เหล่านักเลงที่ได้ยินว่าคนที่มันกำลังไปหาเื่ และสร้างปัญหาให้อยู่นั้นเป็ถึงครอบครัวลูกพี่ใหญ่ พวกมันต่างก็หน้าซีดเป็ไก่ต้ม จากที่มึนเมาด้วยฤทธิ์สุรากลับกลายเป็ตื่นจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับเื่นี้ โดยเฉพาะเ้าหน้าบากที่โดนตบไปสองครั้งถึงได้รู้ว่าตัวเองทำผิดไปอย่างมหันต์..
“ผมขอโทษครับนาย ผมไม่รู้..” ชายหน้าบากกล่าวพร้อมกับทรุดเข่าลงไปกับพื้น ส่วนเ้านักเลงลูกน้องคนอื่นๆก็ไม่ต่างกันนัก ตอนนี้พวกมันทำได้เพียงแค่สำนึกผิด และขอให้นายให้อภัย..
“คนที่พวกมึงต้องไปขอโทษไม่ใช่กู.. แต่เป็บอสใหญ่นู่น! เวรเอ้ย.. รอบนี้กูจะรอดไหมเนี่ย” พิทักษ์กล่าวก่อนจะนึกคิด คดีครั้งก่อนยังไม่ทันได้พิสูจน์ตัวเองใหม่เลยแท้ๆ เหล่าลูกน้องผู้บังเกิดเกล้ากลับจัดงานเข้าที่ยิ่งใหญ่ให้เขาอีกครั้งจนได้ ครั้งนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับบอสอย่างไรดีแล้ว คงมีแต่ต้องยอมตายเท่านั้นแหละมั้ง
“บอสครับ!.. ผมต้องขออภัยกับเื่ที่เกิดขึ้นด้วยครับ”
พิทักษ์ที่หันไปมองก็พบว่าบอสใหม่ของเขากำลังเดินตรงเข้ามา และใกล้ที่จะถึงตัวของเขาแล้ว แน่นอนว่าเขาก็ต้องคุกเข่าลงไปตามเ้าหัวหน้าลูกน้องหน้าโง่พวกนั้น เฟยที่เดินเข้ามา เขาไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น เขาไม่มองไม่พูดกับใครเลย เฟยเดินขึ้นไปเปิดประตูรถยนต์ และเตรียมท่าทีจะจากไป..
“พิทักษ์.. แกคงไม่ได้คิดว่าฉันคนนี้จะปล่อยเื่นี้ไปง่ายๆหรอกนะ รถใหม่ของฉันเป็รอย ทั้งยังเสียหายจนไม่น่าขับไม่น่าใช้งาน แกรู้ใช่ไหมว่าต้องชดใช้ยังไงน่ะ..” เฟยเลื่อนกระจกลงเพื่อพูดกับพิทักษ์..
“แน่นอนครับบอส!.. พรุ่งนี้เช้าผมจะจัดเตรียมรถที่ดีกว่า ที่หรูหรากว่าให้เป็การชดใช้ครับ!.” พิทักษ์กล่าว เฟยที่ได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองที่พิภพที่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาของเขามันบ่งบอกว่าอย่าได้ลืมสิ่งที่เขาย้ำเตือนไปก่อนหน้านี้ด้วย ‘จงอยู่ให้ห่างจากพวกลูกน้องปลายแถวพวกนั้น’
แล้วรถของเฟยก็ค่อยๆแล่นออกไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางความรู้สึกของคนที่อยู่ ณ จุดจุดนี้อย่างหลากหลาย เหล่านักเลงที่คิดว่าตัวเองจะต้องโดนด่า โดนตำหนิ หรือบางทีอาจจะมีโทษถึงตายก็หน้าซีดกันเป็แถวๆ พิทักษ์ได้แต่ก้มหัวของตัวเองเพื่อเป็การขอโทษพร้อมกับในใจที่ว่างเปล่า เขาทำได้เพียงภาวนาให้บอสให้อภัยกับเื่ที่เกิดขึ้น
พิภพที่เห็นว่าได้เวลาแล้ว เพราะรถของท่านปรมจารย์กำลังจะเลี้ยวออกจากซอยไป..
“ไอ้น้องบ้า! แกรีบขยับตัวมาหาฉันเร็วเข้า!.. ส่วนพวกแกที่เหลืออยู่ตรงนั้นแหละ” พิภพไม่หลงลืมคำเตือนของท่านปรมจารย์ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ก็ตาม พิทักษ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะรีบวิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าของพี่ชายที่อยู่ห่างออกไปจากจุดบริเวณเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร
และทันทีที่เขาวิ่งมาถึงตรงหน้าของพี่ชายตัวเอง เื่ที่น่าตกตะลึง น่าใก็เกิดขึ้น เพราะจู่ๆก็มีสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านร่างของพวกเขาไป และมันเป็สายลมที่ทำให้รู้สึกได้ว่ามันคือสายลมแห่งความตาย
พิภพ กับพิทักษ์ที่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้ตายไปแล้วก็หันเงยหน้ามองกันและกันราวกับจะถามว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่ ซึ่งทุกอย่างก็ยังคงปกติสุขดี แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่เป็ปกติ..
“โอ๊ยยย! อ่า!!! แขน.. แขนของฉัน... ไม่นะ!..”
จู่ๆเสียงของชายหน้าบากคนเดิมก็ร้องออกมาอย่างทรมานใจ เพราะตอนนี้แขนของมันข้างหนึ่งได้ขาดออกจากกันเป็สองส่วนโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งสองพี่น้องที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองด้วยความสงสัยว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น และในจังหวะที่หันไปมองแขนอีกข้างของเ้าหน้าบากก็ขาดไปอีกข้างทันที
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!.. นายครับ นายช่วยผมด้วย” ชายหน้าบากกล่าวกับพิทักษ์ผู้เป็นาย ตอนนี้ใบหน้าของมันเรียกได้ว่าเหวอสุดๆ และหน้าของมันซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษ A4 เสียอีก มันพยายามที่จะวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากพิทักษ์ แต่ทว่าในทันทีที่มันเริ่มก้าวเดินขา ขาของมันก็ขาดออกจากกันทั้งสองข้าง..
เสียงกรีดร้องที่ดังทุกข์ทนแล่นเข้าสู่ในส่วนประสาทสมองของสองพี่น้องพิทักษ์ และพิภพด้วยความกลัว ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่เกิดกับเ้าหน้าบากคนเดียวเท่านั้น มันยังเกิดกับเหล่าลูกน้องของมันทั้งหมดอีก 4 คนที่เหลือด้วยเช่นกัน พวกมันได้แต่ร้องขอชีวิตอย่างเอาเป็เอาตายอยู่อย่างนั้น..
และในขณะที่น้ำตาลูกผู้ชายของพวกมันกำลังไหลรินไปด้วยความเ็ป เปลวเพลิงสีน้ำเงินก็ปรากฏตามร่างกายของพวกมัน ก่อนจะลามไปทั่วทั้งตัวในเวลาเพียงเสี้ยววินาที และในเวลาไม่ถึง 10 วินาทีร่างทั้งร่างของเหล่านักเลงก็ลอยละลิ่วหายไปกับสายลม เรียกได้ว่าร่องรอยการมีอยู่ของพวกมัน หายไปราวกับไม่เคยมีพวกมันบนโลกนี้เลยแม้แต่ DNA หรือเซลล์เดียว..
“แกอย่าได้คิดร้ายกับนายท่านคนใหม่ของแกเชียวล่ะ เพราะต่อให้เป็ฉัน.. ฉันก็ช่วยเหลืออะไรแกไม่ได้ ถ้าแกเป็ที่ชื่นชอบต่อนายท่านของแก แกจะได้รับประโยชน์อีกมาก แต่ถ้าแกคิดร้ายกับเขา แกก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างอะไรจากพวกมัน..” พิภพกล่าวพร้อมกับหันหลัง และเดินจากเข้าไปที่เดอร์คอยน์ ส่วนทางด้านพิทักษ์ที่ได้ยินคำกล่าวของพี่ชายตัวเอง เขาก็ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ..
“..บ้าเอ้ย! เรากำลังคิดอะไรอยู่.. ก่อนอื่นต้องรีบหารถยนต์คันใหม่ให้กับบอสของเราก่อน ไม่งั้น.. อึก!”
พิทักษ์ตบหน้าของตัวเอง ราวกับจะพยายามทำให้ตัวเองลืมเื่มหัศจรรย์ตรงหน้านี้ไปให้ได้ ก่อนจะกลับมาโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ แต่มันก็ไม่วายที่ภาพของเหล่าลูกน้องที่เคยอยู่เคียงข้างกายตกตายลงจนไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผง เขาไม่คิดเลยว่าจะมีวิธีการฆ่าคนแบบนี้ด้วย อย่างที่พี่บอกถ้าเขาทำดีสักวันเขาอาจจะเป็เหมือนกับบอส แต่ถ้าเขาทำไม่ดีไม่ถูกใจ เขาก็คงไม่ต่างอะไรจากพวกมัน..
..กลับมาที่ด้านภายในรถยนต์ของเฟย..
หลังจากที่เฟยขับรถแล่นออกมาบรรยากาศภายในรถก็ต่างเงียบจนมาคุ ไม่มีใครเลยที่จะส่งเสียงหรือพูดคุยอะไรกัน เฟยเองก็คิดว่ามันดีอยู่เหมือนกันเพราะว่าเขาจะต้องคอยควบคุมพลังเวทย์ของตัวเองเพื่อการสังหารเหล่านักเลงพวกนั้นอย่างตั้งใจ หากเขาใช้มันมากจนเกินไปพวกสองพี่น้องนั้นคงจะโดนลูกหลงไปด้วย และมันเป็เวลาเพียงไม่นานเท่านั้นทุกอย่างก็จบสิ้นลง เฟยถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะมองที่กระจกหลัง..
“แม่!.. แม่เป็อะไรหรือเปล่า” เฟยกล่าวถามท่ามกลางความเงียบ
“แม่ไม่เป็อะไรหรอกลูก.. มีแค่เศษกระจกบาดนิดหน่อย” แม่ไหมกล่าวตอบกับลูกชายของตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นเราควรแวะไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อนนะครับ.. แล้วมีใครพอจะบอกผมได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าจู่ๆพวกนักเลงนั้นจะมาทุบรถเลย มันก็ออกจะยังไงๆอยู่..” เฟยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ในใจของเขารู้อยู่แล้วว่ามันเป็เพราะใคร และมันก็ไม่พ้นน้องสาวของเขาอย่างแน่นอน..
“..หนู! หนูผิดเองค่ะพี่.. เป็หนูเองที่ผิด หนูแค่อยากถ่ายรูปกับผับด้านหลังแค่นั้นเอง ไม่คิดว่ามันจะเกิดเื่อย่างนี้ หนูขอโทษ!..”
ฟางกล่าวพลางน้ำตาที่ซึมออกมา เธอเองก็กลัวมากจริงๆกับเื่ที่เกิดขึ้น ถ้าเธอเชื่อฟังพี่ชายของเธอั้แ่แรก เื่แบบนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น เฟยที่เห็นสีหน้าของน้องสาวเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง ถ้าเขาปล่อยเื่นี้ไปโดยที่ไม่ตำหนิอะไรสักอย่าง น้องสาวของเขาอาจจะคิดไม่ได้ และทำอะไรแผลงๆเช่นเดิมอีกก็เป็ไปได้ ในฐานะคนเป็พี่แล้วควรจะพูดกล่าวอะไรสักหน่อย..
“ฟาง.. พี่จะไม่พูดตำหนิกับสิ่งที่เราทำหรอกนะ แต่พี่อยากให้เรามองย้อนกลับไปสักนิดหนึ่ง ครั้งก่อนที่พ่อโดนฟาดหัวก็คงจะเป็เราอีกล่ะสิถ้าที่ทำอะไรแผลงๆจนพวกทวงหนี้ไม่พอใจ ครั้งนี้นอกจากจะเสี่ยงแล้ว แม่ยังได้าเ็ไปด้วย ถ้าไม่มีพี่ พ่อกับแม่จะเป็ยังไง.. น้องอายุ 18 ปีแล้วนะ ไม่ใช่เด็กๆที่จะทำอะไรก่อนมานั่งสำนึกผิดแบบนี้ ถ้าน้องอยากจะเที่ยว อยากจะถ่ายรูปแค่บอกพี่ชายคนนี้ เราคิดว่าพี่จะขัดเราเหรอ..”
เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวลชวนให้อีกฝ่ายคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้ บางอย่างถ้าทำอะไรแหกคอกก็จะเกิดผลกระทบที่ตามมาจนรับมือไม่ไหวเช่นดังเหตุการณ์นี้..
“เอาน่าๆ แกก็อย่าไปว่าน้องมันให้มากเลย แค่นี้น้องแกก็สำนึกผิดจะแย่อยู่แล้ว ปลอดภัยกันดีก็ดีแล้วนี่..” พ่อภูมิกล่าวกับเฟย ส่วนทางด้านเฟยก็หันขวับกลับมาที่พ่อของตน ก่อนจะเทศนาไปด้วยอีกคนหนึ่ง..
“พ่อก็เอาแต่ให้ท้ายน้องมันมาตลอด.. ตัวเองเกือบตายแล้วยังมีหน้ามาพูดอย่างนี้อีก..บลาๆ”
เฟยพูดตำหนิพ่อของตัวเองอีกหลายช็อต จนทุกคนเลือกที่จะเงียบปากให้สนิท ถ้ายังพูดอะไรกับเฟยในตอนนี้ มันก็ยิ่งจะเข้าตัวไปเสียเปล่าๆ
พ่อภูมิที่ตอนแรกชิลๆแลดูมีความมั่นใจ ตอนนี้กับนั่งซึมๆไม่ต่างอะไรกับลูกสาวของตน เฟยที่บ่นระบายออกมาทั้งหมดแล้ว เขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง และเป็ครั้งที่เท่าไรไม่รู้..
“หลังจากนี้เป็ต้นไป.. ผมจะจัดทีมบอดี้การ์ดให้กับทุกคน และทุกคนจะต้องฝึกศิลปะการต่อสู้ในทุกๆเช้า ไม่อนุญาตให้เถียงหรือโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น.. ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้นวันจันทร์ ส่วนวันพรุ่งนี้ให้พักผ่อนเตรียมใจเอาไว้ซะ!..” เฟยกล่าวดังเผด็จการทางทหาร แม้ว่ามันจะเหมือนเป็การบังคับไปบ้าง แต่ก็เพื่อครอบครัวของเขาเองในอนาคต
เฟยไม่รอคำตอบใดๆจากสมาชิกในครอบครัว เขาขับรถไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่เฟยก็รู้จักโรงพยาบาลอยู่แห่งเดียวเท่านั้น ั้แ่ที่เขากลับมายังโลกแห่งนี้ความทรงจำอะไรต่างๆมันก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก จนตอนนี้สมาชิกของครอบครัวก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาลวิภาบดีที่พ่อเคยรักษาตัวอยู่..
“ลงไปตรวจเช็กอาการกันทุกคนเลยครับ.. ผมจะเอารถไปจอด และทำความสะอาด” เฟยกล่าวพร้อมกับสมาชิกทั้งสามคนจะรีบลงจากรถอย่างรวดเร็ว ขืนชักช้ามีหวังโดนบ่นหูชาอย่างผู้เป็พ่อเมื่อกี้แน่นอน..