อัญณิกาก้าวเข้ามาในห้องนอนสีเทาหม่นที่ตกแต่งไว้อย่างเรียบหรูดูดี แม้มันจะไม่ได้กว้างมากนักแต่ก็ดูลงตัว เตียงที่ดูสะอาดสะอ้านสีเทาตรงกลางห้องและโคมไฟสีขาวสองข้างเตียง โซฟาขนาดใหญ่ไม่มีพนักพิงตั้งอยู่ปลายเตียง และที่เหลือในห้องคือความว่างเปล่า มันช่างดูเหมาะกับเ้าของห้องจริงๆ หญิงสาวที่มองดูอยู่ส่ายหัว
ประตูกระจกบานที่อยู่ตรงปลายเตียงนั้นถ้าให้เธอเดาก็คงจะเปิดทะลุไปห้องน้ำและห้องแต่งตัวที่เธอเข้าไปบ่อยๆ แน่ๆ แต่ถ้าเธอจำไม่ผิดคุณแมรี่ย้ำนักย้ำหนาว่าถ้าไม่มีธุระจำเป็อะไรก็อย่าเข้ามาในห้องนอน แต่อยู่ๆ เ้าตัวก็ให้เธอเข้ามานอนได้ ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจเ้านายขั้วโลกเหนือจริงๆ แต่อย่างว่าขั้วโลกเหนือนอกจากอากาศที่เย็นจัดทะเลอาร์กติกที่กว้างไกลผืนนั้นมันยากจะคาดเดาเช่นกัน
หญิงสาวที่ตั้งท่าจะหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงแต่ก็ไม่กล้าจึงเดินมาหย่อนตัวลงที่โซฟาปลายเตียงแทน พร้อมกับสิ่งที่เธอพึ่งจะนึกได้‘แล้วเราจะอาบน้ำยังไง’ เธอไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่างยกเว้นกระเป๋าสะพายใบเล็กกับมือถือ
‘ไม่เอา กลับบ้านดีกว่า...’
“นี่ ยัยตัวเล็ก ฉันวางชุดนอนไว้ให้ที่โต๊ะข้างตู้เสื้อผ้านะ” เสียงเ้านายะโมาจากห้องแต่งตัว
“คนบ้าอะไร... รู้ทุกอย่างที่เราคิด” หญิงสาวที่นั่งขนลุกอยู่ในห้องพึมพำ นี่เขาจะรู้ความคิดทุกอย่างของเธอจนน่ากลัวแบบนี้ไม่ได้นะ แต่แล้วด้วยความเหนื่อยเธอต้องสลัดความคิดทุกอย่างทิ้งไปแล้วรีบไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินออกไปภายนอกห้องรับแขกที่แสงไฟยังคงเปิดอยู่ แผ่นหลังหนาก็ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมหมกมุ่นกับเอกสารกองโตบนโต๊ะ
“คุณราฟไม่ง่วงเหรอ ฉันว่านี่ก็ดึกแล้วนะ” หญิงสาวที่เดินออกมาเตือนเ้านายด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นนาฬิกาบอกเวลา
“ยังเลย เธอไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปอาบน้ำก่อน” ชายที่กำลังจมอยู่กับกองเอกสารเอ่ยโดยไม่มองหน้าคนถามคนเลย
หญิงสาวที่เดินมาด้วยชุดนอนที่เ้านายจัดไว้ให้ซึ่งขากางเกงยาวกว่าขาของตัวเธอมากจนต้องพับเอวขึ้น แถมยังต้องใส่เสื้อนอนแขนสั้นที่บัดนี้กลายเป็แขนยาวด้วย่ไหล่ที่ตกลงมาเกือบครึ่งแขน ไหนจะความกว้างของตัวเสื้อที่มันใหญ่เกินตัวเล็กๆ ของเธอมาก มันทำให้ทุกอย่างที่ประกอบกันทั้งส่วนบนและส่วนล่างดูจะ ‘รกรุงรัง’ จนชายหนุ่มที่จัดการงานบางส่วนเรียบร้อย หันหลังมาเจอหญิงสาวที่คิดว่านอนแล้วแต่กลับนั่งอยู่ที่โซฟา และสวมใส่เสื้อนอนเนื้อผ้าดีราคาแพงของเขาอยู่ ถึงกับหลุดขำเสียงดังลั่น
จนหญิงสาวที่นั่งตาปรือเกือบจะหลับต้องใกับเสียงหัวเราะนั่น และนี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้เห็นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือดูมีชีวิตชีวาด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นขนาดนี้ ซึ่งทำให้ใบหน้าที่หล่อขรึมตอนแรก ดูมีสีสันจนน่ามองอีกเป็เท่าตัว
“หัวเราะอะไรคะ”
“เธอรู้มั้ย เธอทำให้ทุกอย่างที่ดูราคาแพงของฉันแย่ทันทีเมื่ออยู่บนตัวเธอ” หญิงสาวที่ได้ยินคำพูดแบบนั้นกลับไม่ขำด้วย เธอขอพับคำชมทุกอย่างที่พูดไปเมื่อครู่กลับและเดินปั้นปึ่งเข้าห้องนอนไปโดยไร้เสียงตอกกลับเหมือนเช่นเคย
เ้านายขำแต่อยู่ๆ ก็หน้าเหวอเพราะเพิ่งจะนึกได้ว่าเขาคงจะพูดแรงเกินไป แต่ไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกันค่อยเข้าไปขอโทษยายตัวเล็กในห้อง ยังไงเธอก็ยังไม่นอนหรอก
หญิงสาวที่เดินปั้นปึ่งเข้ามาในห้องก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเธอจะต้องโกรธเขาด้วย ่นี้รู้สึกว่าการกระทำของเ้านายขั้วโลกเหนือชักจะส่งผลต่ออารมณ์ของเธอจนน่ากลัว แม้กระทั่งตอนนี้ที่เขาให้เธอมานอนที่นี่เธอก็มา
‘ที่เธอยอมทำแบบนี้เพราะแค่เขาเป็เ้านายจริงๆ เหรอ’ เธอได้แต่คิดกับตัวเอง
หญิงสาวที่เดินคิดไปคิดมาจนเบื่อนั่งลงบนเตียงแต่สายตาเหลือบไปเห็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินขนาดเท่าฝ่ามือข้างโต๊ะโคมไฟ เธอชั่งใจอยู่ชั่วครู่ว่าเธอควรจะหยิบมันขึ้นมาไหม หรือเธอไม่ควรแตะต้องของส่วนตัวของเขา แต่จิตสำนึกฝ่ายดีดันแพ้ ตอนนี้กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินมาอยู่ในมือเธอเป็ที่เรียบร้อย แต่จิตสำนึกฝ่ายดีก็ยังคัดค้านเธออยู่ดีว่า‘อย่าเปิดเลย’ แต่มีเหรออ้อยที่อยู่ในปากช้าง แล้วช้างจะยอมคายมันออกมาง่ายๆ
อัญณิกากลั้นหายใจชั่วครู่แล้วใช้มือเรียวเปิดกล่องใบนั้นทันที เธอแทบจะตาค้างกับสิ่งที่เห็น แม้มันจะดูไม่ใหญ่โตนักแต่มันก็ดูล้ำค่ามาก แค่เธอเห็นเพียงแวบเดียวตอนนี้เธอยังรู้เลยว่า คนซื้อต้องตั้งใจซื้อมากและคนที่ได้รับก็ต้องชอบมันมากแน่ๆ เพราะมันดู...
“เธอทำอะไร!” เสียงตวาดดังลั่นราวกับฟ้าผ่าดังมาจากด้านหลังหญิงสาวที่กำลังถือกล่องกำมะหยี่ใบนั้นในมือใกับเสียงเขาจนกระทั่งทำกล่องใบนั้นหลุดมือจนร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น
“ใครอนุญาตให้เธอแตะต้องของในห้องฉัน” เ้านายขั้วโลกเหนือคนเก่า ไม่สิ... น่ากลัวกว่าคนเก่าอีก ดูจากสีหน้าที่ปรากฏบนใบหน้าคมตอนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่พอใจมาก
เดิมทีจากที่ชายหนุ่มคิดจะเข้ามาขอโทษเธอจากเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เขาพูดกับเธอแรงเกินไปกลายเป็ว่าตอนนี้เขาแทบอยากจะหักคอเธอแทนที่กล้าแตะต้องของส่วนตัวของเขา
“ฉัน... คือฉัน...” หญิงสาวที่ตอนนี้นึกกลัวคนตรงหน้าจับใจ เขาโกรธแค่ไหนทำไมเธอจะดูไม่ออก แต่เธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิดมากมายขนาดนั้น
“ฉันถาม ตอบ!” ราฟตวาดใส่หญิงสาวตรงหน้าเสียงดัง และเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเธอสะดุ้ง
“ฉันแค่เห็นมันตั้งอยู่ก็เลย...”
“ก็เลยหยิบมาดูโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างนั้นสิ” ชายหนุ่มร่างใหญ่ก้าวสามขุมจนมายืนตรงหน้าหญิงสาวที่กำลังตัวสั่นงันงก
“ฉันขอโทษ...” อัญณิกาเอ่ยโทษชายตรงหน้าและก้มหน้าลงต่ำอย่างสำนึกผิด เธอจึงเห็นกล่องกำมะหยี่และสิ่งของข้างในหล่นอยู่บนพื้น มือเรียวบางเอื้อมลงหมายจะก้มเก็บ แต่ถูกมือหนาของเ้าของกล่องใบนั้นผลักกระเด็นออกไปซะก่อน จนตัวเธอเซเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้หัวไปกระแทกกับขอบเตียง
“โอ้ย” เธอร้องเสียงหลง แต่คนที่ผลักเธอเมื่อครู่กลับมีท่าทีไม่ได้สนใจแม้แต่นิดเดียว
ราฟหยิบกล่องสีน้ำเงินใบนั้นขึ้นมาพร้อมกับสิ่งของที่หล่นอยู่ข้างๆ กัน ทันทีที่เขาัักับมัน ดวงตาสีเทาดุกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ดวงตาสีเทาที่ดูเศร้าสร้อยลงทันที เมื่อเขาหลับตาลงทุกครั้ง เขายังจำเหตุการณ์ทุกอย่างในวันนั้นได้ดีเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่นาน
‘เม...’ เสียงสดใสของชายในตาสีเทาเรียกหญิงสาวหนึ่งเดียวในดวงใจผู้เป็รักแรกของเขา
‘คะราฟ’ ชายหนุ่มเดินมายืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่เป็รักแรกและหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินขึ้นมากำไว้ในมือ
‘อะไรคะ...’ ชายหนุ่มที่ถูกถามได้แต่ยิ้ม เขายกมือที่กำอยู่ขึ้นสูงก่อนจะคลายมือจนสร้อยเงินแวววาวพร้อมด้วยจี้เพชรที่เป็รูปพระจันทร์เสี้ยวโผล่มาให้เห็น
‘ให้ฉันเหรอคะ’ หญิงสาวที่เห็นยิ้มแก้มปริก่อนจะเอ่ยด้วยวาจาอ่อนหวานถามชายคนรัก
‘ชอบมั้ยครับ’ รอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าคือแสงสว่างสำหรับเขาเสมอ
‘คะ มันสวยมากและน่าจะแพงมากด้วยนะคะ’ เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
‘ขอแค่คุณชอบ ผมยินดีทำให้ทุกอย่าง’ ชายหนุ่มเอ่ยด้วยแววตาหวานซึ้ง จนหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ามีทีท่าเขินอาย แต่ก็อดแปลกใจกับความหมายของสร้อยเส้นนี้ไม่ได้
‘ทำไมถึงเป็จี้รูปพระจันทร์เสี้ยวเหรอคะ’
‘เพราะแม้ในคืนที่มืดมิดผมก็จะมองเห็นคุณเสมอ นั่นคือความหมายของมัน และความรู้สึกของผม’
‘ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่รักฉันมากมายขนาดนี้’
... แต่สุดท้ายเธอก็ยังเลือกจะจากเขาไปอยู่ดี ...
โครม ...
เสียงประตูที่ปิดดังลั่นทำให้ราฟหลุดออกจากภวังค์ความคิดทันที จนเขานึกขึ้นได้ว่ามีหญิงสาวอีกคนหนึ่งอยู่กับเขาตอนนี้ และเขาเพิ่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เขาเพิ่งทำร้ายเธอได้
‘บ้าจริง!’ ชายหนุ่มที่ลืมตัวเมื่อครู่สบถในใจ
เขารีบเปิดห้องนอนออกไปมองหาหญิงสาวที่วิ่งออกมาเมื่อครู่ทันที แต่เขาไม่เห็นวี่แววเธอเลย รวมถึงกระเป๋าสะพายเล็กของเธอที่กองอยู่บนโต๊ะด้วย แน่นอนว่าเธอคงจะวิ่งออกไปจากห้องเขาแล้ว ชายหนุ่มที่พึ่งสำนึกได้ทรุดนั่งลงบนโซฟาด้วยความอาลัยเมื่อนึกถึงเื่ในอดีต
‘ฉันคิดว่าฉันลืมเธอได้แล้วนะ... เมธิษา แต่เปล่าเลย เธอยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจเขาเสมอ’
หญิงสาวที่วิ่งหนีออกมาใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ั้แ่เธอมาทำงานกับเขาแม้ทุกคนในบริษัทจะบอกว่าเ้านายดุ เ้านายน่ากลัว แต่สำหรับเธอเขาเป็เ้านายที่ใจดีเสมอ แม้จะบ่นเธอบ้าง ดุว่าเธอบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงมากนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาทำเหมือนเธอไปฆ่าใครมาอย่างนั้นแหละ แม้เธอจะยอมรับว่าตัวเธอผิดแต่เขาก็ไม่น่าจะว่าเธอรุนแรงขนาดนั้น แต่จริงๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็บ่งบอกได้ว่า สร้อยเส้นนั้นคงสำคัญสำหรับเขามาก ส่วนเ้าของสร้อยแม้เธอจะไม่รู้ว่าคือใคร แต่เธอมั่นใจว่าเขาก็คงจะรักเธอไม่น้อยไปกว่าสร้อยเส้นนั้นแน่ๆ ยิ่งคิดหัวใจหญิงสาวยิ่งเหมือนมีอะไรมาบีบรัดจนแน่น เธอสับสนไปหมด
‘เธอเสียใจเพราะเขาว่าเธอรุนแรง หรือ เธอเสียใจเพราะความรู้สึกที่เขามีให้เ้าของสร้อยเส้นกันแน่’
เช้านี้หญิงสาวที่อยากจะเบี้ยวงานแต่การที่เธอยังไม่ผ่านระยะเวลาการฝึกงานก็ทำให้เธอไม่สามารถลางานได้ เธอจึงได้แต่เดินหมุนซ้ายหมุนขวาเหมือนหนูติดจั่น จนมาดาเห็นเข้าจึงเดินมาทัก
“ทำไมมายืนตรงนี้ละอัญ”
“คือ... พอดีอัญจะลงไปหยิบของบางอย่างนะคะ”
“เหรอ... ไปสิจ๊ะ จะมายืนหมุนทำไม” มาดาเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“อ้าว! อัญอยู่นี่เอง เมื่อกี้พี่ได้ยินคุณราฟถามหาอัญกับคุณแมรี่อยู่นะ” เสียงพิมขวัญที่กำลังจะเดินไปรับแฟ้มที่ฝ่ายการเงินกล่าวออกมาเมื่อเห็นมาดากับอัญณิกายืนอยู่หน้าลิฟต์ด้วยกัน
“เหรอคะ งั้นอัญไปก่อนดีกว่านะคะ” อัญณิกาเดินไปด้วยใจที่เต้นระส่ำ เธอไม่รู้ว่าเขาถามหาเธอทำไมกัน เพราะเื่เมื่อคืน หรืออาจจะเป็เื่เมื่อเช้าที่เธอไม่ได้เข้าไปจัดเตรียมเสื้อผ้าให้เขาเหมือนทุกวัน
“จ๊ะ” สองเลขาสาวรุ่นพี่ได้ยืนมองหน้ากัน ปกติเ้านายลูกน้องคู่นี้แทบจะทำตัวติดกัน แต่วันนี้คนหนึ่งมายืนหมุนอยู่หน้าลิฟต์ ส่วนอีกคนก็ดูมืดฟ้ามัวดินถามหาลูกน้องแต่เช้า เลขาสาวรุ่นพี่ทั้งสองหวังเพียงอย่างเดียวว่า พวกเธอคงไม่ต้องมารองรับอารมณ์ที่ดูไม่คงที่ของเ้านายวันนี้ก็พอ
อัญณิกาเดินมาด้วยความคิดที่ว้าวุ่นไปหมด เธอไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้ายังไงดี แต่ที่แน่ๆ เธอไม่รู้ว่าถ้าเจอเ้านายที่ขึ้นเสียงใส่เธอเมื่อวานแล้วเธอควรทำตัวกับเขายังไง เธอเดินผ่านหน้าห้องแมรี่แต่ก็ไม่เห็นแมรี่อยู่ภายในห้อง
จนเคาะประตูห้องเ้านายแล้วเดินเข้ามาถึงได้เห็นแมรี่ยืนอยู่ เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันทีที่ไม่ต้องอยู่กับเ้านายขั้วโลกเหนือสองคน แต่อยู่ๆ ความรู้สึกโล่งใจก็หายไปเมื่อแมรี่เดินออกไปจากห้องทันทีเมื่อเธอนั่งลง
‘เธอควรทำยังไงดี...’ อัญณิกาถามตัวเอง
“นี่แฟ้มงานเมื่อวานที่ผมเซ็นให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนนี่แฟ้มที่้าข้อมูลเพิ่มเติม” ราฟเดินมาหน้าโต๊ะเลขาส่วนตัวที่ไม่ได้ขึ้นไปทำงานเมื่อเช้าแล้ววางแฟ้มทั้งหมดลงด้วยสีหน้าและแววตาที่ยากจะอ่านออก
“ผมหวังว่าคุณคงแยกแยะเื่งานกับเื่ส่วนตัวออก และไม่ทิ้งงานไปแบบเมื่อเช้านี้อีก” เขาพูดด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยและไม่รอคำตอบ จากนั้นเขาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้บนโต๊ะทำงานตัวเองทันที ทิ้งให้เลขาที่นั่งตัวลีบด้วยอาการเกร็งหน้าเหวอไปเล็กน้อย
อัญณิกานั่งทำงานของเธอตามปกติเช่นเดียวกันกับเ้าของห้องแต่ภายในห้องทำงานที่เคยมีเสียงหยอกล้อของเลขาสาวตัวเล็กวันนี้กลับเงียบงัน จนนาฬิกาบ่งบอกเวลาว่าถึงเวลาพัก อัญณิกาจึงเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะและเดินไปหาเ้านาย
“ดิฉันไปกินข้าวนะคะ”
“อืม” เ้านายทำเสียงบ่งบอกว่ารับทราบแต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารเช่นเดิม จนกระทั่งเสียงประตูห้องปิดลงเป็สัญญาณบ่งบอกว่า หญิงสาวที่เคยอยู่ภายในห้องได้ออกไปแล้ว
“เฮ้อ...” ราฟถอนหายใจออกมาเฮือกใจ แม้ในใจจะรู้ว่าเธอคงโกรธจากเหตุการณ์เมื่อคืนแต่เขาก็โกรธเธอเช่นกันที่มาแตะต้องของส่วนตัวของเขา จะว่าไปเขาไม่ได้ผิดอะไร เธอต่างหากที่ผิด แต่กลับไม่สำนึก
ตกบ่ายแมรี่ก็ต้องนำเอกสารกองโตมาให้เ้านายในห้องทันทีเพราะเป็เอกสารด่วนจากต่างประเทศ และบรรยากาศภายในห้องทำงานที่เกิดขึ้นระหว่างเ้านายกับเลขาส่วนตัวเธอก็ดูจะผิดปกติจนเธอรู้สึกได้ แต่ถ้าจะให้เธอเข้าไปยุ่งเธอคงไม่เอาดีกว่า เื่ของใครก็คงต้องจัดการกันเอาเอง
“ดิฉันกลับก่อนนะคะ” อัญณิกาเอ่ยขึ้นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน และเดินออกไปทันทีโดยไม่ได้รอให้เ้านายอนุญาต วันนี้ทั้งวันเธอพูดกับเขาแค่สองประโยคเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เริ่มตึงเครียดขึ้นระหว่างเ้านายตาสีเทาดุและเลขาส่วนตัวที่ก่อนหน้านี้ดูจะเข้ากันได้ดี ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ จนกลับกลายเป็ว่าคนที่รู้สึกอึดอัดไม่ใช่ทั้งคู่แต่เป็ มาดาและพิมขวัญที่อาทิตย์หลังมานี้ต้องมาส่งงานเ้านายเองกับมือ และโดนเ้านายดุอย่างแรงเกือบทุกวัน งานที่เคยให้แมรี่ตรวจทานก่อนก็กลายเป็ว่าไม่มีคนคอยตรวจทานเพราะแมรี่ต้องไปดูงานที่สาขาใหญ่กะทันหันเพราะมาดามเรียกตัวไป
ปัง...
“มาดา ผมว่าผมบอกคุณไปเป็รอบที่ร้อยแล้วนะว่าเวลาส่งเอกสารฝ่ายการตลาดมาให้ผมต้องส่งคู่กับเอกสารของฝ่ายบัญชีเป็ตัวเลขมาด้วย” ราฟทุบโต๊ะเสียงดัง เขารู้สึกหงุดหงิดไปหมด แม้กระทั่งเื่เล็กน้อยๆ กับทุกคนรอบๆ ตัว
“ถ้าคุณทำงานแบบนี้นะ คุณออกไปเลย...ไป”
“แต่ว่า...”
“ออกไป...” ราฟไล่มาดาเสียงดังจนเธอต้องร้องไห้ออกไป
อัญณิกาได้แต่เงยหน้ามองเพียงแวบเดียวก่อนจะก้มลงอีกครั้งเมื่อไปสบตากับั์ตาสีเทาดุ เธออยากจะช่วยมาดาแต่เธอก็ไม่รู้จะช่วยยังไง
ราฟเงยหน้าจากกองเอกสารมองเลขาที่ปกติกลับบ้านตรงเวลาทุกวันแต่วันนี้แม้ล่วงเลยเวลาเลิกงานมานานจนเกือบจะหนึ่งทุ่มแล้ว เธอยังนั่งอยู่กับที่จนราฟต้องเอ่ยถาม
“ยังไม่กลับเหรอ”
“เอ่อ...” อัญณิกามองไปที่เ้านายที่ยังคงก้มหน้าอยู่กับเอกสาร เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และลุกขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะของเขา จนเ้านายที่ก้มหน้าอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
“ว่าไง...” ราฟถามเสร็จก็ก้มหน้าลงทำงานต่อทันที
“คุณจะไล่พี่มาดาออกจริงเหรอคะ” อัญณิกากลั้นใจถาม
“...” ราฟได้แต่นั่งก้มมองเอกสารโดยไม่ได้ตอบคำถามกลับ
“...” เลขาสาวที่ยืนรอคำตอบก็ได้แต่เงียบ เธอจึงหันหลังกลับ หยิบกระเป๋าสะพายตัวเองและเดินออกจากห้องทันที
‘คนบ้าอะไรถามก็ไม่ตอบกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปากหรือไง’ เธออดที่จะค่อนขอดคนในห้องไม่ได้ พูดดีๆ ด้วยไม่พูดก็ไม่ต้องพูดกันเลยนะ
อัญณิกาที่ตั้งใจตอนแรกว่าจะมุ่งตรงไปที่โรงพยาบาลเพื่อไปเยี่ยมยายเลยกลับหิวขึ้นมาซะก่อน เธอจึงแวะร้านสะดวกซื้อด้านล่างที่อยู่ในตัวตึกซึ่งบังเอิญว่ามาดาก็นั่งอยู่ภายในร้านสะดวกซื้อตรงมุมเล็กๆ ที่จัดไว้ให้ทานอาหารพอดี เธอจึงหยิบแซนวิชหนึ่งชิ้นและเดินตรงไปที่ที่มาดากำลังนั่งอยู่
“พี่มาดา ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวคะ”
“อ้าวยัยอัญ เธอก็ยังไม่กลับเหรอ” เสียงรุ่นพี่ทักทายกลับ
“กำลังจะกลับคะ แต่หิวก่อนเลยเดินเข้ามาหาอะไรกิน” อัญณิกานั่งลงข้างๆ โดยไม่ต้องรอให้มาดาชวน
มาดาถอนหายใจออกมาเสียงดัง เธอเครียดไม่น้อยหลังจากออกจากห้องเ้านายจนต้องโทรไปหาแมรี่และได้คำตอบว่าให้เฉยๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวเธอจะคุยกับคุณราฟเอง จนผ่านไปสักพักแมรี่ถึงโทรกลับมาเพื่อบอกให้เธอจัดการเอกสารที่ผิดพลาดให้เรียบและกำชับว่าต่อไปให้ตรวจให้ดี หรือไม่ก็ให้พิมขวัญหรืออัญณิกาช่วยตรวจสอบให้ก่อน จากนั้นเธอก็วางสายไป นี่ถ้าครั้งนี้เธอโดนไล่ออกจริงๆ มีหวังบ้านที่กำลังผ่อนอยู่ได้มีปัญหาแน่ๆ
“พี่มาดาไม่ได้คิดมากเื่ที่โดนคุณราฟว่าวันนี้ใช่มั้ยคะ” อัญณิกาเรียบๆ เคียงๆ พูด
“ไม่หรอกพี่รู้ว่าตัวเองก็ผิดที่ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารให้ดีซะก่อน” เธอหันไปยิ้มกับเลขารุ่นน้องและก้มหน้าดื่มเครื่องดื่มต่อ
อัญณิกาที่ได้ฟังสิ่งที่รุ่นพี่พูดก็กระแทกความรู้สึกในใจเธออย่างจัง จริงๆ เธอก็รู้ว่าตัวเองผิดแต่เธอแค่ไม่อยากกลับไปสนิทกับเขาแบบเดิมแล้วเท่านั้นเอง ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็ไปในแบบที่ควรจะเป็ั้แ่ต้นดีกว่า แค่เธอโดนเขาว่าวันนั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกๆ แล้ว ขืนอยู่ใกล้เขามากกว่านี้มันต้องไม่ใช่เื่ดีสำหรับเธอแน่ๆ
“แต่พักนี้พี่ว่าคุณราฟดูจะดุและน่ากลัวกว่าแต่ก่อนซะอีก ก่อนหน้าก็พอจะคาดเดาอารมณ์ได้บ้างและโดนดุเฉพาะเื่งาน แต่ตอนนี้ดูน่ากลัวตลอดเวลา แถมแม่บ้านที่มาทำความสะอาดสายเมื่อเช้ายังโดนดุไปด้วย บางครั้งพี่ก็แค่ไม่เข้าใจอารมณ์เ้านายที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลานะ”
“คะ...” อัญณิกาต้องพลอยคิดตามที่รุ่นพี่พูดและก็คงจะจริงเพราะแม้แต่แดนที่เคยออกความเห็นได้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วกลับโดนเ้านายเธอขึ้นเสียงใส่จนแดนต้องส่ายหัว เห็นจะมีก็แต่แมรี่ที่ยังไม่โดนพายุลูกนี้จากเ้านายเลย
สองเลขาสาวที่พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอก็แยกย้ายกันกลับทันทีเมื่อจัดการกับอาหารและเครื่องดื่มของตัวเองเสร็จ
โรงพยาบาลรัฐ...
“สวัสดีครับ” เสียงหมอหนุ่มหน้าตี๋ตรีธารเอ่ยทักอัญณิกาที่กำลังนั่งคุยกับยายอย่างสนุกสนาน
“คุณหมอสบายดีนะคะ ไม่ได้เจอกันเลย” อัญณิกาเอ่ยทักเสียงสดใส
“ครับ สงสัยผมต้องลงเวรทุกวันแล้วมั้งครับ เผื่อจะได้เจอกับคุณอัญบ่อยๆ” หมอหนุ่มที่นานๆ ทีได้เจอหญิงสาวที่เขาหมายมั่นไว้ั้แ่ครั้งแรกว่า ‘คนนี้แหละที่ใช่สำหรับเขา’ รีบทำคะแนนทันที
จนผู้เป็ยายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานพอจะอ่านสายตาหมอหนุ่มออกว่าคิดอะไรกับหลานสาวเธอ เธอต้องขอบคุณ์จริงๆ ที่สุดท้ายแล้วก็ส่งใครสักคนที่ดูแลหลานสาวต่อจากเธอได้มาให้
“คุณยายอาการเป็ยังไงบ้างครับวันนี้” หมอตรีธารทักคนไข้ด้วยรอยยิ้ม
“ยายก็เป็เหมือนทุกวันนั่นแหละ กินข้าวกินปลาได้ปกติ ร่างกายก็ไม่ได้เป็อะไร” ยายนอมจัดการบอกอาการตัวเองเสร็จสรรพ เพราะหมอหนุ่มก็เข้ามาถามด้วยคำถามเดิมทุกวัน
“ดีแล้วครับคุณยาย ผมว่าถ้าคุณยายยังดูแลตัวเองได้ดีแบบนี้ผลตรวจครั้งหน้าต้องมีลุ้นแน่ๆ ครับ”
“จริงๆ เหรอคะ” เสียงหลานสาวที่นั่งฟังอยู่เอ่ยด้วยความดีใจ
จนยายนอมกับหมอหนุ่มต้องหัวเราะออกมาพร้อมกันดูท่าทางว่าเธอจะดีใจกว่าคนที่มีโอกาสจะได้อยู่ต่อบนโลกนี้ต่อเสียอีก
“นี่ก็ค่ำแล้วนะยายอัญกลับบ้านเถอะ ยายจะได้ไม่เป็ห่วง” ยายนอมมองดูเวลาแล้วเอ่ยทักหลานสาวด้วยความเป็ห่วง
“จ๊ะยาย ถ้ายังไงยายก็ดูแลตัวเองดีนะจ๊ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้อัญมาใหม่”
“ไม่ต้องมาทุกวันก็ได้มันเปลืองค่ารถ แถมทำงานเหนื่อยก็เหนื่อยแทนที่จะได้พักผ่อน” ยายนอมพูดจบก็หันไปหมอที่ยืนหน้าสลดทันทีที่ได้ฟังคำทัดทานของยาย จนยายนอมต้องพูดขึ้นมาลอยๆ ต่อ
“ถ้ามาทุกวันอาจจะมีใครบางคนแถวนี้ดีใจ แต่ยายก็เป็ห่วงแหละนะ มาคนเดียวกลับคนเดียวไม่มีใครไปรับไปส่ง เป็ผู้หญิงตัวคนเดียวนี่ก็ลำบากนะ”
“ไม่ลำบากเลยจ๊ะยาย อัญเต็มใจ” อัญณิกาที่ไม่รู้เื่อะไรได้แต่พูดไปตามที่ได้ยิน ผิดกับหมอหนุ่มที่หันไปมองหน้าคนไข้ตัวเองแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ยายเปิดโอกาสให้เต็มที่แบบนี้
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมไปส่งคุณอัญขึ้นรถแท็กซี่กลับก่อนดีกว่านะครับ จะได้มารายงานคุณยายถูกดีมั้ยครับ” หมอหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสอย่างน้อยเขาก็ผ่านด่านหนึ่งไปได้แล้ว
“แต่ว่า..”หญิงสาวที่เกรงใจทำท่าจะค้าน แต่ยายนอมกลับชิงพูดขึ้นมาซะก่อน
“เอาเถอะจะไปก็รีบไป ยายจะนอนแล้ว”
“อัญไปนะจ๊ะยาย” หลานสาวที่ได้ยินก็ไม่อยากจะขัด เธอบอกลาโดยการกอดยายไว้แน่น ก่อนจะเดินตามหลังหมอหนุ่มที่เพิ่งขยิบตาให้ยายไปเมื่อครู่
“ปกติคุณอัญมาเยี่ยมคุณยายเวลานี้เหรอครับ” หมอหนุ่มถามเพื่อฆ่าเวลาเมื่อเห็นว่ารถแท๊กซี่ที่ให้ยามหน้าโรงพยาบาลเรียกยังไม่เข้ามา
“ปกติจะเร็วกว่านี้นิดหน่อยนะคะ แต่วันนี้ติดงานก็เลยมาช้า”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอเบอร์โทรคุณอัญไว้ได้มั้ยครับ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินเกี่ยวกับคุณยายผมจะได้โทรหา” หมอหนุ่มถือโอกาสในการรุกหญิงสาวทันที แม้ทีแรกอัญณิกาจะมีทีท่าไม่ค่อยอยากจะให้เบอร์โทรศัพท์เธอสักเท่าไหร่แต่พอมองหน้าหมอหนุ่มที่ส่งสายตาเว้าวอนมาให้เธอจำเป็ต้องรับโทรศัพท์จากมือเขามาบันทึกเบอร์โทรของเธอให้แล้วส่งคืนเ้าของ
“ขอบคุณนะครับ มีอะไรก็โทรหาผมได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงและทุกเื่เลย” หมอหนุ่มรับโทรศัพท์คืนและกดปุ่มโทรออกหาหญิงสาวเพื่อให้เธอได้บันทึกเบอร์เขาไว้เช่นกัน
“คะ” อัญณิกาหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาดูก่อนจะบันทึกเบอร์โทรของเขาไว้
รถแท็กซี่มาพอดี หมอหนุ่มจึงส่งหญิงสาวที่เขาแอบมีใจให้ขึ้นรถและโบกมือร่ำลาจนกระทั่งรถแท็กซี่หายไปลับตา เขาถึงเดินเข้าไปภายตึกโรงพยาบาลเพื่อทำงานต่อ
‘สนิทกันเร็วจริงๆ นะ ถึงว่าไม่ง้อฉันเลย’ เ้านายขั้วโลกเหนือที่กำลังจะออกไปหาอะไรดื่มรีบเปลี่ยนเป้าหมายทันทีเมื่อเห็นเลขาสาวที่กำลังผิดใจกันอยู่ขึ้นรถแท็กซี่ออกมาจากบริษัท และเขาก็คิดว่านี่คงจะเป็โอกาสที่ได้ปรับความเข้าใจกันเมื่อเห็นเลขามาโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมยาย เขาจึงจอดรถรอเพื่อที่จะไปส่งเธอที่บ้าน แต่ดันมาเห็นภาพตรงหน้าเข้าซะก่อน
แม้ตอนนี้เขาจะยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกไม่พอใจที่เธอทำตัวเปลี่ยนไป จากที่เคยร่าเริงสดใส พูดราวกับนกแก้วนกขุนทอง เถียงเขาทุกคำ แต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเธอได้แต่รับคำสั่งว่า‘คะ’ แม้บางคำสั่งของเขาจะงี่เง่ามากก็ตาม แต่เธอก็ยังก้มหน้าทำอย่างไม่เกี่ยงงอน ซึ่งจริงๆ มันก็ควรจะเป็แบบนี้ั้แ่แรกไม่ใช่เหรอ แต่เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่เป็อยู่ตอนนี้มันรบกวนอารมณ์เขาจนแทบบ้า
เอสเคกรุ๊ป...
อัญณิการีบมาทำงานแต่เช้าโดยการจัดการเสื้อผ้าให้เขาก่อนเหมือนทุกครั้งตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และมันก็ดีมากเพราะเธอไม่ต้องเจอเขาเพราะเขายังไม่ตื่นนอน แต่ใครจะคิดว่าวันนี้เ้านายเธอจะตื่นเช้ากว่าปกติ
“ขอเนคไทสีเทานะ”
“คะ” อัญณิการับคำเ้านายที่กำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ต และรีบหาสิ่งที่เขาร้องขอแล้วนำไปวางไว้ให้ข้างๆ จากนั้นก็หมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป แต่เสียงดังด้านหลังรั้งเธอเอาไว้
“เดี๋ยว! ผูกให้ฉันด้วย”
“เอ่อ...แต่ว่า...” คนถูกสั่งได้แต่ยืนทำใจ เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับเขาตอนนี้
ราฟที่ยืนรออยู่นานก็ไม่เห็นเลขาตัวเล็กเดินมาตามคำสั่งสักที เขาจึงเดินไปหยุดอยู่หน้าเธอแทน เธอเงยหน้าขึ้นมองตาสีเทาที่วาวโรจน์ด้วยอารมณ์ไม่พอใจที่ต้องรอนาน แต่อยู่ๆ ก็พาลให้คิดถึงเหตุการณ์เมื่อวันนั้น
“ฉันรู้ว่าเธอคงไม่พอใจฉันเื่วันนั้น แต่เธอก็ไม่ควรจะแตะต้องของส่วนตัวของฉัน”
“ฉันรู้ค่ะว่าฉันผิด ฉันขอโทษเอาเป็ว่าต่อไปฉันจะไม่แตะต้องอะไรของคุณอีกนะคะ” อัญณิกาตอบสีหน้าเรียบเชย
“นี่เธอ...” ราฟรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังประชดเขา แต่หญิงสาวตัวเล็กไม่รอให้เ้านายพูดจบ เธอรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ก้มลงมาอีกหน่อยสิคะ เดี๋ยวฉันผูกเนคไทให้” อัญณิกาก้มหน้าก้มตาผูกเนคไทโดยที่ไม่ได้สนใจคนสั่งเลย จนราฟต้องถอนหายใจใส่หน้าเธอ แต่อัญณิกาก็ยังคงเฉย นี่ถ้าเป็ปกติเธอคงบ่นเขาแล้ว
“เย็นวันพรุ่งนี้เธอเตรียมชุดไปงานเลี้ยงบริษัทเพื่อนฉันไว้ด้วยนะ”
“คุณอยากใส่เสื้อสีไหน เนคไทสีอะไรคะ ฉันจะได้เตรียมให้ถูก”
“ฉันหมายถึงชุดเธอนะ”
“ชุดฉัน...”
“ใช่ เธอต้องไปกับฉันด้วยในฐานะเลขาส่วนตัว”
“คะ” เลขาตัวเล็กรับคำโดยไม่ได้เถียงอะไรเหมือนตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา และลงไปจัดการงานเอกสารข้างล่างต่อทันที
คนเป็เ้านายได้แต่ส่ายหัวให้กับการกระทำของเลขาส่วนตัว นี่ถ้าเป็เด็กแล้วชอบประชดชันแบบนี้นะ เขาจับฟาดก้นไปนานแล้ว
...............................................................................................
ขอบคุณสำหรับการติดตาม อย่าลืมเพิ่มเข้าชั้นหนังสือกัน และกดlove เพื่อรออัพเดตนะจ้า
มาพูดกับไรท์ได้นะจ๊ะ ด่าได้ถ้าไรท์ทำร้ายตัวละครเกิน แต่อย่าแรงเดี๋ยวไรท์เจ็บนะจ๊ะ รีดที่รัก ....
ฝากติดตามเพจในลิิ๊งค์ด้านล่าง หรือ คลิ๊กที่นี่