เย็นวันนี้พวกเราทั้งสี่ ต่างนั่งล้อมวงหน้าเตียงเตา พร้อมกับผ้าห่มคนละผืน เงินสิบตำลึงทองถูกใช้อย่างคุ้มค่า แม้จะยังไม่หนาวมาก แต่ก็ไม่อยากให้มีใครป่วยไปก่อน
หลินลี่ตำกระเทียม พร้อมเครื่องเทศบางอย่าง คลุกเคล้าเนื้อหมูไว้สักพักก่อนที่จะนำมาย่าง
เครื่องเทศ กระเทียม และเนื้อหมู เมื่อโดนความร้อนก็ส่งกลิ่นหอมฉุยออกมา หลินซานที่เด็กสุด เก็บอาการไม่ไหว น้ำลายสอ มองเนื้อหมูตาไม่กะพริบ
หลินลี่มองน้องสามและยิ้มอย่างเอ็นดู
หลินฮวาเองก็มองข้าวขาวนุ่มฟู ที่กำลังร้อนอยู่ในหม้อ ั้แ่พ่อแม่ตายไป 1 ปีแล้ว ที่นางไม่ได้กินอะไรดีๆ อีกเลย
บ้านลุงใหญ่ที่ทำนาบนที่ดินของพ่อนาง ก็ไม่เคยปันข้าวมาให้นางแม้แต่น้อย แถมบ้านใหญ่ั้แ่ป้ารองมาอยู่ที่บ้านนาง ก็อยู่ดีกินดี ทั้งยังมีชุดสวยๆ ใส่อีก
แม้กระทั่งลูกพี่ลูกน้องนาง ลูกสาวคนโตของลุงใหญ่ ที่แต่งออกไปแล้ว ก็พาลสุขสบายไปด้วย
หลินฮวาคิดแค้นมาตลอด ต่างจากหลินลี่คนเก่าที่ไม่คิดอะไร นางแค่น้อยใจในวาสนาของตน และโทษว่าเป็เพราะโชคชะตา แต่หลินฮวากลับคิดว่า ถ้าได้ที่ดินของพ่อมาทำกิน ก็ไม่ลำบากเช่นนี้
“ข้าเห็นบ้านลุงใหญ่ได้กินเนื้อ ตอนวันเกิดพี่ฟง ก็คิดไม่ถึงว่าบ้านเราจะมีโอกาสได้กินเนื้อวันธรรมดาอย่างนี้” หลินฮวาเอ่ยถึงหลินฟง ลูกชายคนเล็กวัย 16 ปีของลุงใหญ่
“หืม พี่รอง วันธรรมดาที่ไหน เราฉลองให้กับน้องคนเล็กของเราตั้งหาก” หลินซานที่กำลังจ้องเนื้อสีน้ำตาล เอ่ยตอบกับพี่รองของตน
“จริงด้วย กว่าน้องจะเกิดเราก็ฉลองทุกวันเถิด” หลินฮวาที่ได้ยินน้องชายว่านั้น ก็พูดขึ้นบ้าง
ทั้งหมดพากันหัวเราะให้กับความเห็นแก่กินของทั้งสอง แม้แต่หลินเว่ยเว่ยที่หน้านิ่งเฉย ก็อดอมยิ้มไม่ได้
พอเนื้อสุก หลินลี่ก็แบ่งเนื้อออกเป็ 5 ส่วน และแบ่งทุกคนให้เท่ากัน เมื่อเหลืออีกส่วนก็มอบให้หลินเว่ยเว่ยผู้เป็ป้ารอง พร้อมบอกว่าให้น้องตัวน้อย
หลินเว่ยเว่ยพูดขอบคุณเบาๆ นางพยายามกลืนเนื้อและกลั้นความรู้สึกที่จุกอกด้านใน เหมือนทุกคนกำลังคาดหวังกับเด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมา แต่นางกลับมีความคิดตรงข้าม จึงรู้สึกแย่ไม่น้อย
หลินเว่ยเว่ยแบ่งเนื้อคืนให้ทุกคน คนละชิ้น แม้รวม ๆ แล้วนางจะได้เนื้อมากที่สุด แต่เมื่อทุกคนอยากให้นางกินมากขึ้น นางก็ไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจ
เมื่อกินอิ่มหลินเว่ยเว่ยไม่สามารถนั่งย่อยอย่างหลินซาน และหลินฮวาได้ นางจึงลุกขึ้นมาเดินย่อย รอบๆ บ้าน พร้อมผ้าห่มฝืนหนาคลุมตัวไว้
ดวงตะวันกำลังลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มตัดกับความมืดที่กำลังเข้าปกคลุม นั่นทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้า ราวกับว่าความสว่างกำลังหายไปและความมืดมิดเข้ามาแทนที่
“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ป้ารอง” หลินลี่เดินมาพร้อมผ้าห่มและห่มให้หลินเว่ยเว่ยอีกชั้น
หลินเว่ยเว่ยขยับผ้าห่มให้เข้าที่ ระบายยิ้มเบาๆ “ขอบใจลี่เอ๋อร์ ป้ารองก็แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”
“ป้ารอง เมื่อเช้าตอนเข้าป่า ข้าพบมันชนิดหนึ่งที่คนไม่กินทั้งๆ ที่มันกินได้ แต่ไม่รู้ว่าจะขายได้หรือไม่” หลินลี่พูดเื่ที่้าปรึกษาออกไป
นางพึ่งมาใหม่ยังไม่แน่ใจว่าอะไรจะขายได้ บางทีป้ารองผู้นี้อาจรู้ และจะได้มีคนช่วยคิด สองหัวดีกว่าหัวเดียว
หลินเว่ยเว่ยส่ายหัวเบาๆ เข้าป่า ค้าขาย เป็วิถีของนางเอกแนวสโลว์ไลฟ์จริงๆ ยังไม่กี่ชั่วยามนางก็หาเงิน ตำลึงทองเข้าบ้าน และตอนนี้ก็คิดค้าขายเสียแล้ว
“มันที่ว่านี้มันคือมันอันใดละ” หลินเว่ยเว่ยถามเป็พิธี
เพราะนางรู้อยู่แล้วว่า หลินลี่กำลังทำอะไร นางนอนคิดอยู่นานเพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองไม่จำเนื้อเื่ผิด เพราะก็อ่านนิยายแนวนี้มาเยอะ และมันก็คล้ายกันพอสมควร
แรก ๆ นางก็จำผิด จำสลับไปเรื่อยเปื่อย เื่นี้ใช่ที่นางเอกปลูกผัก ขายสมุนไพรหายากรึ
เปล่า แต่มันก็เป็แบบนี้ทุกเื่นี่น่า
โชคดีที่นิยายเื่ล่าสุดที่อ่านเป็เื่นี้ ไม่งั้นตอนในหัวคงตีกันข้ามเื่
“ถู่โต้ว (มันฝรั่ง) น่ะ ป้ารองรู้จักไหม” หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มให้กับความทรงจำของตน
ถู่โต้วจริง ๆ ด้วย นึกว่าหน่อไม้ หรือเห็ดแปลกๆ
“ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แล้วมันจะกินได้หรือเปล่า ทำไมชาวบ้านถึงไม่เอามากินละ”
หญิงสาวจำได้ว่า เมื่อก่อนหลินลี่ปรึกษากับหลินฮวา ประโยคนี้เป็คำพูดที่หลินฮวาพูดกับหลินลี่
นางนึกขำตัวเองในใจ นางไม่ได้ตั้งใจพูดตามบท แต่ด้วยบริบทนางต้องตอบกลับแบบนี้จริง ๆ
“กินได้สิ แถมอร่อยด้วย เอามาทำได้หลายอย่าง ทั้งยังอาจช่วยคนอื่น ๆ ได้ หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านก็มักจะปล่อยที่นาไว้ว่างเปล่า เพราะอากาศเริ่มเย็น แต่ถู่โต้วนี้ สามารถปลูกได้ ทั้งยังไม่ต้องใช้น้ำมากอย่างธัญพืชอื่น ๆ” หลินลี่เอ่ยด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว
นางคาดฝันถึงอนาคตที่ตนจะได้เป็เศรษฐี
แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้เมื่อหลินเว่ยเว่ยพูดขัดก่อน “ไม่ได้”