วันนี้เป็วันที่เจ็ดแล้วที่จางหยุนทำการศึกษาตำราค่ายกลเบื้องต้น หลังจากจางหยุนทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องจึงสรุปได้ใจความสำคัญว่า ค่ายกลนั้นแบ่งออกเป็สามประเภทใหญ่ๆนั่นคือ
ค่ายกลปราน เป็การก่อตั้งค่ายกลโดยใช้ลมปรานภายในร่าง ถักทอเหนี่ยวนำขึ้นเป็ค่ายกล สามารถก่อค่ายกลได้ด้วยตัวคนเดียว
ค่ายกลวัตถุ เป็การก่อตั้งค่ายกลโดยการใช้สิ่งของที่มีลักษณะพิเศษบางอย่าง อาจจะเป็สิ่งเดียวหรือหลายสิ่งก็ได้ ฝทำการเชื่อมโยงกัน มีทั้งค่ายกลที่ต้องมีผู้ควบคุม กับค่ายกลที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง
ค่ายกลา หรือค่ายกลมนุษย์ เป็การนำจอมยุทธ์มาเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงของค่ายกล มักใช้ในการทำาที่คนส่วนใหญ่เรียกว่ากระบวนทัพ ว่ากันว่ากองทัพที่ผ่านการฝึกจากยอดแม่ทัพสามารถแปรกระบวนทัพได้ภายในพริบตาทำให้สามารถรับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงได้มากยิ่งขึ้น
หลังจากคำความเข้าใจค่ายกลเบื้องต้นแล้วจางหยุนถึงกับคลั่งไคล้วิชาค่ายกลเป็อย่างยิ่ง หลังจากอ่านจบจนทำความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง มันกลับต้องคอยหักห้ามใจที่จะไม่อ่านบันทึกเล่มนั้น นั่นก็คือบันทึกชางอวี้นั่นเอง มันเฝ้าทบทวนเื่นี้หลายรอบ
ด้วยความที่มันเป็คนใฝ่เรียนรู้ ถึงกลับขลุกอยู่แต่ในหอคัมภีร์เพื่อหาความรู้อย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อมีบันทึกที่เป็ผลงานชั่วชีวิตของยอดอัจฉริยะอยู่ในมือ มันไหนเลยจะหักห้ามใจไหว เมื่อตกลงใจได้ดังนั้นมันจึงบอกกล่าวกับหวังเอ้อเหมา
กับหวังเอ้อเหมามันถึงกับไม่มีอารมณ์ร่วมสักเท่าใด เพียงพยักหน้ารับทราบแล้วก็ก้มหน้าก้มตาฝึกยุทธ์ต่อไป เนื่องจากมันยังเชื่อมั่นกำปั้นมากกว่าตำหรับตำรา
เมื่อเห็นดังนั้นจางหยุนจึงรีบปิดห้องหับ ตรวจสอบบริเวณรอบข้างเมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดจึงเริ่มเปิดบันทึกขึ้นอ่าน
บันทึกชางอวี้ ผู้แต่งหลินชางอวี้
บันทึกเล่มนี้เป็การสรุปถึงที่มาจนถึงความเป็ไป ของสิ่งต่างๆในธรรมชาติ เราเขียนจากประสบการณ์ การร่ำเรียน และการค้นคว้าส่วนตัวมาทั้งชีวิต ล้วนผ่านการพิสูจน์ยืนยันแล้วว่าเป็เช่นนั้นจริง บันทึกเล่มนี้จึงเป็ผลงานที่เป็ความภาคภูมิใจของเรา
บทเกริ่นนำในบันทึกช่างดูพื้นเพธรรมดายิ่งนัก จางหยุนอ่านจบยังมองไม่ออกถึงความพิเศษอันใดของบันทึกเล่มนี้ เมื่อเห็นดังนั้นจึงเริ่มอ่านเนื้อหาด้านในบันทึก
เนื้อหาในบันทึกบทแรกถึงกับทำให้มันตื่นตะลึง สรรพสิ่งใดๆในโลกประกอบไปด้วยธาตุต่างๆ ธาตุต่างๆที่ว่านี้มิใช้ ดิน น้ำ ลม ไฟ หากแต่เป็ธาตุอื่นๆที่แบ่งย่อยไปอีก มีการรวมตัวกันเป็ค่ายกลขนาดเล็ก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสรรพสิ่งใดๆในโลกล้วนเป็ค่ายกล
จางหยุนอ่านตำหรับตำรามามากมาย แต่ยังไม่เคยมีใครกล่าวออกมาเช่นนี้ นี่มันเื่ผีสางอันใด ค่ายกลอันใด ท่านหลินชางอวี้กล่าวเช่นนี้ มิใช่หมายความว่าแม้แต่คนเราก็เป็ค่ายกลหรอกหรือ
ยิ่งอ่านเนื้อหาในบันทึกจางหยุนยิ่งตื่นตะลึง ราวกับว่าบันทึกเล่มนี้บอกกล่าวความลับธรรมชาติออกมาอย่างเรียบง่าย ถึงแม้ว่าเนื้อความส่วนใหญ่มันจะอ่านไม่เข้าใจ เนื่องจากความรู้อันตื่นเขินของมันนั่นเอง
"เสี่ยวหยุน ทำอันใดอยู่ ได้เวลาที่เราต้องไปทำความสะอาดหอคัมภีร์แล้ว" หวังเอ้อเหมาเดินเข้ามาเรียกจางหยุนหลังจากเห็นจางหยุนอ่านบันทึกจนลืมเวลา
โดยไม่รู้ตัวนี่ถึงกับเป็เวลาที่จางหยุนต้องไปทำความสะอาดหอคัมภีร์แล้ว เห็นดังนั้นจางหยุนจึงเก็บบันทึกแล้วออกไปกับหวังเอ้อเหมา
"บันทึกเป็อย่างไรบ้าง ใช่ยอดวิชาอันใดหรือไม่" หวังเอ้อเหมาถามด้วยความกระตือรือร้นสนใจ
จางหยุนส่ายหัว กล่าววาจา "ไม่ใช่วิชาฝีมือ แต่กลับเป็บันทึกวิชาความรู้ที่ไม่มีผู้ใดเคยกล่าวถึง" ด้วยสีหน้าชื่นชมเป็อย่างยิ่ง
หลังจากทำความสะอาดเสร็จสิ้น จางหยุนรีบไปหาตำราที่เกี่ยวกับค่ายกลต่างๆ รวมถึง ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ คนอ่านตำราเรียนรู้โดยมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย ขณะที่คนกำลังจมอยู่กับตำรา กลับได้ยินเสียงหวังเอ้อเหมาที่จากไปแล้วย้อนกลับมาใหม่พร้อมสีหน้าอันโกรธแค้น
"เสี่ยวหยุน กัวหย่งเกิดเื่แล้ว" ถึงแม้กับกัวหย่งพวกมันจะไม่ได้ให้ความสนิทสนมกันสักเท่าใด แต่กับพวกมัน กัวหย่งกลับเป็สหายที่ดีนับั้แ่วันแรกที่พบหน้ากัน เมื่อจางหยุนได้ยินดังนั้น จึงเก็บตำรา รีบเร่งสาวเท้าเดินออกไป
"เกิดเื่อันใดค่อยๆเล่ามา" จางหยุนกล่าววาจาพลางเร่งเดินทางไปกับหวังเอ้อเหมา
"กัวหย่ง ถูกผู้คนทุบตี เห็นว่าอีกฝ่ายมีศิษย์ฝ่ายในหนุนหลัง พวกมันมากันห้าคนข้าเห็นว่าต้านทานไม่ไหวจึงมาเรียกเ้าไปช่วย" หวังเอ้อเหมารีบกล่าวออกไป เพียงไม่นานพวกมันก็มาถึง
บนพื้นกลับมีผู้คนนอนกุมท้อง ศรีษะแตกโลหิตหลั่งไหล ใบหน้าเขียวช้ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความเ็ป ยืนล้อมไปด้วยกลุ่มคนห้าคน ภายนอกยังมีศิษย์ฝ่ายนอกผู้อื่นยืนดูอยู่ บ้างชมดูความสนุกสนาน บ้างเวทนาสงสารแต่มิกล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ผู้ที่นอนอยู่นั่นกลับเป็กัวหย่งเอง
จางหยุนเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคองดูอาการาเ็ของกัวหย่ง หลังจากตรวจดูพบว่ากัวหย่งไม่มีาแอันใดที่กระทบกับกระดูกเส้นเอ็นจึงค่อยคลายใจลง เอ่ยปากถามคำ "ไม่ทราบว่ากัวหย่งสร้างความขุ่นเคืองใดแก่พวกท่าน ถึงได้ลงไม้ลงมือทุบตีมันถึงเพียงนี้" จางหยุนถึงกับไม่สนใจกัวหย่งที่พยายามส่ายหน้าเป็ความหมายไม่ให้มันยุ่งเกี่ยว
"ทุบตีเศษสวะผู้หนึ่งต้องทีเหตุผลอันใดด้วยหรือ" กัวห่าว ผู้นำของคนกลุ่มนี้กล่าววาจา ผู้คนที่มากับมันพากันหัวเราะครื้น
"ไม่มีความแค้นกันใดก็ทุบตีผู้คนได้ หรือพวกเ้าไม่กลัวทางสำนักลงโทษ" เมื่อจางหยุนกล่าวจบ แทนที่เสียงหัวเราะจะเงียบสงบลงกลับเรียกเสียงหัวเราะได้ดังกว่าเดิม เนื่องจากคราวนี้ผู้ที่หัวเราะยังนับรวมบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกที่มาชมความสนุกสนานเข้าไปด้วย
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ด้วยเศษสวะศิษย์ฝ่ายนอกผู้หนึ่งงั้นหรือ พวกเ้าเข้าใจว่าเหล่าผู้าุโคุมกฎว่างมากนักหรือ" กัวฮ่าวถึงกับหัวร่อจนตัวงอ เพราะโดยทั่วไปแล้วสำหรับศิษย์ฝ่ายนอกเพียงห้ามมิให้ฆ่ากันหรือทำร้ายจนาเ็พิการเท่านั้น หรือต่อให้าเ็ล้มตายขึ้นมาจริงๆ หากผู้ก่อเื่มีเื้ัอันใด เหล่าผู้คุมกฎยังขี้คร้านที่จะยุ่งเกี่ยว
ตู้ม ! กัวห่าวพลันล้มลงทั้งยืนโลหิตฉีดพุ่ง โลหิตที่ว่ากลับเป็เืกำเดาของกัวฮ่าว จมูกหักบิดเบี้ยว จากแรงปะทะของหมัด
"กฎเกณฑ์เช่นนี้ช่างถูกใจเกอยิ่งนัก" หวังเอ้อเหมากล่าวเสร็จยังเตะใส่ท้องกัวห่าวอีกเท้าหนึ่ง กัวฮ่าวถึงกับตัวงอ ท่าทางคล้ายกัวหย่งเมื่อสักครู่เป็อย่างยิ่ง
เหล่าผู้ติดตามหลังจากความตกตะลึง บ้างออกหมัด บ้างออกฝ่ามือเข้าโจมตีหวังเอ้อเหมา เนื่องจากผ่านเหตุการณ์เป็ตายมาแล้วสภาพจิตใจของหวังเอ้อเหมากลับแข็งแกร่งกว่าพวกมันมาก มันเบี่ยงกายหลบหมัดที่แฝงธาตุไฟอย่างง่ายดาย พร้อมทั้งต่อยหมัดที่คล้ายกับหินผาเข้าปะทะกับฝ่ามือที่แฝงธาตุลมมาเบาบาง หมัดของหวังเอ้อเหมาถึงกับต่อยจนนิ้วผู้ติดตามหักงอบิดเบี้ยว อีกสองคนที่เหลือคนหนึ่งชักกระบี่ คนหนึ่งชักดาบพุ่งเข้าสับทำร้ายหวังเอ้อเหมา
จางหยุนไหนเลยจะอยู่เฉยเห็นพี่น้องโดนรุมทำร้าย จางหยุนดีดตัวเข้าหาคนใช้กระบี่ออกหมัดต่อยข้อมือ ได้ยินเสียงกร๊อบดังออกมา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีคาดว่าชีวิตนี้มันมิอาจจับกระบี่ได้อีกแล้ว
การเคลื่อนไหวยังไม่จบสิ้นจางหยุนพลันใช้สันมือตบฟาดไปที่ตัวดาบที่ฟันใส่หวังเอ้อเหมา ดาบเบี่ยงเบนออกฟาดฟันใส่อากาศ หวังเอ้อเหมาได้โอกาสต่อยหมัดใส่หน้าอกเข้าอย่างจัง คนกระเด็นไปสามก้าวกระอักโลหิตออกมา เมื่อเห็นอีกฝั่งใช้อาวุธพวกมันยังไม่มีความเมตราอันใดให้ศัตรู
เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกที่ชมดูทุกคนถึงกับนิ่งเงียบ บ้างหวาดกลัวเมื่อเห็นการลงมืออย่างป่าเถื่อนของจางหยุนกับหวังเอ้อเหมา โดยเฉพาะกัวหย่งถึงกลับตื่นตะลึงกว่าผู้ใด ใครเล่าจะยอมเชื่อคนสัตย์ซื่อโง่งมอย่างหวังเอ้อเหมา กับหนอนตำราอย่างจางหยุนเวลาลงไม่ลงมือจะดุดันเช่นนี้
หลังจากเหตุการณ์จางหยุนพากัวหย่งไปพักรักษาตัว กัวหย่งจึงกล่าวเตือนด้วยความวิตกกังวน "ขอบคุณพวกท่านทั้งสองมาก ที่ลงมือแก้แค้นแทนข้า แต่คราวนี้เกรงว่าพวกท่านสร้างความยุ่งยากเข้าแล้ว"
"คนที่หวังเอ้อเหมาต่อยสลบคนแรกคือกัวห่าว บุตชายของภรรยาหลวงของบิดาข้า พวกมันมักรังแกข้าที่เป็บุตรอนุภรรยาอยู่เสมอ" กัวหย่งกลับรู้สึกหดหู่เมื่อนึกถึงเื่นี้
"อย่าว่าแต่ยังมีกัวเซิ่ง พี่ชายคนโตคอยหนุนหลัง กัวเซิ่งกลับเป็ศิษย์ฝ่ายในแล้ว แถมยังมีผู้หนุนหลังใหญ่โตอีก" กัวหย่งกล่าวเตือด้วยความเป็ห่วงต่อสหายทั้งสอง
หวังเอ้อเหมาได้ยินดังนั้นจึงรีบตอบคำ "ผู้ใดเกรงกลัวพวกมัน ลองมาร่ำร้องต่อหน้าบิดาอีก คราวนี้จะไม่ใช่เพียงจมูกที่หักแล้ว" หวังเอ้อเหมากล่าววาจาด้วยความมั่นใจต่อทั้งตัวเอง และจางหยุน ยังมีผู้าุโเซี่ยผู้งามหยดย้อยนั่นอีก
จางหยุนได้ยินเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวคำ "ท่านหวังเอ้อเหมาอันร้ายกาจ"