หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 ตอน จงใจสร้างความลำบาก 3

            ค่ำคืนอันเงียบงันไม่เคยเงียบสงบ

            อวิ๋นจื่อถูกปลุกจากฝันร้ายจนรู้สึกหวาดกลัว

            เมื่อได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นหงจินก็รีบเข้ามาในห้อง

            “คุณหนูดื่มชาร้อนๆ สักหน่อยแล้วค่อยนอนต่อเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่” สาวใช้ตัวน้อยผู้ซื่อสัตย์รีบนำชาร้อนมาให้

            อวิ๋นจื่อรู้สึกว่าหัวใจของนางว่างเปล่า

            นางมีลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น!

            นางเป็นคนที่นอนหลับสนิทเสมอและไม่ค่อยฝันร้าย

            ‘ข้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ข้าฝันร้ายคือสามวันก่อนที่จะมีข่าวว่าเสด็จแม่ป่วยหนัก’

            นางรู้สึกหวาดวิตกจนไม่สามารถข่มตาหลับได้

            อวิ๋นจื่อจิบชาร้อนและกล่าวว่า“หงจินจุดธูปหอมให้ข้า เมื่อฟ้าสางให้เจ้าไปที่โรงเตี๊ยมตรงข้ามแล้วสั่งเป็ดกรอบให้ข้าสักตัว”

            หงจินรับคำหลังจากห่มผ้าให้อวิ๋นจื่อแล้วนางก็จากไปเงียบๆ 

            กลิ่นของธูปหอมค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วห้อง

            หญิงสาวที่เดิมทีง่วงนอนอยู่แล้วค่อยๆผล็อยหลับไปในที่สุด

            เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามู่ชิงซ่งมาถึงแล้ว

            เขามาเร็วมาก

            หญิงสาวรีบแต่งกายให้เรียบร้อยและออกไปพบมู่ชิงซ่งทันทีที่พบกัน อวิ๋นจื่อก็ถามว่า “คุณชายมู่ ตอนนี้ท่านประมุขอยู่ที่ใด?”

            มู่ชิงซ่งกล่าวว่า“ท่านประมุขอยู่ที่แคว้นซินหลัว เกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้าหรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่มีแต่ไม่แน่ว่าอาจมีบางอย่างเกิดขึ้น ข้าอยากพบท่านประมุข”

            มู่ชิงซ่งพยักหน้า“ข้าจะส่งข้อความถึงท่านประมุข ส่วนเรื่องนั้นคนของข้าได้รับข่าวแล้วเจ้าอาจได้ออกจากหอจุ้ยฮวนในไม่ช้า”

            อวิ๋นจื่อส่งสัญญาณให้เขากล่าวต่อ

            “นี่เป็นความคิดของซูเจินตอนนี้เขากำลังขอคำแนะนำจากเย่เช่อ”

            อวิ๋นจื่อถามเบาๆ“คุณชายดูไม่กังวลเรื่องนี้เลย”

            มู่ชิงซ่งยิ้มเล็กน้อย“ไม่มีอะไรต้องกังวล ข้าเชื่อในตัวซูเจิน”

            ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองไม่นานมู่ชิงซ่งก็จากไป

            อย่างไรก็ตามในขณะที่เขาเดินออกจากประตูมู่ชิงซ่งก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจของใครบางคน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองอวิ๋นจื่อด้วยความสงสัย 

            อวิ๋นจื่อกล่าวว่า“แม่นางชิงเกอดูเหมือนจะเข้าใจข้าผิดไป”

            ทันใดนั้นชิงเกอก็เดินเข้ามา

            “โอ้ เจ้ารับแขกอยู่หรือ?พอคุณชายซูไม่มาเจ้าก็รับแขกคนใหม่ทันทีเลยหรือ?”

            ชิงเกอกล่าวเสียงดังคล้ายกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่ได้ยิน

            สีหน้าของอวิ๋นจื่อเรียบเฉยนางไม่ตอบโต้ใดๆ แต่กล่าวกับมู่ชิงซ่งว่า “คุณชายมู่ เดินทางดีๆ เจ้าค่ะ”

            มู่ชิงซ่งไม่สนใจชิงเกอเขาเพียงกล่าวว่า “ข้าเพิ่งรู้ว่ามีสุนัขบ้าในศาลาฉีอวิ๋นด้วย! วันหลังข้าจะให้คนจับมันโยนลงจากกำแพงเมือง!”

            หลังจากมู่ชิงซ่งพูดจบเขาก็ส่งสัญญาณให้อวิ๋นจื่อกลับไปพักผ่อนเพราะเขารู้ว่าเมื่อคืนนี้นางนอนไม่ค่อยหลับ

            ชิงเกอกระทืบเท้าด้วยความโกรธเกรี้ยวแต่มู่ชิงซ่งเป็นผู้อุปถัมป์หอจุ้ยฮวน นางจึงไม่อยากทำให้เขาขุ่นเคือง

            แน่นอนว่าความโกรธทั้งหมดของนางย่อมถูกนำมาลงกับอวิ๋นจื่อ“ปี้เหยียน เจ้ารอก่อนเถอะ!”

            หลังจากชิงเกอพูดจบนางก็จากไปด้วยความโกรธ

            อวิ๋นจื่อรู้สึกเหนื่อยหน่าย

            คุณชายซูขึ้นชื่อเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบุปผานับพันการที่ชิงเกอผู้งดงามจะเต็มไปด้วยความหึงหวงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

            เป็นไปได้ไหมว่านางตกหลุมรักซูเจิน?

            ชิงเกอมีรูปลักษณ์ที่งดงามอ่อนหวาน และชวนมอง อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากท่าทางที่เต็มไปด้วยความเสแสร้งของม่านอู่แล้วเห็นได้ชัดว่าหญิงสาวเจ้าอารมณ์ผู้นี้น่าพึงพอใจมากกว่า

            แต่ความไม่สบายใจที่อธิบายไม่ได้นี้มาจากไหนกัน?

            หรือเป็นเพราะคำพูดของซูเจิน?

            ซูเจินแค่พูดเล่นหรือไม่?

            อวิ๋นจื่อไม่อยากคิดอีกต่อไปแล้ว

            นางไม่อยากคิดเรื่องซับซ้อนเหล่านี้เลยนางสูญเสียทั้งครอบครัวและบ้านเมือง นางย่อมเกลียดเรื่องทำนองนี้ ครั้งที่นางหลบหนีมายังหยงโจวนางยังคิดว่าตนเองหลุดพ้นจากวงจรความริษยาอันแสนน่าเบื่อของวังหลังมาได้แล้วเสียอีก

            ชีวิตที่เหมือนกับการเดินบนน้ำแข็งบางๆแม้แต่ยามหลับก็ยังต้องระมัดระวัง ช่างไม่แตกต่างจากสมัยที่โจวกุ้ยเฟยยังปกครองวังหลังเลย 

            อวิ๋นจื่อไม่ชอบชีวิตแบบนั้นเลยจริงๆ 

            เมื่อมาอยู่ที่ศาลาฉีอวิ๋นของหอจุ้ยฮวนถึงแม้สถานะของนางจะแตกต่างจากเมื่อก่อน แต่อวิ๋นจื่อก็ยังรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่สามารถใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้และที่สำคัญที่สุดคือนางมีตระกูลมู่คอยปกป้องอยู่ตลอดเวลา 

            ชีวิตที่สงบและราบรื่นมักทำให้ผู้คนหลงใหล

            ถ้าเป็นไปได้นางก็อยากจะมีชีวิตแบบนี้ไปตลอด 

            ปล่อยให้ความแค้นและความเกลียดชังที่เคยมีสลายไปเหมือนหมอกควัน!

            แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่ความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งจะสลายไปเช่นนี้?

            การมาที่นี่คือทางเลือกสุดท้ายที่นางมี

            ไม่ว่าอย่างไรอวิ๋นจื่อก็ไม่อาจปล่อยวางหนี้เลือดในวังหลวงไปได้

            แต่นางก็ไม่สามารถกลายเป็นคนโหดเหี้ยมอย่างโจวกุ้ยเฟย

            ‘จะว่าไปสตรีผู้ชั่วร้ายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?นางจะกลับมาฆ่าข้าหรือไม่?’

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ความเกลียดชังในใจของอวิ๋นจื่อก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง 

            โจวกุ้ยเฟยต้องตาย

            สตรีชั่วร้ายอย่างนางไม่อาจปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ 

            ดวงตาของอวิ๋นจื่อเปลี่ยนเป็นสีแดงโดยไม่รู้ตัว

            เมื่อหงจินเข้ามาเห็นนางก็ผงะและรีบถามว่า“คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ?”

            อวิ๋นจื่อส่ายหน้า“ไปเอากู่ฉินมา จิตใจของข้าไม่ปลอดโปร่ง ได้เล่นกู่ฉินสักหน่อยคงช่วยให้สงบลงได้”

            จากนั้นเพลงสงครามอันดุดันก็ดังออกมาจากศาลาฉีอวิ๋น

            ในเวลานั้นซูเจินซึ่งอยู่ในห้องของม่านอู่รู้สึกประหลาดใจมากเขาจึงหาข้ออ้างที่จะออกจากห้องของนางและเดินตามเสียงกู่ฉินไป

            สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือบุคคลที่เล่นกู่ฉินกลับเป็นปี้เหยียน

            หลังจากนั้นไม่นานเพลงก็จบลง

            ซูเจินที่ตอนนี้อยู่ในห้องของอวิ๋นจื่อแล้วได้ถามขึ้นมาว่า“เจ้าเป็นใครกันแน่?”

            อวิ๋นจื่อกล่าวอย่างใจเย็น“ข้าชื่อปี้เหยียน นายหญิงแห่งศาลาฉีอวิ๋นเป็นญาติห่างๆ ของข้า”

            ซูเจินกล่าวอย่างเย็นชา “เห็นได้ชัดว่าเสียงกู่ฉินของเจ้ามีกลิ่นอายของทหารม้าเกราะเหล็กนับพันคนข้าเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีเช่นกัน เรื่องนี้เจ้าหลอกข้าไม่ได้”

            ทันใดนั้นดวงตาของอวิ๋นจื่อก็แปรเปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองนางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เช่นนั้นคุณชายจึงให้ชิงเกอทดสอบข้า? ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านต้องการหรือไม่?”

            ซูเจินตกตะลึงเล็กน้อย“นั่นไม่ใช่ความต้องการของข้า ข้าไม่เคยให้ชิงเกอทำอะไรเลยข้าแค่หวังว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายเย่เช่อเท่านั้น”

            อวิ๋นจื่อหัวเราะเยาะและถามว่า“เย่เช่อเป็นใครสำหรับท่าน?”

            “เขาเป็นพี่ชายของข้า”

            “เหตุใดคุณชายถึงแน่ใจว่าข้าจะทำร้ายเขา? แล้วถ้าข้าจะช่วยเขาล่ะ?”

            “บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใครแล้วข้าจะช่วยเจ้า”

            “ข้าได้บอกทุกอย่างที่จำเป็นต้องบอกไปแล้ว”

            ซูเจินกล่าวว่า “ข้าเป็นคนเดียวที่ช่วยเจ้าได้ในตอนนี้เพราะตระกูลมู่จะไม่พาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของราชสำนักอย่างแน่นอน”

            “คุณชายรู้อะไรอีกบ้าง?” อวิ๋นจื่อถาม

            “ข้ารู้ทั้งในสิ่งที่ควรรู้และไม่ควรรู้”

            อวิ๋นจื่อไม่ตอบนางยิ้มและกล่าวว่า “แต่คุณชายยังคงมาถามข้า เช่นนั้นจะให้ข้าตอบอะไร?”

            ซูเจินถอนหายใจยาว“ให้ข้าถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าจะทำร้ายเย่เช่อหรือไม่?”

            น้ำตาของอวิ๋นจื่อไหลรินนางกล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า “คุณชายไม่ต้องกังวลข้าให้สัญญากับสหายเก่าแล้วว่าจะไม่ทำร้ายเขา”

            ใบหน้าของซูเจินเปลี่ยนเป็นซีดขาวก่อนที่เขาจะกล่าวว่า“เป็นเจ้าจริงๆ!”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน