เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 18 นรกบนดิน (100%)

            ท้ายรถรุ่นในตำนานชนเข้ากับกำแพงรั้วเหมือนคนขับเป็นเกาท์ แล้วเผลอเหยียบคันเร่งแรงเกินไป นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าการเชือดไก่ให้ลิงดูจะยุติลงแค่นี้

            "พอได้แล้ว... แจ็กกี้ บันทึกค่าซ่อมกำแพงลงไปในหนี้ด้วย"ผมใช้ไมโครโฟนพูดกับคนทั้งคู่ เพื่อให้ได้ยินทั่วถึง

            "หมายความว่าไงวะที่เอาค่าซ่อมกำแพงมารวมอยู่ในหนี้ นี่มันแกล้งกันนี่หว่า!!"คนคนนั้นลงจากรถมาโวยวายเสียงลั่น

            "ผมแกล้งอะไรในเมื่อคุณเลือกที่จะจอดรถตรงที่ที่ไม่ควรจอดเอง" ผมจ้องหน้าอีกฝ่ายที่กำลังเดินตรงเข้ามาพร้อมกับยกมือห้ามบอดี้การ์ดที่เตรียมจะฉีดน้ำใส่คนคนนั้นอีกรอบ

            "จอดตรงนี้แล้วมันมีใครเดือดร้อนป้ายห้ามจอดก็ไม่มี อย่ามามั่ว! ถ้าจะให้จ่ายค่าซ่อมกำแพง ก็จ่ายค่าซ่อมรถมาด้วยเพราะแกเป็นคนสั่งให้ฉันถอยเข้าถอยออกจนมันชน!!" ชายผู้ไม่เคยโทษตัวเองชี้หน้าผมด้วยท่าทางเหมือนกำลังเดือดดาลกับสิ่งที่ผมทำ

            ...คนพวกนี้มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและยังคงเป็นแบบนั้น แม้จะตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองวาร์ปลงไปอยู่ในนรก

            "คุณจะเคยไปกร่างที่ไหนมาแล้วได้ผลบ้าง มันก็เรื่องของคุณ แต่ถ้ามากร่างในที่ของผมก็จะได้เป็นหนี้ไปตลอดชาติ ไม่ต้องออกไป" ผมบอกตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมแต่ไม่ได้การันตีว่านั่นคือทั้งหมดที่ผมจะทำ

            "แกว่าไงนะ!!"เจ้าของรถรุ่นในตำนานกำหมัดวิ่งเข้ามา แน่นอน... รอบนี้ผมไม่ได้ใจดีสั่งห้ามฉีดน้ำเหมือนรอบก่อน

            "ผมเตือนแล้วว่าให้ทุกคนอ่านคู่มือในการอยู่ร่วมกันเพราะที่นี่... เรามีคนคอยตรวจตราความประพฤติพนักงานตลอด 24 ชั่วโมงและจะจดบันทึกค่าปรับรวมเข้ากับหนี้ทุกครั้งที่มีการทำผิดกฎ"

            นี่จะเป็นการประกาศเตือนครั้งสุดท้ายของผมหากถามว่ากลัวหรือไม่ ถ้าคนพวกนี้จะปฏิบัติตามกฎจนได้รับอิสระ และกลับสู่โลกภายนอกก็ตอบได้ทันทีว่าไม่ เพราะพนักงานในเครือ Michael SAF Group ทุกคนผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วว่า พวกเขา...เป็นมะพร้าวเน่าในเลเวลที่เกินเยียวยา

            "แกสร้างโรงงานนรกนี่ขึ้นมาเพราะตั้งใจจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วใช่ไหม!?" ใครคนนึงร้องถามผม

            "ไม่ใช่โรงงานนรกแต่เป็นโรงเรียนดัดสันดาน มารอดูกันว่า ระหว่างที่ที่เต็มไปด้วยคนอย่างพวกคุณกับข้างนอกที่ไม่มีพวกคุณ ตรงไหนจะสงบสุขแล้วก็เจริญกว่า"นั่นคือสิ่งที่ผมทิ้งท้ายไว้สำหรับวันนี้เพราะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มพูดมากผิดวิสัยที่ควรเป็น

            "วันนี้บอสจะไปตรวจตลาดไหมครับ?"แจ็กกี้ถามขึ้น หลังจากที่เราเดินห่างเสียงวิจารณ์ระคนก่นด่ามาแล้ว

            "ไป... พวกนายพร้อมเมื่อไหร่?"ผมถามความเห็นของลูกน้องเผื่อว่าทั้งคู่จะอยากนั่งพักหูทำสมาธิก่อนออกบิน

            "พร้อมทุกเมื่อครับ!"ปันผลกับแจ็กกี้ตอบรับพร้อมกันและผมก็ยินดีสนองความต้องการของลูกน้องด้วยการออกเดินทาง 'ตอนนี้'

            เครื่องบินส่วนตัวที่ผมสั่งผลิตไว้ตั้งแต่ตอนอยู่กัมพูชาพาเรามาถึงปลายทางในไม่กี่นาทีมันคือจุดที่เคยเป็นที่ดินว่างเปล่าซึ่งผมติดต่อขอเช่าผ่านนายหน้าและเวลานี้กลายเป็นตลาดที่เกษตรกรสามารถนำผลผลิตของตัวเองมาขายให้กับผู้ซื้อได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

            หลอดไฟหลายดวงถูกปิดบ่งบอกว่าเกษตรกรทยอยกันกลับบ้านบ้างแล้ว แต่ก็มีหลายคนที่กำลังเก็บแผงพวกเขาหันมามองผมกับลูกน้อง สีหน้าเหมือนเห็นแก๊งมาเฟียเงินกู้

            ...ผมไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับสถานะเจ้าของตลาดนอกจากลุงเจ้าของสวนที่ผมมอบหมายให้ติดต่อประสานงานกับเกษตรกรรายอื่นๆกับผู้จัดการตลาดที่ผมคัดเลือกมาจากลูกหลานของเกษตรกรในพื้นที่

            "ขายดีไหม?" ผมเดินนำหน้าลูกน้องเข้ามาหยุดถามเจ้าของสวนคนเดียวกับที่แจ็กกี้เรียกว่าลุงซึ่งกำลังเก็บเข่งผักว่างเปล่าของตัวเองขึ้นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง

            "ขายดีมากผักหมดแล้วครับคุณไมเคิล หมดทุกแผง ขอบคุณมากๆ ขอบคุณจริงๆ ครับพวกผมไม่เคยขายผักได้เงินเยอะขนาดนี้เลย" ลุงยกมือไหว้ผมท่วมหัวจนผมต้องรีบรับไหว้ ด้วยความรู้สึกอึดอัดแปลกๆ ผมคงเคยชินกับการเจอคนเลวๆแบบที่นรกต้องการตัวมากกว่า

            "เป็นเรื่องที่สมควรต้องได้ครับ"ผมตอบไปตามบรรทัดฐานของสังคมอื่นที่เจริญแล้ว ซึ่งไม่ใช่สังคมในประเทศกะลาแลนด์

            "คุณไมเคิลไม่เก็บค่าเช่าที่กับพวกเราจะดีเหรอครับ?" คำถามของลุงเจ้าของสวนทำให้ผมอยากวาร์ปหายไปจากตรงนี้ได้เหมือนอย่างตอนเป็นยมทูตท่าทางผมคงจะไม่ชินกับการอยู่ใกล้คนประเภทที่สังคมควรมีจริงๆ

            "ไว้พวกคุณมีรายได้ต่อเดือนมากกว่าเกณฑ์ที่ระบุในสัญญาแล้วค่อยจ่าย" ผมชำเลืองมองลูกน้องสองคนเป็นเชิงส่งสัญญาณว่าให้รีบหาเรื่องพาผมออกไปจากที่นี่

            "แล้วคุณไมเคิลจะเอารายได้จากไหนมาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าที่ล่ะครับ?" การตั้งคำถามยังคงดำเนินต่อไป และเร็วๆนี้ลุงคงเอาเงินที่ขายผักได้ยัดใส่มือผม

            "ไฟฟ้าที่นี่มาจากโรงงานไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของบอสครับไม่ต้องห่วงหรอกครับลุง บอสไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตัวเองขาดทุนย่อยยับ"แจ็กกี้ตอบคำถามลุงเจ้าของสวนแทนผม

            "เดี๋ยวบอสต้องไปตรวจตลาดอื่นต่ออีกใช่ไหมครับ?"นายปันผลหันมาถามผม และต่อให้ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ผมก็จะตอบว่า...

            "ใช่"คำโกหกนั้นทำให้ผมได้กลับมาขึ้นเครื่อง

            "บอสจะไปตรวจสาขาที่เปิดขายพรุ่งนี้ไหมครับ?"นายปันผลถามคำถามเดิมกับผมอีกครั้งก่อนออกบิน

            "ยังก่อน"จริงอยู่ที่ผมเช่าที่ดินสร้างตลาดไว้ตัดวงจรอุบาทว์ของพ่อค้าคนกลางแทบทุกจังหวัดในกะลาแลนด์แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเปิดทำการตลาดทั้งหมดพร้อมกัน

            "พรุ่งนี้จะไม่มีพิธีตัดริบบิ้นสักหน่อยหรือครับคุณไมเคิลทุกคนอยากเจอคุณไมเคิลมากจริงๆ นะครับ" ผู้จัดการตลาดทุกคนจะมีเบอร์โทรศัพท์ของผมสำหรับแจ้งปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้และส่งรายงานเพื่อให้ผมรู้ว่าควรเพิ่มเติมหรือตัดทิ้งอะไรบ้างเมื่อมีการเปิดตลาดสาขาถัดไป

            ...และตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าควรทำอะไร

            "ไม่จำเป็นบอกพวกเขาไปว่าผมเป็นโรคกลัวริบบิ้น เห็นแล้วอยากจุดไฟเผามากกว่าใช้กรรไกรตัด"

            นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับผู้จัดการตลาดทุกคนเพื่อไม่ให้มีใครโทรมานำเสนอพิธีตัดริบบิ้นอันทรงเกียรติให้ผมอีก

             

            "ไอ้หมอนั่นทำตัวเป็นหัวโจกอีกแล้วครับบอส"

            ทุกวันของผมวนเวียนอยู่กับปัญหาร้อยแปดที่พวกมะพร้าวเน่าสร้างขึ้นโดยเฉพาะมะพร้าวเน่าชิ้นที่ชื่อ 'สุชาติ'

            ใช่... ผมกำลังพูดถึงอดีตลูกน้องส.ส.คนนั้น

            "มันทำอะไร?" ผมเงยหน้าจากกองเอกสารรายงานผลประกอบการตลาดค้าผักขึ้นมองแจ็กกี้ที่สไลด์เท้าพุ่งเข้ามาตรงโซฟาที่ผมนั่ง

            "ปลุกระดมพวกมะพร้าวเน่าอื่นในกะให้หยุดงานประท้วงบอสครับ"

            เพราะต้องทยอยเปิดตลาดทั่วกะลาแลนด์ผมจึงไม่ค่อยมีเวลาสะสางปัญหาภายในอาณาจักรด้วยตัวเองแต่สิ่งที่ได้ยินจากปากแจ็กกี้ในเวลานี้ทำให้ผมตระหนักว่าควรจัดการขั้นเด็ดขาดกับใครสักคน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและแน่นอนคนคนนั้นคือ... สุชาติ

            "ผมอนุมัติวงเงินที่คุณต้องการกู้และอนุมัติให้เข้ามาทำงานใช้หนี้แทนการคืนเป็นตัวเงินได้เลย"ผมติดต่อกลับไปหาใครคนหนึ่งทางโทรศัพท์ทั้งที่ก่อนหน้านี้เลือกที่จะเพิกเฉยต่อการขอกู้ยืมเงินไปแล้ว

            "ขอบคุณมากๆ เลยค่ะคุณไมเคิลแล้วจะให้ดิฉันเริ่มงานเมื่อไหร่ดีคะ?" ปลายสายตอบกลับมาน้ำเสียงบอกความดีใจอย่างคนไม่รู้ชะตากรรม

            "พรุ่งนี้"นั่นคือเวลานัดหมายสำหรับการเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งใหม่

            "ผู้หญิงคนนั้น ใครหรือครับ?"นายปันผลถามขึ้น หลังบทสนทนาทางโทรศัพท์จบลง

            "เมียนายสุชาติจัดให้ลงงานกะเดียวกันไปเลย" ผมได้โอกาสสั่งงานไปพร้อมกัน

            "แล้วถ้าสองคนนั้นมันรวมหัวกันปลุกปั่นพวกมะพร้าวเน่าจะไม่วุ่นวายกันใหญ่หรือครับ?" นายปันผลแย้งด้วยเหตุผลที่ดูน่าสนใจดีเพียงแต่ผมมีแผนสำหรับเรื่องนี้แล้ว

            "ก็ดีผมจะได้โทรตามลูกสาวนายสุชาติมาทำงานด้วยอีกคนจัดให้ลงงานกะเดียวกับพ่อแม่นั่นแหละ"ผมสั่งงานล่วงหน้าสำหรับครอบครัวมะพร้าวที่หล่นลงมาเน่าไม่ไกลต้น

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

            เสียงเคาะประตูกระจกขัดจังหวะบทสนทนาเรื่องนายสุชาติเอาไว้แค่นั้นและเมื่อหันไปดูก็พบว่า...

            "คุณไมเคิลครับ...มีพนักงานมาขอพบครับ"หนึ่งในบอดี้การ์ดแว่นดำสูทดำที่ผมจ้างมาช่วยงานนายปันผลกับแจ็กกี้รายงานพร้อมกับเบี่ยงตัวให้เห็นพนักงานคนที่ว่า

            "คุณไมเคิล ในใบแจ้งหนี้คงเหลือบอกว่ามีค่าปรับที่ป้าไปเก็บผักมาแกงกินด้วย หมายความว่ายังไงนี่?" เจ้าของผมเคยดัดย้อมที่เริ่มคลายตัวและเปลี่ยนกลับมาเป็นสีขาวเพราะไม่ได้ดูแลมาแรมเดือนตั้งคำถามกับผมด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

            "ก็ถูกแล้วนี่ครับ"ผมตอบสั้นๆ แม้จะรู้ว่าป้าไม่มีทางเข้าใจ

            "ถูกยังไงผักพวกนั้นไม่ใช่ผักในแปลงผักสักหน่อย จะมาปรับป้าได้ยังไง!"เสียงของป้าดังแหลมแสบหูขึ้นอีก และคงจะดังขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายโดยละเอียด

            ...ทำไมผมถึงรู้งั้นเหรอ? เพราะเคยมีเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วตอนที่ป้ารู้ตัวว่าต้องทำงานใช้หนี้ค่าติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ชุดใหญ่ที่ไม่สามารถขายไฟให้การไฟฟ้าได้นั่นไง

            "ถึงผักพวกนั้นจะไม่ใช่ผักในแปลงแต่ก็อยู่ในพื้นที่ของคุณไมเคิล ไม่ใช่พื้นที่ของป้าป้าควรขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อนเก็บครับ"นายปันผลแจกแจงสาเหตุของค่าปรับแทนผม

            "ไอ้พวกหน้าเลือด! บาปหนา!แค่ผักหญ้าก็ยังคิดเงิน สักวันนรกจะกินกบาลพวกแก" ป้าชี้หน้าผมกับลูกน้องและเพราะคำว่า 'นรก' ที่พ่นออกมาส่งเดชนั่นทำให้อดีตรองหัวหน้ายมทูตอย่างผมอยากทำหน้าที่ขึ้นมาทันที

            "ป้าเคยเห็นแล้วเหรอว่านรกมันเป็นยังไง?" ผมลุกขึ้นย่างสามขุมเข้าไปหาพร้อมกับแสยะยิ้มรอคำตอบ

            "ก็มีต้นงิ้วให้พวกแกปีนมีกระทะทองแดงเอาไว้ต้มพวกแกไง พวกแกจะต้องโดนหอกแหลมแทงทั้งวันทั้งคืน สมน้ำหน้า!สมควรแล้วกับสิ่งที่พวกแกทำ!"

            คำตอบนั้นทำให้ผมรู้สึกขบขันจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้

            "ป้า...รู้หรือเปล่าว่าคนที่เก็บของในที่ดินคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต เท่ากับขโมย ต้องลงนรกโดนตี โดนเลื่อย แขนไปทาง ขาไปทาง" ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าป้า และยื่นหน้าเข้าไปพูดประโยคสุดท้ายกับแก"หัวไปอีกทาง"

            "อะ... อะ... ไอ้คนต่ำช้า ต่ำตมต่ำทราม ไอ้... ไอ้..." ป้าโกรธผมจนหน้าแดง มือสั่นแต่สมองกลับเริ่มคิดคำด่าไม่ออก และนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึก... สนุก

            "ผมว่าป้าคงจำไม่ได้หรอกว่านรกที่เจอมาเมื่อชาติที่แล้วมันเป็นยังไงแต่เดี๋ยวผมจะทำให้ป้าได้เห็น ว่านรกบนดินมันเป็นแบบนี้"

            น่าเสียดายที่คำพูดแค่นี้ก็ทำให้ป้าผลักประตูกระจกวิ่งกรีดร้องออกไปจากออฟฟิศ ไม่อย่างนั้นผมคงได้ทำอะไรสนุกๆ มากกว่านี้

            "บอสเคยเป็นยมทูตจริงๆ ใช่ไหมครับ?"แจ็กกี้โพล่งถามขึ้น หลังจากบอดี้การ์ดที่ผมจ้างมาตามป้าออกไปจากห้องอีกคน

            "นายคิดว่ายังไงล่ะ?"ผมย้อนถามระหว่างที่เดินกลับไปนั่งบนโซฟา

            "ผมว่าถ้าบอสไม่ใช่ยมทูตก็คงจะเป็นแฟนพันธุ์แท้นรกอเวจีแน่ๆ"แจ็กกี้ตอบคำถามด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังจนดูไม่สมกับเป็นหมอนั่น

            "ไว้ได้ลงไปเจอท่านยมก็ลองถามดู" ผมบอกวิธีที่ดีที่สุดในการพิสูจน์

            "แลดูเป็นลางไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับถ้าตายแล้วไปเจอยมบาล" นายปันผลแย้งคำพูดของผมขึ้นมาทันที

            "สมรู้ร่วมคิดกับผมขนาดนี้ยังคิดว่าจะรอดจากนรกอยู่อีกหรือไง?" ผมหัวเราะเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงเคาะประตูกระจกดังขัดจังหวะอีกรอบ

            "คุณไมเคิลครับมีพนักงานมาขอพบ" บอดี้การ์ดคนเดิมรายงานเพียงแต่พนักงานที่ยืนอยู่ข้างหลังไม่ใช่ป้าคนเดิม

            "คุณไมเคิล...ป้าขอซื้อเตียงมานอนได้ไหม นอนที่นอนปิกนิคแบบนั้น ป้าปวดหลังมากเลย"เจ้าของผมซอยสั้นดำแกมขาวจับเอวแอ่นหลังเบ้หน้าประกอบคำพูด

            "ที่นี่อยู่กันอย่างเท่าเทียมถ้าป้านอนเตียง แล้วคนอื่นนอนที่นอนปิกนิค มันก็ไม่เท่าเทียม"ผมตอบคำถามนี้เป็นรอบที่ 30

            "ก็ให้ซื้อเตียงมานอนกันทุกคนสิคะยังไงพวกเราก็พร้อมจ่ายอยู่แล้ว" ป้าเองก็ตอบกลับผมแบบนี้เป็นรอบที่ 30และถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่าง วงจรอุบาทว์นี้ก็คงยังวนลูปต่อไป

            "ถ้าป้าตอบผมได้ว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมคืออะไร ผมจะเอาเรื่องนี้ไปพิจารณา"นั่นคือเงื่อนไขใหม่จากผม

            "ก็คือการที่พวกป้านอนพื้นนอนที่นอนปิกนิค ส่วนคนรวยอย่างคุณไมเคิลนอนเตียงไงคะ"ป้ายิ้มตอบทันทีโดยไม่หยุดคิด

            "เอาป้าออกไปข้างนอก"ผมบอกลูกน้องทั้งสามคน แล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาหยิบรายงานผลประกอบการตลาดขึ้นมาอ่านต่อ

            "มันแทงใจดำใช่ไหมล่ะตั้งใจจะไม่ให้ซื้อเตียงอยู่แล้วเลยแกล้งถามคำถามที่ตอบยังไงก็จะบอกว่าตอบผิด!!"เสียงตะโกนโหวกเหวกของป้าค่อยๆ ดังห่างออกไป

            ...ทั้งที่คำพูดพวกนั้นเข้าตัวแต่ก็ไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไร ยังคงฝังหัวกับความคิดของตัวเองและมองทุกสีที่อยู่ตรงข้ามว่าเป็นสีดำ สมเป็นมะพร้าวเน่าล็อตเดียวกัน

            "ต่อไปผมจะไม่ปล่อยให้คนพวกนั้นเข้ามาที่นี่อีกครับ"นั่นคือคำพูดประโยคแรกที่นายปันผลบอกผมหลังจากคุมแจ็กกี้กับบอดี้การ์ดอีกคนให้หิ้วปีกป้าออกไปจากออฟฟิศแล้ว

            "ไม่เป็นไร ผมไม่ได้ซีเรียส"ผมตอบโดยที่ตายังมองเอกสารในมือ

            "แต่บอสไม่ควรจะต้องมาปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ครับ"หมอนั่นยังยืนยันคำเดิมหรือบางทีอาจจะเป็นการยืนกระต่ายขาเดียวเพื่อให้ผมยอมละสายตาจากกระดาษในมือก็ได้

            "ถ้าผมปวดหัวกับคนพวกนี้แล้วพวกที่ผมเจอตอนเป็นยมทูตควรเรียกอะไร?" คำถามของผมทำเอานายปันผลชะงัก

            แน่นอน...เพราะที่ผ่านมาผมปล่อยให้เจ้าพวกนี้คิดเองมาตลอด ว่าผมเคยเป็น...หรือไม่เคยเป็นยมทูต แต่ไม่ใช่สำหรับครั้งนี้

            "บอสกำลังทำให้ผมอยากลงไปถามยมบาลตอนนี้นะครับ"คำพูดล่าสุดของนายปันผลทำให้ผมเงยหน้าจากกระดาษขึ้นมาหัวเราะได้

            "หา!นายอยากลงไปหาท่านยมแล้วเหรอ!?" แจ็กกี้เปิดประตูกระจกเข้ามาทันได้ยินคำพูดครึ่งๆกลางๆ

            "แกน่ะสิที่จะได้ลงไปหายมบาล!"นายปันผลหัวเสียขึ้นมาทันที ขณะที่แจ็กกี้หัวเราะชอบใจเหมือนไม่รู้สึกอะไรหากตัวเองจะได้ลงไปหาท่านยมในเร็ววัน

            "วันนี้บอสจะไปตรวจตลาดไหมครับ?"

            คำถามของนายปันผลเรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นจากเอกสารในมืออีกครั้ง

            "คงไม่...ผมอยากดูมะพร้าวเน่าดิ้นตายอยู่ตรงหน้าจอโปรเจกเตอร์มากกว่า"

            นาฬิกาข้อมือของผมส่งเสียงบอกเวลา 4โมง 55 นาที ตรงตามที่ผมตั้งไว้ และนั่นคือสัญญาณการเริ่มต้นของแผนนรกบนดินในวันนี้

            "ให้บอดี้การ์ดคุมพวกมะพร้าวเน่าไปรวมกันตรงสนามอย่าลืมประกาศบอกด้วยว่าผมมีหนังกลางแปลงจะให้ดู" ผมสั่งปันผลกับแจ็กกี้

            "หนังกลางแปลงเรื่องอะไรครับบอสหรือเป็นแผนให้ผมเชือดหมู่ใช่ไหมครับ?" แจ็กกี้ตาเป็นประกายกับความคิดเองเออเองทั้งที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรแบบนั้น

            "ไม่ใช่หนังกลางแปลงแต่เป็นผลนับคะแนนต่างหาก แกนี่มันรู้อะไรบ้าง!" นายปันผลตอบคำถามนั้นแทนผม

            "อ๋อ...คะแนนที่จะไม่มีบัตรของมะพร้าวเน่าจากบริษัทเราไปรวมนั่นน่ะเหรอ ได้ครับบอสผมจะรีบเกณฑ์พวกนั้นไปนั่งที่สนามเดี๋ยวนี้เลย" แจ็กกี้เดินหัวเราะร่าออกไปจากห้องทำงานของผม

            "ถ้าขั้วการเมืองของกะลาแลนด์เปลี่ยนบอสจะทำยังไงครับ?" นายปันผลไม่ได้ตามเพื่อนออกไปแต่หันมาตั้งคำถามกับผมสีหน้าจริงจัง

            "ถ้ากะลาแลนด์จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็ถือเป็นเรื่องดี" ผมตอบไปตามที่คิด

            "มันจะง่ายแบบนั้นหรือครับ?"เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นปันผลนิ่วหน้าแบบที่ไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจ แต่แสดงออกว่าไม่มั่นใจ

            "ถึงต้องมีคนอย่างพวกเราไง"ผมเห็นรอยยิ้มของนายปันผลหลังคำตอบนั้น ซึ่งถ้าเป็นเพราะสิ่งที่ผมบอกหมอนั่นก็นับว่าดี "ถ้าอารมณ์ดีแล้ว ก็รีบไปคุมแจ็กกี้ ผมอยากได้มะพร้าวเน่าชักดิ้นชักงอแบบเป็นๆไม่เอาแบบที่ตายแล้ว"

            "ครับบอส"เสียงตอบรับกับน้ำเสียงที่ฟังดูแจ่มใสขึ้นทำให้ผมกลับมามีสมาธิในการอ่านรายงานผลประกอบการตลาดอีกครั้งถึงแม้ชั่วโมงถัดมาจะมีรายงานการพังจอโปรเจกเตอร์และอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของกลุ่มแกนนำมะพร้าวเน่า แต่นั่นก็คือสิ่งที่อยู่ในความคาดหมาย

            "บอสจะไม่ลงโทษอย่างอื่นนอกจากให้พวกนั้นจ่ายค่าปรับเลยหรือครับ?" นายปันผลกลับเข้ามานั่งที่โซฟาด้วยอาการหงุดหงิดท่าทางเหมือนอยากยุให้ผมสั่งสอนพวกมะพร้าวเน่าให้หลาบจำด้วยวิธีอื่น

            ...หมอนี่คงไม่รู้ว่าผมทำแล้ว ทำอยู่และจะทำต่อ

            "นายเห็นไฟที่ใช้ฉายโปรเจกเตอร์ให้พวกนั้นดูไหม?"ผมตอบคำถามของนายปันผลด้วยคำถาม

            "ครับ?" หมอนั่นนิ่วหน้าตอบรับเหมือนยังแปลสิ่งที่ผมต้องการสื่อไม่ออก

            "ผมสั่งให้พวกบอดี้การ์ดดึงไฟที่สำรองไว้ให้พวกนั้นใช้ตอนกลางคืนมาทำ"

            เสียงหัวเราะของนายปันผลดังแว่วมาเข้าหูเบาๆบ่งบอกว่าหมอนั่นคงพอใจกับคำตอบ และนรกบนดินที่ผมสร้างไว้ให้กับพนักงานในความดูแล

            แต่ยังหรอก...นี่มันยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของนรกที่ผมเคยเจอตอนอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลกะลาแลนด์เลย

             

            "แกยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่าวะ!!หลอกให้เมียฉันกู้เงิน แล้วพาเข้ามาทำงานใช้หนี้ในไอ้โรงไฟฟ้านรกนี่ลูกฉันจะอยู่ยังไง" เสียงโวยวายของนายสุชาติดังขึ้นที่หน้ารั้วบ้านของผมในตอนเช้าระหว่างที่ผมกับลูกน้องกำลังนั่งกินโจ๊กที่แจ็กกี้เหมามาจากตลาด

            "ไม่ต้องออกไป"

            คำสั่งของผมทำให้ปันผลกับแจ็กกี้ชะงักอยู่ในท่าที่กำลังผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับนิ่วหน้าแสดงความไม่เข้าใจ

            "ทำไมล่ะครับบอส?" แจ็กกี้โพล่งถามเมื่อเห็นว่าผมไม่พูดอะไรต่อ

            "ให้พวกมันได้อยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวในนี้"นี่คือเคสครอบครัวตัวอย่างประจำวัน ที่ผมไม่ได้ห้ามในการ 'เอาเยี่ยงอย่าง'

            "เอาเด็กเล็กมาอยู่ในนี้จะดีหรือครับ?"ดูเหมือนว่านายปันผลจะมีภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่ำเพียงแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

            "ลูกสาวนายสุชาติถึงวัยทำงานแล้วไม่ใช่เด็กเล็ก ที่อยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะพ่อแม่หาเลี้ยง"ผมตอบในสิ่งที่หมอนั่นกังวล เพื่อให้เปลี่ยนมากังวลกับปัญหาใหม่แทน

            เปล่า...ผมไม่ได้หมายถึงปัญหาจากเด็กที่ถูกพ่อแม่รังแกทางอ้อมจากการเลี้ยงดู

            "บอสครับแฟนลูกสาวนายสุชาติเป็นตำรวจ แถมยังรู้ด้วยว่าลูกสาวนายสุชาติมาทำงานกับเรา"แจ็กกี้รายงานเรื่องที่ผมยังไม่เคยรู้

            "ไม่เป็นไร ผมจัดการเอง"ผมละสายตาจากแฟ้มเอกสาร เปลี่ยนมาพิงพนักโซฟาวางแผนต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญแต่ยังไม่ทันได้ใช้ความคิด

            "คุณไมเคิลครับมีตำรวจมาขอพบครับ"

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน