บทที่ 11 การกลับชาติมาเกิดอย่างต่อเนื่อง
ในวิหารฉางเซิง
ทันทีที่จิงอวี่เห็นรูปลักษณ์ของหนานกงฝูหัว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องเกิดเื่แน่
และก็ไม่ใช่เื่อื่นใด นักพรตกระบี่ระดับหยวนอิงที่มาจากฝ่ายธรรมะผู้นี้ เรียกได้ว่าเป็คนหล่อเหลาสง่างาม องอาจผ่าเผย ใบหน้าดูอ่อนเยาว์กว่าวัย เมื่อยืนอยู่เคียงข้างหลี่เจี้ยงเหมยแล้ว ดูราวกับเทพบุตรเทพธิดาที่ลงมาผ่านด่านเคราะห์กรรมในโลกมนุษย์ ใคร ๆ ก็มองว่าทั้งสองเป็คู่ที่เหมาะสมกันราวกับ์ลิขิต
เื่ราวที่เกิดขึ้นต่อมาก็เป็ไปตามขนบอย่างที่สุด ศิษย์จากตำหนักลู่ติ่งและตำหนักยาลูกกลอนมนุษย์แต่เดิมก็ไม่เคยฝึกวิชามาร อีกทั้งยังเป็เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายส่วนน้อยในสำนักเซวี่ยไห่ หนานกงฝูหัวในฐานะผู้นำฝ่ายธรรมะ ย่อมไม่อาจสังหารผู้คนอย่างไร้เหตุผล
ดังนั้นเขาจึงเพียงปล่อยให้พวกเตาหลอมและยาลูกกลอนมนุษย์แยกย้ายไปตามยถากรรม แต่กลับเก็บเพียงหลี่เจี้ยงเหมยไว้ แล้วพานางกลับไปยังสำนักกระบี่เทียนทง และรับนางเป็ศิษย์
สำนักกระบี่แห่งนี้ ผู้าุโผู้บรรลุขั้นปรมาจารย์ขั้นหยวนอิงได้พาสตรีงามผู้บำเพ็ญเพียรนางหนึ่งกลับมา เื่นี้น่าจะเป็หัวข้อสนทนายามว่างที่น่าสนใจ แต่ศิษย์ในสำนักกระบี่ต่างรู้ดีว่าท่านผู้าุโหนานกงนั้นใส่ใจเพียงกระบี่เท่านั้นตลอดชีวิต ไม่เคยสนใจเื่ความรักชายหญิง
ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าหลี่เจี้ยงเหมยเป็เพียงเมล็ดพันธุ์แห่งวิถีกระบี่ที่หาได้ยาก ท่านผู้าุโหนานกงฝูหัวจึงยอมรับนางเข้าสำนักเป็กรณีพิเศษ
ปีที่ 344 แห่งยุคฉางเซิง
หลี่เจี้ยงเหมยบรรลุขั้นสร้างฐาน อาจารย์หนานกงฝูหัวลงมือเปลี่ยนวิชาตบะเตาหลอมทั้งหมดในร่างนางให้กลายเป็พลังกระบี่บริสุทธิ์แห่งสำนักเซียนด้วยตนเอง และให้นางเปลี่ยนมาฝึกวรยุทธ์ ‘วิชาถามกระบี่จิตทอง’ ซึ่งเป็วิชาหลักของสายตรงในสำนักกระบี่
ปีที่ 351 แห่งยุคฉางเซิง
หนานกงเย่ ศิษย์คนโตและบุตรบุญธรรมของหนานกงฝูหัว ผู้บำเพ็ญกระบี่ขั้นแก่นทองคำ ขอสมรสกับศิษย์น้องหลี่เจี้ยงเหมย แต่หนานกงฝูหัวกลับไม่อนุญาตและดุด่าไล่เขาออกจากตำหนัก
ปีที่ 354 แห่งยุคฉางเซิง
หนานกงเย่ปรารถนาจะพาหลี่เจี้ยงเหมยหลบหนีไป แต่ถูกหนานกงฝูหัวจับได้ หนานกงฝูหัวรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก จึงจับขังศิษย์คนโปรดผู้นี้ไว้ในคุกกระบี่ เพื่อให้ครุ่นคิดถึงความผิดเป็เวลาร้อยปี
ปีที่ 363 แห่งยุคฉางเซิง
หนานกงฝูหัวประกาศต่อใต้หล้าว่าจะจับคู่บำเพ็ญเพียรกับหลี่เจี้ยงเหมยศิษย์ในสำนัก และได้เชิญสำนักฝ่ายธรรมะทั้งหลายมาร่วมพิธีบำเพ็ญคู่ของทั้งสอง ทำให้ทุกคนในสำนักกระบี่เทียนทง ั้แ่เ้าสำนักจนถึงศิษย์ภายนอกต่างพากันตกตะลึง
ปีที่ 364 แห่งยุคฉางเซิง
‘บทสวดของการคู่ฝึกบำเพ็ญ’ ได้จัดขึ้นตามกำหนด ในวันนั้นคุกกระบี่ของสำนักกระบี่สั่นะเื เสียงคำรามดังก้องกังวานอยู่ในคุกกระบี่เป็เวลานาน อาณาจักรทางโลกแห่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักกระบี่เทียนทงถูกปกคลุมด้วยทะเลโลหิต ราวกับมีนักพรตมารดำเนินการอาละวาด
ปีที่ 382 แห่งปฏิทินฉางเซิง
หลี่เจี้ยงเหมย อยู่ในขั้นกลางของ่สร้างฐาน
ปีที่ 400 แห่งปฏิทินฉางเซิง
งานฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของหลี่เจี้ยงเหมย หนานกงฝูหัวออกจากการบำเพ็ญด้วยตนเองเพื่อมาร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิดให้นาง
หนึ่งร้อยปีผ่านไปแต่กลับไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้บนร่างของหลี่เจี้ยงเหมย นางยังคงเป็สาวน้อยงดงามเช่นในวันวานที่อยู่ในตำหนักลู่ติ่งแห่งสำนักเซวี่ยไห่
นางนั่งฟังสามีสอนความรู้เื่กระบี่อย่างเงียบ ๆ บางครั้งก็ขมวดคิ้วที่ไม่หนาไม่บางจนเกินไป เม้มริมฝีปาก รอยบุ๋มแก้มปรากฏขึ้น ส่งยิ้มบาง ๆ ให้หนานกงฝูหัว
แม้ทั้งสองจะสมรสกันแล้ว แต่หนานกงฝูหัวก็ไม่ได้ละทิ้งวิถีแห่งกระบี่ ดังนั้นเขาจึงมักจะปิดวิเวกบำเพ็ญ ทำให้มีเวลาอยู่กับหลี่เจี้ยงเหมยน้อยนัก ่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันนี้จึงมีไม่มากนัก ทั้งสองจึงหวงแหน่เวลาอันแสนอบอุ่นนี้
เมื่อถึงยามค่ำคืน หลังจากที่หนานกงฝูหัวจากไป หลี่เจี้ยงเหมยจัดปกเสื้อที่ยับเล็กน้อยให้เรียบร้อย นางราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเชื่อมต่อสายใยชะตากรรมกับกระจกวิเศษรู้ชะตาที่เคยสะท้อนตัวตนของนางอีกครั้ง แล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
นางรู้ว่านี่คือวันสุดท้ายแล้ว
"ดินแดนเซียนโจวเจวี๋ยเฉิน แคว้นเจียงหนาน สำนักกระบี่เทียนทง หลี่เจี้ยงเหมย ขอต้อนรับเหล่าสหายเต๋าทั้งหลาย!"
ภาพในกระจกดับลงอีกครั้ง
ทุกคนในวิหารฉางเซิงต่างพากันนิ่งเงียบ
"เฮอะ นี่ก็คือวิธีการใช้ [โฉมงามล่มเมือง] สินะ ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน"
เสวียนชิงจื่อกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า "บัดนี้ผ่านไปสี่ร้อยปีแล้ว พวกเ้าคงจะเข้าใจพื้นฐานของโลกเซียนกันบ้างแล้ว หานผิง... พวกเ้าทั้งสี่จงไปเวียนว่ายตายเกิดพร้อมกันเถิด!"
"สหายเต๋าจิง ดูต่อไปเถิด"
ขณะนี้ในวิหารเหลือเพียงจิงอวี่กับเสวียนชิงจื่อสองคนเท่านั้น ชายชราที่แต่เดิมดูสง่าน่าเกรงขามผู้นี้ ดูเหมือนจะปลดเปลื้องความกดดันลงในชั่วพริบตา เขาทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นวิหารอย่างไม่ถือตัว พลางจับจ้องตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดบนกระจก
ปีที่ 401 แห่งยุคฉางเซิง…
ปีที่ 405 แห่งยุคฉางเซิง…
—
เมื่อเสวียนชิงจื่อชี้แจงถึงผู้ที่มีชะตากำเนิดสามัญทั้งสี่คน แต่กลับละเว้นไม่พูดถึงจิงอวี่เพียงผู้เดียว ทั้งสี่คนต่างมองหน้ากันไปมา แม้จะเชื่องช้าเพียงใด ในใจพวกเขาก็เริ่มเดาได้บ้างแล้ว แต่กระนั้นก็ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ได้แต่กล่าวคำขอบคุณเสวียนชิงจื่อ แล้วทยอยกันเข้าประตู์เพื่อไปเกิดใหม่
ปีที่ 500 แห่งยุคฉางเซิง
เมื่อเทียบกับผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดในร้อยปีที่ผ่านมา ประสบการณ์ของผู้มีชะตากำเนิดสามัญทั้งสี่รายนี้ดูธรรมดาไร้ซึ่งความน่าสนใจ ในนั้นมีสองคนที่ชาตินี้ต้องดิ้นรนอยู่ในโลกของผู้คนธรรมดา ไม่มีโอกาสได้พบโชคชะตาแห่งเซียน ทั้งคู่จบชีวิตลงด้วยความเสียดายก่อนอายุจะครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
อีกคนหนึ่งโชคดีได้พบเส้นทางเซียน แต่เพราะเริ่มฝึกฝนช้าเกินไป อีกทั้งยังมีอาการาเ็แฝงที่สะสมมาจากการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ เมื่ออายุขัยหมดลงตอนเก้าสิบกว่าปี ก็เพิ่งฝึกฝนพลังชีวิตได้เพียงขั้นที่ห้าเท่านั้น
มีเพียงหานผิงคนเดียวที่มีโชคดีพอสมควร ในวัยหนุ่มเขาบังเอิญได้รับโองการขึ้นสู่เซียนที่สามารถเข้าสู่สำนักเซียนได้ อาศัยรากฐานพลังไม้ที่ธรรมดา ๆ เดินทางมาอย่างสะดุดล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะสร้างฐานได้ก็อายุเก้าสิบกว่าปี แต่ก็ยังมีชีวิตรอดมาได้จนถึงร้อยปีโดยผ่านเหตุการณ์น่าตื่นเต้นมากมาย แต่ไม่ถึงกับอันตรายถึงชีวิต
—
"เสร็จสิ้นแล้ว!"
เสวียนชิงจื่อลุกขึ้น ถอนหายใจยาว ๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม "โชคดีที่ไม่ทำให้ผิดหวัง การคัดเลือกเซียนรอบนี้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์!"
จิงอวี่รู้สึกหวั่นใจราวกับจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น เขาพูดอึกอักว่า "ท่านเซียน ท่านดูข้า..."
"การที่สหายเต๋าจิงเรียกข้าเช่นนี้ช่างเกินเกียรติข้าน้อยเหลือเกิน..." เสวียนชิงจื่อค้อมกายกล่าว
"เื่ต่อจากนี้ไป ข้าน้อยคงไม่อาจมีส่วนร่วมได้แล้ว..."
"ท่านหมายความว่า..."
ขณะที่จิงอวี่กำลังงุนงง จู่ ๆ แสงสว่างก็สาดส่องทั่วตำหนักเซียน ประตู์อันสง่างามที่ประดับด้วยระเบียงแกะสลักและหยกเริ่มหดตัวลง แล้วพลันแตกกระจายออกเป็ชิ้นส่วนรูปสี่เหลี่ยมจำนวนมากมาย ต่อหน้าสายตาอันตกตะลึงของจิงอวี่
ชิ้นส่วนเ่าั้รวมตัวกันอย่างรวดเร็วกลายเป็หุ่นกลหยกขาวสูงเท่าคนปกติ กระจกวิเศษรู้ชะตาที่เดิมฝังอยู่กลางประตู์หลุดจากที่ยึด ร่วงหล่นลงมา แต่มือหยกของหุ่นกลรับไว้ได้อย่างมั่นคง
"ท่านเ้าวิหาร!"
เสวียนชิงจื่อโค้งคำนับหุ่นกลหยกขาวพลางกล่าว "นอกจากจิงอวี่แล้ว อีกเก้าคนได้กลับไปเวียนว่ายตายเกิดกันหมดแล้วขอรับ"
"เหนื่อยเ้ามามากแล้ว เ้าไปพักผ่อนเถิด"
เสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากภายในร่างหุ่นหยกขาว
"อืม... ท่านเ้าวิหารขอรับ ตามกฎแล้ว ผลการคัดเลือกเซียนครั้งนี้ก็ต้องรายงานตามธรรมเนียม ไม่ทราบว่า..." เสวียนชิงจื่อกล่าวอย่างระมัดระวัง
ร่างหุ่นหยกขาวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า
"ให้เปลี่ยนชะตา [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร] ของลู่อิงเจาเป็ชะตากำเนิดชั้นวิเศษ [ทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง]
เปลี่ยนชะตากำเนิดชั้นเซียน [มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล] ของเย่ซิงอวิ๋นเป็ชั้นเลิศ และเปลี่ยนชะตากำเนิด [ชีพยืนยาว มองเห็นนิรันดร์] ของจิงอวี่เป็ชะตากำเนิดชั้นวิเศษ [หมื่นปีไร้ขอบเขต]
ส่วนคนอื่น ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ให้รายงานไปเช่นนี้... แม้ว่าการมีผู้มีชะตากำเนิดชั้นวิเศษถึงสี่คนในสำนักหนึ่งจะดูผิดปกติไปบ้าง แต่ก็ยังพอรับได้"
เสวียนชิงจื่อแสดงสีหน้าลังเล "ท่านเ้าวิหาร เื่เช่นนี้เหมือนเอาเข็มใส่ในถุง เกรงว่าคงปิดบังได้ไม่นาน"
"ปิดบังจนกระทั่งพวกเขาขึ้นสู่์ก็คงจะเพียงพอแล้ว อย่างน้อยก็อย่าให้ผู้ใดลงมาแทรกแซงในโลกมนุษย์"
เสียงกลไกหุ่นหยกขาวแ่เบาออกมาอย่างเ็า "เ้ามีชะตากำเนิดที่สามารถปิดบังความในใจได้ ผู้ตรวจการที่คอยจดบันทึกย่อมมองไม่เห็นร่องรอยใด ๆ"
"ขอรับ!" เสวียนชิงจื่อค้อมกายคำนับ แล้วผงกศีรษะให้กับจิงอวี่ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อกลายร่างเป็ลำแสงสีเขียวบินออกจากวิหารฉางเซิง
ในยามนี้หุ่นหยกขาวค่อย ๆ หันมาทางจิงอวี่ หน้ากากที่มีลวดลายซับซ้อนบนศีรษะเปล่งแสงหยกระยิบระยับ
"ข้าขอแนะนำตัว นามธรรมะของข้าคือ จิ่วมิ่ง เ้าสามารถเรียกข้าว่าเทพเต๋าจิ่วมิ่ง ข้าเองก็เป็หนึ่งในเ้าวิหารทั้งสองของวิหารฉางเซิง"
"ขอเอ่ยอีกสักหน่อย ชะตากำเนิดของข้าคือ..."
"ชีพยืนยาว มองเห็นนิรันดร์"