เสียงลมพัดแ่เบาเลียบไปตามพื้นอิฐของลานกว้างหน้าตึกกิลด์นักแสวงบุญ ก่อนจะม้วนตัวลอยขึ้นหอบเอาใบไม้แห้งเล็ก ๆ ให้ลอยอ้อยอิ่งตามกันไป ทุกอย่างอยู่ในความเงียบมาได้พักใหญ่ไม่มีใครปริปากใดๆ ทั้งสิ้น ทั้ง 2ต่างจ้องหน้ากันเพื่อหยั่งเชิงของอีกฝ่าย
“รองหัวหน้าดอกไม้แดง ช่วยพวกเราด้วย” ใครคนหนึ่งในผู้เล่น 10 คนที่โดนไมร่าจัดการเอ่ยขึ้น ทำให้เธอรู้ว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้มีชื่อว่าดอกไม้แดง อีกทั้งยังมีดีกรีเป็ถึงรองหัวหน้ากิลด์ด้วย
“ถ้าจะกรุณา คุณช่วยปล่อยสมาชิกของกิลด์เราก่อนจะได้หรือเปล่า” ไมร่าไม่ตอบแต่เธอแค่พลิกมือเบา ๆ แล้วตวัดออกข้างตัว เถาวัลย์ที่รัดผู้เล่นทั้ง 10 นั้นก็พลันสลายหายไปทันที
“ยังไงเราก็ต้องสู้กันสินะ” ดอกไม้แดงเป็คนกล่าว
“ก็ไม่มีทางเลือก” สิ้นคำพูดจั้นดอกไม้แดงพลิกฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ยังผลให้หอกที่เสียบอยู่กับพื้น ถอนตัวเองแล้วลอยกลับเข้ามือของผู้เป็เ้าของในพริบตา
ทักษะกระบวนท่าหอกพลิกแผ่นดิน ทะลวงหินผา
หอกในมือถูกกวัดแกว่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถูกพุ่งแทงออกมาด้วยความแรง ก่อเกิดเป็กระแสคลื่นพลังตรงดิ่งเข้าหาผู้เป็เป้าหมาย พริบตานั้นวรรณภาสะกิดเท้าส่งร่างของตัวเอง ให้เคลื่อนตัวถอยหลังตามแรงคลื่นพลังของหอก ส่วนริมฝีปากก็ขยับขึ้นลงร่ายบทสวดอย่างรีบ ๆ
“ข้าแต่เสียงกระซิบของิญญาราชินีแห่งมวลมนุษย์ ข้ามิอาจปกป้องผู้ใดได้ หากปราศจากพลังแห่งปฐีคุ้มครอง จงมอบพลังให้แก่ข้า ราชินีแห่งมวลมนุษย์”
ทักษะมนตราเทพปฐี บทที่ 2 เมโทมอนทูเล (กำแพงศิลาเทพ)
จี้รูปกางเขนของวรรณภาเปล่งแสงเรืองรอง พลันพื้นดินเกิดสั่นะเืเบา ๆ พริบตานั้นกำแพงหินก็พุ่งทะลุจากพื้นอิฐ กางกั้นกระแสของคลื่นพลังหอกได้ทันท่วงที ทว่าแรงปะทะของมันก็ทำให้กำแพงหินถึงกับะเิแตกออกเป็ชิ้นๆ เช่นกัน
“ข้าแต่เสียงกระซิบของิญญาาาแห่งมหาสมุทร ข้ามิอาจอยู่รอดได้หากปราศจากวารีดำรงชีวา จงมอบพลังให้แก่ข้า าาแห่งมหาสมุทร”
ทักษะมนตราเทพวารี บทที่ 4 เวอาลูรีมันดาเล (คลื่นทะเลพิโรธ)
ไมร่าร่ายบทสวดโจมตีต่อเนื่องอย่างไม่ใส่ใจ พลันบังเกิดเป็ละอองน้ำจำนวนมากค่อย ๆ ผุดขึ้นจากพื้น ก่อนจะทะลักออกมากลายเป็คลื่นน้ำขนาดย่อม พุ่งม้วนตัวเองถาโถมเข้าหาดอกไม้แดงที่ยืนเบิกตาด้วยความใ
ทักษะกระบวนท่าหอกพลิกแผ่นดิน สะบั้นศิลาแลง
รองหัวหน้ากิลด์นักแสวงบุญดีดตัวเองหมุนกลางอากาศ ฟาดหอกด้วยความรุนแรงและหนักหน่วง ส่งคลื่นพลังให้ผ่าคลื่นน้ำออกเป็สองฟากได้ราวกับอัศจรรย์ ก่อนจะพลิกตัวเองให้กลับมายืนบนพื้นได้อย่างสวยงามอีกครั้ง
“ไม่น่าเชื่อว่า ผู้เล่นที่มีอาชีพนักบวชจะสู้ตึงมือขนาดนี้”
“นี่ฉันยังไม่เอาจริงเลยนะ” ไมร่าฉีกยิ้มเยาะ
“ดูถูกกันเกินไปแล้ว”
ทักษะกระบวนท่าหอกพลิกแผ่นดิน ทะลวงขุนเขา
พื้นดินสั่นะเืเป็ระนาว เมื่อดอกไม้แดงควงหอกหมุนรอบตัว แล้วแทงหอกด้วยความเร็วติด ๆ กันเป็สิบกว่าครั้ง ส่งคลื่นพลังหอกนักสิบสายพุ่งเข้าหาไมร่าเพื่อหวังปลิดชีพในทันที หากแต่ผู้เป็เป้าหมายกลับคลี่ยิ้มบาง ๆ ให้เท่านั้น ราวกับราชสีห์กำลังหยอกล้อเหยื่อก็ไม่ปาน
“เก็บปากของหล่อนเอาไปพูดกับ NPC ที่จุดรอเกิดเถอะย่ะ”
ทักษะคัมภีร์แห่งมรรคา สู่ความว่างเปล่า
ไมร่าตวัดมือหมุนรอบตัวเอง พลันคลื่นพลังของหอกนับสิบสายนั้นก็สลายหายไป ก่อนจะถึงตัวเธอราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอยิ้มอย่างผู้กุมชัยชนะ ทักษะสู่ความว่างเปล่าเป็ทักษะที่ทำให้พลังโจมตีจากทักษะอื่น ไม่มีผลกับเธอเป็เวลา 15 วินาทีนั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าจะโจมตีด้วยทักษะแบบไหนเธอก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ในขณะเดียวกันตัวเธอเองก็ใช้ทักษะอื่นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้เป็ปัญหาสำหรับวรรณภา
“จบแค่นี้แหละ” ไมร่ากล่าวอย่างแ่เบา ก่อนจะเรียกหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา พลางหยิบการ์ดใบหนึ่งมาถือไว้ในมือ ก่อนจะหรี่ตามองข้างหน้าเพื่อหาจังหวะโจมตี
ในเมื่อใช้ทักษะที่มีไม่ได้ก็ใช้ทักษะจากการ์ดซะก็สิ้นเื่...
“จงขานรับเสียงของข้า คลายผนึก การ์ดทักษะห่าฝนศาสตรา”
การ์ดในมือเปล่งแสงจ้าแล้วพลันสลายกลายเป็ละอองสีขาว พร้อม ๆ กับที่ปรากฏวงแหวนเวทสีเทาขนาดใหญ่ ลอยเหนือศรีษะของดอกไม้แดงขึ้นไป ยังผลให้ผู้เป็รองหัวหน้ากิลด์ต้องอ้าปากค้าง เมื่อพบว่าศาสตราวุธทุกรูปแบบเกือบร้อยกว่าเล่มกำลังพุ่งทะลวงลงมาปะทะร่างของเธอ...
ทักษะเพลงดาบบุปผาชาติ ซากุระร่วงโรย
ชั่วขณะนั้นปราณดาบนับร้อยเล่มพุ่งแทงออกมาจากประตูทางเข้าหน้าตึก ก่อนจะร้อยเรียงกันแล้วตวัดฟันศาสตราพวกนั้นที่กำลังพุ่งลงมาได้ทั้งหมดราวกับจับวาง ไมร่ากัดฟันกรอดแล้วมองอิสตรีผู้มาขัดขวางที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างองอาจ
“ต้องขออภัยที่สมาชิกของกิลด์ไร้มารยาท ฉันเดม่อนโครว หัวหน้ากิลด์คนปัจจุบันมีธุระอะไรไม่ทราบ”
เธอแนะนำตัวพร้อมกับเยื้องย่างก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ชุดหนังสีดำรัดรูปที่เ้าหล่อนใส่อยู่นั้นก็น้อยชิ้น จนดูไม่ออกว่าจะมีพลังป้องกันมากหรือเปล่า อีกทั้งอาวุธสีดำมะเมื่อมที่ถือลากมาด้วย ก็มีรูปร่างประหลาดเกินกว่าจะเรียกว่าดาบ โดยรวมแล้วสิ่งที่ไมร่าสังเกตเห็นนั้น มันไม่ได้เข้ากับใบหน้าที่นวลผ่องแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้าของผู้เป็หัวหน้ากิลด์เลยสักนิด...
“ห...หัวหน้า” ดอกไม้แดงก้มหน้าให้เดม่อนโครวราวกับสำนึกผิด ในขณะที่ผู้เป็หัวหน้ากิลด์แค่เดินผ่านไปช้าๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็ไรหรอก แขกผู้นี้มีฝีมือมากกว่าเธอนี่” เดม่อนโครวกล่าวเสียงเบาโดยไม่หันมามอง ดวงตาสีดำขลับของเธอตอนนี้กำลังจับจ้องไมร่าอย่างไม่วางตา
“ว่าไงมีธุระอะไรกับฉัน” เดม่อนโครวเอ่ยถามก่อน
“ฉันมาที่นี้เพื่อ้าของสิ่งหนึ่ง” ไมร่าเข้าประเด็นทันทีโดยไม่อ้อมค้อม
“อะไร”
“จี้ดวงแก้วแห่งเทพ”
อีกฝ่ายชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่ไมร่าพูด
ใช่...นี่คือเป้าหมายหลักของไมร่าที่ต้องกลับมาตึกกิลด์เดิม เพราะจี้ดวงแก้วแห่งเทพนั้นเป็อาวุธของนักบวช และเดิมทีมันก็เป็ของเธออยู่แล้ว เพียงแต่ตอนที่จากไปนั้นเธอได้ฝากมันไว้ที่กิลด์ เผื่อว่าใครที่ได้อาชีพเช่นเดียวกับเธอจะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ตอนนี้เธอจำเป็ต้องใช้มัน หากมีไอเทมนั้นล่ะก็พลังโจมตีของเธอก็จะมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การต้านกองทัพมอนสเตอร์ง่ายขึ้นด้วย...
“คงจะไม่ได้หรอก จี้นั่นเป็ของผู้ก่อตั้งกิลด์นี้ ฉันให้ไม่ได้”
“ก็ฉันนี้แหละผู้ก่อตั้ง” ไมร่าทำเสียงเรียบด้วยแววตาจริงจัง
“หึ...รู้บ้างหรือเปล่าว่ามีคนที่พูดแบบคุณไปแล้วกี่คน แล้วแต่ละคนก็ต้องเจอกับอะไรรู้ไหม”
“...”
“คุณจะใช่ผู้ก่อตั้งหรือเปล่าเดี๋ยวฉันจะพิสูจน์เอง” เดม่อนโครวกล่าวพร้อมดาบไม่ได้รูปชี้มาทางไมร่า
“สามหาวจริงนะ ฉันไม่รู้จักเธอเลยคงจะเพิ่งเข้ากิลด์ละสิ”
“จะเพิ่งเข้ากิลด์หรือเข้ามานานแล้วก็ไม่เกี่ยวกันหรอก...รับมือ”
ทักษะเพลงดาบบุปผาชาติ หักกิ่งมะลิ
แทบจะไม่กล่าวต่อ เดม่อนโครวก็พลิกดาบขึ้นมาเหนือริมฝีปากตัวเอง แล้วหมุนตัวร่ายรำอย่างอ่อยช้อยส่งปราณดาบที่วาดเป็วงกว้าง พุ่งหาเป้าหมายเพื่อหวังเชือดคอศัตรูในกระบวนท่าเดียว
ทักษะคัมภีร์แห่งมรรคา ตามรอยวิถีธรรม
ร่างของวรรณภาพลิ้วไหวดุจขนนก เธอหลบเลี่ยงปราณดาบที่มุ่งร้ายได้อย่างง่ายดาย
ไมร่าตระหนักอยู่เสมอว่าอาชีพนักบวชแพ้ทางอาชีพนักดาบ แต่เื่นั้นเธอเองก็หาวิธีอุดช่องโหว่ไว้แล้ว และตอนนี้เธอก็กลับมาใช้ทักษะได้ตามปกติอีกครั้ง ไม่รอช้าริมฝีปากของไมร่าก็ขยับร่ายบทสวดโจมตีทันที
“ข้าแต่เสียงกระซิบของิญญาแห่งนักรบอัคคีผู้กล้าแกร่ง ข้ามิอาจต่อสู้ได้หากปราศจากพลังอัคคีแผดเผา จงมอบพลังให้แก่ข้า นักรบอัคคี”
ทักษะมนตราเทพอัคคีบทที่ 3 อาราเซโพเทนีอามัส (ลูกไฟถล่มิญญา)
แสงจากจี้ห้อยคอของไมร่าส่องสว่างจ้า พลันบังเกิดลูกไฟขนาดเท่าแตงโมนับสิบลูก ลอยเหนือร่างของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็หัวหน้ากิลด์คนปัจจุบัน และพริบตานั้นมันก็พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
“มีดีแค่นี้เองเรอะ...”
ทักษะเพลงดาบบุปผาชาติ ขุดรากต้นโพธิ์
ดาบในมือของเดม่อนโครวตวัดออกอย่างรวดเร็วจนดูไม่ทัน เกิดเป็กระแสปราณดาบนับสิบ ปะทะเข้ากับลูกไฟเ่าั้อย่างหนักหน่วง จนะเิหายไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่ซาก กระนั้นผู้เป็หัวหน้ากิลด์ก็ไม่ปล่อยโอกาสให้ไมร่าร่ายบทสวดจนจบ เธอสวนกลับด้วยทักษะต่อเนื่องทันที
ทักษะคลื่นลมดาบ
คมดาบถูกวาดออกกลายเป็คลื่นลมที่คมกริบเพื่อตัดร่างเป้าหมาย ไมร่าเบิกตากว้างอย่างใ ก่อนจะรวบพลังออร่าไว้ที่เท้าแล้วเบี่ยงตัวหลบคลื่นลมดาบได้อย่างหวุดหวิด ทว่าเสี้ยวหนึ่งของคลื่นลมก็ตัดผมสีน้ำตาลอมทองของเธอไปได้ปอยหนึ่ง เดม่อนโครวเห็นดังนั้นจึงฟาดทักษะโจมตีเข้าไปอีก
ทักษะเพลงดาบบุปผาชาติ เก็บเกี่ยวรวงข้าว
ดาบในมือถูกกวัดแกว่งจนเกิดริ้วกระแสดาบนับร้อย มันพุ่งร้อยเรียงเป็แถวเข้าหาร่างของไมร่า ที่ ณ ตอนนี้กำลังยืนตลึงกับการโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวของเดม่อนโครว เห็นทีว่าถ้าเธอไม่เอาจริงคงต้องเดี้ยงอยู่ตรงนี้แน่ ๆ
ไมร่าหมุนร่างของตัวเองแล้วกางมือทั้งสองออกตรงหน้า พลันบังเกิดวงแหวนเวทสีทองใต้ร่างของเธอ พร้อม ๆ กับแรงสั่นะเืจากพื้นที่ยืนเบา ๆ ก่อนวงแหวนเวทสีทองนั้นจะเรืองแสงจ้ามากกว่าเดิมและ…
ทักษะคัมภีร์หมื่นกุศล ลำแสงส่องธรรม
ทักษะเพลงดาบบุปผาชาติ ผ่าต้นไทร
ตูม!
ลำแสงสีทองพุ่งออกจากมือของไมร่าเป็ทางยาว เดม่อนโครวเบิกตากว้างแล้วใช้ทักษะต้านรับ ด้วยการผ่าลำแสงออกป็นสองซีก ส่งผลให้พลังทำลายของลำแสงสีทองเลยผ่านร่างของผู้เป็หัวหน้ากิลด์ และทลายตึกที่อยู่ด้านหลังจนแหว่งหายไปเสี้ยวหนึ่ง โชคดีว่าตึกนั้นไม่ใช่ตึกของกิลด์นักแสวงบุญ
“เอาไป”
วัตถุอะไรบางอย่างถูกโยนมาจากเดม่อนโครว ไม่ร่ารับมันมาได้ทัน และเมื่อก้อมหน้ามองดูก็พบว่ามันเป็จี้รูปปีกสีทองกำลังกางออก กลางปีกนั้นมีลูกแก้วสีน้ำทะเลฝังอยู่ชวนให้หลวไหลยามมันต้องกับแสงอาทิตย์
ไม่ร่ากำไอเทมนั้นไว้ก่อน ก่อนจะขมวดคิ้วสงสัยและเปิดหน้าต่างระบบเพื่อดูข้อมูลของมัน
จี้ดวงแก้วแห่งเทพ
ระดับ 7 ดาว
พลังโจมตี 2 ~ 10
พลังโจมตีด้วยทักษะ 2200 ~ 2500
ความทนทาน 100/100
**********************
คุณสมบัติพิเศษ
เพิ่มพลังป้องกัน 10 % เมื่อสวมใส่
“ทำไม” ไมร่าถามออกมาอย่างลืมตัว
“ได้ของแล้วก็ไปซะ...ที่นี่ไม่ต้อนรับผู้ก่อตั้งที่ทอดทิ้งกิลด์อีก”
ไมร่าบีบจี้ที่อยู่ในมือไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัว
ทอดทิ้งงั้นเหรอ...เธอเปล่าทอดทิ้งสักหน่อย แต่เธอมีเหตุจำเป็ที่จะต้องจากไปต่างหาก คนเราจะมีเหตุผลของตัวเองบ้างไม่ได้เลยหรือไง
“ฉันไม่ได้ทอดทิ้งนะ” ไมร่าทำเสียงแข็ง
“แต่การที่คุณทำแบบนั้นมันก็เหมือนกับการทิ้งกิลด์ไป คุณไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมากิลด์ประสบปัญหาอะไรบ้าง พวกเราติดต่อกับคุณไปตั้งหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่คุณจะตอบกลับมา”
“ทำไม่ฉันถึงไม่รู้”
“นั้นเป็เื่ของคุณ ไปได้แล้ว...ต่อแต่นี้กิลด์นักแสวงบุญไม่้าคุณอีกแล้ว...” เดม่อนโครงผ่อนเสียงลงและเบือนหน้าไปทางอื่น
“...”
“ไปซะ...คุณไมร่า”
ไมร่าสะอึกเมื่อมีคนเรียกชื่อเธอ ก่อนจะเงยหน้ามองดูั์ตาดำขลับที่แฝงแววโศกเศร้า เธอแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างแน่นอน แต่ที่เดม่อนโครวรู้จักเธอก็อาจจะเป็เพราะว่ามีการบอกต่อจากหัวหน้ารุ่นก่อนๆ ถึงความสามารถและใบหน้าของผู้ก่อตั้งอย่างเธอ หรือไม่งั้นก็มีรูปของเธอติดอยู่ที่ห้องใดห้องหนึ่งในตึกกิลด์นี้
“แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก”
คำพูดตัดบทของเดม่อนโครวราวกับเป็สายฟ้าฟาดที่ผ่าเปรี้ยงลงกลางใจ ไมร่าค่อย ๆ ข่มความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้เอาไว้ แล้วค่อย ๆ หันหลังเดินออกจากกิลด์นักแสวงบุญออกไปช้าๆ
ร่างของเธอผ่านซุ้มโค้งลายดอกสีขาวอีกครั้ง ไมร่าหยุดอยู่ตรงนั้นเธอกำลังเงยหน้าจ้องมองป้ายชื่อกิลด์ที่ติดอยู่ เธออ่านมันซ้ำไปซ้ำมาในใจ ราวกับว่าอยากให้มันฝังลงไปในความทรงจำของเธอ...
ครั้งหนึ่งไมร่าเคยคิดที่จะก่อตั้งกิลด์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้เริ่มเกมใหม่ๆ ในตอนนั้นเธอมีความสุขมากเวลาเห็นสมาชิกกิลด์ด้วยกันเลื่อนระดับ แต่ว่าคงจะไม่มีวันเวลาแบบนั้นอีกแล้ว กิลด์นักแสวงบุญในตอนนี้ไม่ได้มีบรรยากาศแบบนั้นให้เห็นอีก บรรยากาศที่มีแต่ผู้เล่นเริ่มต้น วิ่งเข้าออกกิลด์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและมีความสุขกับการเล่นเกม...
่เวลาแบบนั้นมันได้หายไปแล้ว...
ไม่ร่าบีบจี้ดวงแก้วแห่งเทพที่อยู่ในมือแน่นกว่าเดิม แล้วออกเดินจากกิลด์ไปอย่างข่มใจ