้าทั้งหลาย จงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเป็นที่ตั้งเถิด…"
"และนั่นคือการแสดงธรรมครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะละสังขาร เป็นพระธรรมที่พระองค์ทรงพร่ำสอนมาตลอดพระชนม์ชีพ ว่าสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุดนั้น เป็นสัจธรรมที่ไม่ยกเว้นแม้แต่พระองค์เองก็ตาม"
"สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงนั่นก็จริงอยู่ หากแต่ธรรมวินัยที่กล่าวถึงนั้น ย่อมต้องเป็นมรดกอย่างหนึ่งอย่างแน่นอน และผู้ที่ครองธรรมวินัยเหล่านั้น หากสามารถเห็นแจ้งในสรรพสิ่ง ย่อมสามารถเป็นพุทธวงศ์พระองค์ที่ 29 หรือก็คือทายาทสืบทอดมรดกนั่นเอง"
สิ้นเสียงบอกเล่าของแอสคลีเพียสนี้เอง เกิดเสียงร้องทรมานดังแว่วลอยมากับสายลม มันกระเพื่อมฝ่าหมอกหนาเข้าหูของมิเนอร์วา มันเป็นเสียงร้องสาปส่งน่าขนลุก มีเสียงหัวเราะร้องไห้ปะปนกัน จนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของตัวอะไร ชายหนุ่มหนังหัวชาหนึบ ร่างกายท่อนล่างเย็นวาบไล่ขึ้นมาถึงกลางหลัง รีบเปิดประตูวิ่งออกไปดูทางด้านหัวเรือ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ยังคงเป็นหมอกหนาทึบเช่นเดิม ดังที่เคยเห็นเมื่อก่อนหน้า
ภายในจิตใจได้แต่เอ่ยปลอบเต็มไปด้วยลางสังหรณ์พิกล หลอกตัวเองว่าหูฟาดคิดมากไปเอง แต่ในขณะที่กำลังจะหันหลังกลับเข้าไปในห้องกัปตันนั้นเอง เสียงสาปส่งดังชัดลอยมาจากที่ไกลปรากฏขึ้นอีกครั้ง ครานี้มันมาพร้อมกับจุดแสงเลือนรางท่ามกลางสายหมอกหนา ท้องทะเลที่เคยเงียบสงบ บัดนี้ปรากฏคลื่นคลั่งสาดซัดนภา พายุสายฟ้าฟาดผ่าแหวกเกลียวคลื่น
"สวรรค์บัดซบ!... พวกเจ้าปิดทางรอดแก่ข้า ต่อให้ตายเป็นผี วิญญาณของข้าจะวนเวียนไม่ยอมจำนนตราบชั่วฟ้าดินสลาย ฮ่าๆ ๆ"
เสียงกรีดร้องบ้าคลั่งสาปส่งอย่างน่าขนลุก ยิ่งได้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวที่แต่งกายดังเช่นกัปตันในยุคเก่า กำลังยืนหัวเราะอย่างเคียดแค้นอยู่ที่หัวเรือ นั่นยิ่งทำให้หนังหัวชายหนุ่มชาหนึบ คิดไปถึงช่วงที่ต่อสู้กับวิญญาณอสูรคราเคนอย่างยากลำบาก ในขณะนี้ด้านหลังอีกฝ่ายได้มีวิญญาณภูตผีหลายสิบตนโผล่ออกมา คาดว่าน่าจะเป็นเหล่าลูกเรือทั้งหลาย พวกมันกำลังยืนหัวเราะคิกคักจ้องมองมา หวังหลอกให้ชายหนุ่มเกิดความหวาดกลัว บางรายใบหน้าเน่าเฟะแสยะยิ้มพิลึกพิลั่น บางตัวก็หัวขาดยืนถือหัวยกชูให้อวดฟันขาว ยิ่งพวกที่ส่วนศีรษะเหลือแต่กระดูก ยิ่งพากันขยับกรามหัวเราะคึกคัก
ทำให้มิเนอร์วารู้สึกได้ว่าสัมผัสที่ 6 ของตน อย่างน้อยเวลาเจอผีก็ยังทำงานเป็นปกติ จิตปรุงแต่งที่สร้างความหวาดกลัวทำงานเมื่อเห็นภูตผี นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มสัมผัสได้ เสียงที่ไม่ได้ยินมานานก็ดังขึ้น เอ่ยอย่างไม่ยี่หระกึ่งอธิบายกึ่งตำหนิให้แก่ชายหนุ่ม
"ดวงวิญญาณที่ถูกอัญเชิญมา จะอย่างไรก็ยังไม่ใช่ วิญญาณที่มาจากโลกคนตายที่แท้จริง เจ้าสู้นางได้อย่างสูสีก็นับว่าเก่งแล้ว แต่เจ้าพวกนั้นเป็นวิญญาณจากโลกคนตาย เจ้าจะกลัวมันไปทำไมกัน เป็นถึงเผ่ามายาที่มีพลังของสวรรค์อนธการ หากไม่ใช่วิญญาณครึ่งเทพเจ้าจะกลัวพวกมันให้เสียชื่อทำไม สยบพวกมันแล้วจากไปเสีย…"
เรือผีสิงขนาด 3 เสากระโดงลำดังกล่าว แล่นเข้ามาหาอย่างช้าๆ เกาะอยู่ด้านข้างตัวเรือของชายหนุ่ม กลุ่มห่าผีกระโดดโลดเต้นไต่มาตามเชือก หัวเราะคิกคักบ้าคลั่งชุลมุน บ้างก็โยนหัวข้ามมาฝั่งนี้ก่อนจะไต่มาจากฝั่งนู้น หัวที่กลิ้งมาอยู่ด้านหน้าเด็กหนุ่มในตอนนี้ มันกำลังหัวเราะกระทบกรามน่าสยดสยอง เลือดท่วมใบหน้านั้น ทำให้มิเนอร์วาที่ตั้งตัวไม่ทัน มองเห็นแล้วรู้สึกลมจะจับหน้ามืดวิงเวียน รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงอย่างฉับพลัน ก่อนที่จะตั้งสติได้ในหลายอึดใจต่อมา และสบถก่นด่าแววตาเปลี่ยนแปรไปราวกับเป็นคนละคน
"แมลงบัดซบ! พวกเจ้ากล้ามาหลอกข้า คงไม่รู้ใช่หรือไม่? ว่าที่นี่ใครปกครอง!"
"ผนึกแปดวิถี! วิถีที่หนึ่ง… ผนึกสัญชีพ!"
หมอกดำแผ่กระจายออกมาจากแก่นแห่งปราชญ์ ฟุ้งกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เข้าปกคลุมไปทั่วเรือทั้งสองลำ มิเนอร์วาผนึกมือหนึ่งที ทะเลที่เคยเป็นสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงร้อนแผดเผา เรือทั้งสองลำกำลังถูกเผาผลาญ ให้ความรู้สึกร้อนทรมาน ก้อนเมฆด้านหลังเด็กหนุ่มพลันหมุนวน ก่อตัวเป็นภาพมายาขนาดใหญ่ มิเนอร์วาตวัดนิ้วส่งๆ หนึ่งที ก็ปรากฏหอกขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง หมุนควงพุ่งเข้าไปหาพวกมันโดยไม่ให้ตั้งตัว
กัปตันผีที่กำลังยืนหัวเราะสะใจ ใบหน้าพลันแข็งค้างตกตะลึง มันดิ้นรนวาดมือป่ายไปมาอย่างลนลาน และหวาดกลัว มันรู้สึกร้อนรุ่ม ราวกับต้องถูกของแสลง หอกเล่มใหญ่นั้นพุ่งเข้าหาพร้อมอานุภาพกดดันสยบวิญญาณ ยิ่งใกล้ตัวมันยิ่งเกิดความรู้สึกไร้พลังจะต่อต้าน ทันทีที่ปลายแหลมนั้นแทงลงไปกลางหว่างคิ้วของอีกฝ่าย
พลังทำลายล้างไร้สิ้นสุดก็แพร่กระจายออกไปทั่วตัว ทั้งร่างถูกปักตรึงเข้ากับเสากระโดงเรือในทันที เพียงไม่นานก็มีสายลมบางเบาอ่อนโยนพัดผ่าน ปลุกให้กัปตันเรือผู้นั้นตื่นขึ้นมาทำตาโตหวาดผวา ตัวสั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้
"ท่านเป็นยมทูตเช่นนั้นหรือ? ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดอย่าทรมานข้าอีกเลย ข้ายอมแล้ว!"
หอกอีกเล่มรวมตัวขึ้นจากความว่างเปล่า มันหมุนวนแล้วพุ่งเจาะไปที่หัวใจของอีกฝ่ายจนต้องร้องโหยหวน มอบการทรมานไม่ตกตายในทันที เป็นเพราะหอกแรกไม่กล้าประมาท รวมกับที่รู้สึกกลัวจวนเจียนจะบ้าคลั่ง มิเนอร์วาเลยซัดเต็มแรงไม่ยั้งมือ แต่คาดไม่ถึงว่าจะรุนแรงมากเกินไป เพียงแค่แตะสัมผัสกัปตันผีก็ตายในทันที ดังนั้นในครั้งที่สองจึงผ่อนแรงลงเหลือเพียงไม่ถึงสองส่วน แม้อีกฝ่ายจะอ้อนวอนขอร้อง แต่เห็นได้ชัดว่ายังมีผีอีกหลายตัว ที่กล้าขยับตัวเข้าหามิเนอร์วา
"ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา… ฝูงผีโง่เง่าแบบนี้ต้องจับทรมาน"
ร่างมายาที่ส่วนศีรษะอยู่สูงพ้นเสากระโดงเรือเปล่งเสียงกังวาน แม้แต่คลื่นรอบตัวยังต้องสงบลง ก่อนจะปรากฏเส้นคลื่นหนึ่งกระจายออกไปเป็นวงกว้าง โดยมีเรือทั้งสองลำเป็นจุดศูนย์กลาง
"วิถีที่สอง ผนึกกาฬสุตตะ!"
ด้ายดำมากมายนับไม่ถ้วนปลิวว่อนไปทั่วดาดฟ้าเรือทั้งสองลำ เส้นด้ายที่ปรากฏขึ้นกำลังรัดพันเหล่าผีร้ายอย่างเหนียวแน่น ด้วยต้องการฉีกเนื้อเฉือนหนังพวกมันทั้งหมดอย่างช้าๆ มอบทัณฑ์ทรมานจองจำนิจนิรันดร์ให้แก่เหล่าอสุภ