บทที่ 33 ใครคือเยี่ยเจีย
เยี่ยเจียมองไปที่ฟู่อวิ่นซางอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ด้วยนิสัยของเขา คงไม่มีทางอยู่ฟังหรอก เรื่องในชีวิตประจำวันมีป้าอู่และคนอื่น ๆ คอยดูแล ส่วนเรื่องบริษัทก็มีผู้บริหารคนอื่น ๆ คอยให้คำปรึกษา
เขาเป็นคนที่วางแผนได้อย่างรอบคอบ คงไม่สนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้หรอก
อีกอย่าง เมื่อครู่สวีเสี้ยนหย่าได้โทรมาหาเขา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไปหาเธอในทันที ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกอยู่แล้ว
“ได้ครับ” ฟู่อวิ่นซางตอบรับ แล้วดึงเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ ทั้งสองคน
เขายอมฟังเหรอ เยี่ยเจียรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่ไปหาสวีเสี้ยนหย่าแล้วเหรอ?
ฟู่อวิ่นซางฟังแม่พูดพล่ามไปเรื่อย แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ใบหน้าของเยี่ยเจีย เธอฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าเป็นระยะเพื่อแสดงว่ากำลังฟังอยู่ ท่าทางที่อ่อนโยนสงบเสงี่ยมของเธอ เป็นพรสวรรค์พิเศษที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจ
แววตาของชายหนุ่มเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
“เรื่องที่ต้องระวังก็ประมาณนี้แหละ เธอรีบไปพักผ่อนเถอะนะ” คุณนายฟู่พอใจมากกับท่าทีของเยี่ยเจียและฟู่อวิ่นซางในวันนี้
“แม่คะ คุณแม่ก็ต้องระวังสุขภาพด้วยนะคะ พอลูกคลอด พวกเราก็หวังพึ่งคุณแม่ช่วยเลี้ยงอยู่” เยี่ยเจียรู้ว่าคุณนายฟู่ชอบฟังเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับลูก
แน่นอน เมื่อคุณนายฟู่ได้ยินก็ยิ้มแป้นด้วยความดีใจ เธอลูบมือเยี่ยเจียพลางส่งเธอไปถึงบันไดก่อนจะหันหลังกลับ
เมื่อเดินขึ้นไปสักพัก ฟู่อวิ่นซางก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ผมไม่คิดว่าคุณจะพูดแบบนี้”
“ฉันยังต้องไปทำงานนะ ส่วนคุณก็คงเลี้ยงลูกไม่ได้หรอก” เธอบอกเป็นนัยว่าเธอไม่ได้พูดอะไรผิดใจ แค่พยายามดึงสถานการณ์ให้มันดีขึ้นเท่านั้นเอง
ฟู่อวิ่นซางหันข้างยื่นแขนยาว ๆ มาขวางทางเธอไว้บนราวบันได “มีลูกแล้วคุณยังจะทำงานต่ออีกเหรอ”
เยี่ยเจียพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่พอใจ เลยเสริมเบา ๆ ว่า “ไม่ได้เหรอคะ”
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอก
เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่เก็บแขนกลับแล้วเดินขึ้นไปต่อ
เมื่อมองดูแผ่นหลังของเขา เยี่ยเจียก็รู้สึกสับสน จึงตามขึ้นไปคว้าแขนเขาเบา ๆ “คุณคะ ฉันอยากเป็นผู้หญิงที่คู่ควรกับคุณ”
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก คุณแค่ดูแลสุขภาพตัวเองก็พอแล้ว”
ไม่ต้องลำบาก?
สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหน ทุ่มเทให้ครอบครัวและบริษัทมากเพียงใด ก็ยังเป็นแค่คนที่ไม่คู่ควรกับเขา เป็นเพียงแค่คนที่ได้อยู่ข้างกายเขาเพราะหัวใจดวงนี้เท่านั้นเองใช่ไหม
เยี่ยเจียรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาทันที นึกถึงความพยายามของเธอและคุณนายฟู่ แต่ก็ยังไม่มีชีวิตน้อยกำเนิดขึ้นมา “ความพยายามทั้งหมดของฉัน ในสายตาคุณไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม”
ฟู่อวิ่นซางเหลือบมองเยี่ยเจีย เธอดูเศร้าซึมลงไปมาก “คุณอยากพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ”
เยี่ยเจียพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“เข้าใจแล้ว”
พอดีบริษัทมีโปรเจกต์หนึ่งที่ต้องการเลขาติดตามไปด้วย บางทีเขาอาจจะให้เธอลองดูสักหน่อย
ฟู่อวิ่นซางเอียงคอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย และส่งสัญญาณให้เธอโอบกอดเขา ฝ่ายเยี่ยเจียรีบยื่นแขนทั้งสองข้างคล้องคอเขาไว้ในทันที จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเข้าห้องนอนไปด้วยกัน
วันรุ่งขึ้น
ทันทีที่เยี่ยเจียมาถึงบริษัท ต้านหนี่ก็วิ่งเข้ามาหาเธอ แล้วดึงแขนเธอไว้ “เยี่ยเจีย เธอได้ยินหรือยัง ครั้งนี้มีดาราดังมาเจรจาธุรกิจ ชื่ออะไรนะ... เลี่ยวเฉินอี้! ได้ยินว่าเขาเคยได้ที่หนึ่งจากรายการเซอร์ไววัลมาก่อน ตอนนี้ก็เป็นนักแสดงมากฝีมือแล้ว”
“นักแสดงมากฝีมือ?”
“หมายความว่า เขามีฝีมือระดับนักแสดงนำ แค่ขาดผลงานที่โด่งดังเป็นปรากฏการณ์อีกสักเรื่องเท่านั้น ดังนั้นบริษัทเราถึงยอมทุ่มทุนร่วมงานกับเขา จริง ๆ ก็อยากเกาะกระแสความนิยมของเขาน่ะแหละ”
เกาะกระแส? ฟู่อวิ่นซางคงไม่ยอมทำเรื่องแบบนี้หรอก น่าจะเป็นพวกแผนกวางแผนทำออกมามากกว่า แต่ก็น่าสนใจอยู่ ถึงแม้บริษัทจะแข็งแกร่งแค่ไหน หากไม่มีกระแสที่ดี เกรงว่าจะยืนหยัดไปได้ไม่นาน
เยี่ยเจียไม่สนใจไอดอลอะไรพวกนั้นหรอก เธอรีบกลับที่นั่งของตัวเองอย่างว่องไว
“เธอไม่อยากไปดูเหรอ? ไปด้วยกันเถอะนะ” ต้านหนี่ลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ เธอ แล้วมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เยี่ยเจียก็รีบส่ายหัว “ฉันไม่สนใจเรื่องตามหวีดดาราหรอกนะ”
ต้านหนี่ก้มหน้าลงด้วยความผิดหวังอย่างมาก
ทันใดนั้น เว่ยกวางอวี๋ก็มาหาเยี่ยเจีย เขายื่นเอกสารให้เธอแล้วพูดว่า “นี่คือเอกสารที่ประธานโจวให้ผมเอามาให้คุณ แต่คนที่สั่งน่าจะเป็นท่านประธานใหญ่ พวกเขาอยากให้คุณดูแลโปรเจกต์ของเลี่ยวเฉินอี้ครั้งนี้เป็นคนแรก”
“งั้นเธอก็ได้เจอเลี่ยวเฉินอี้สินะ!?” ต้านหนี่กลับมามีความหวังอีกครั้ง
เยี่ยเจียรับเอกสารมา ฟู่อวิ่นซางให้เธอทำโปรเจกต์เหรอ? เมื่อวานเขาเหมือนจะพูดกับเธอว่า ‘เข้าใจแล้ว’ บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสให้เธอได้แสดงฝีมือก็เป็นได้
ใบหน้าของเยี่ยเจียแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอส่ายหัวไปมาก่อนจะตอบกลับ “ไปกันเลยดีกว่า ต้านหนี่ก็อยากเจอเลี่ยวเฉินอี้พอดี”
“ดีเลย”
เพราะมีเว่ยกวางอวี๋คอยนำทาง ทั้งสองจึงสามารถเดินตรงเข้าไปในสตูดิโอถ่ายภาพได้ เลี่ยวเฉินอี้ยังไม่มา แต่บอดีการ์ดจำนวนมากกลับยึดพื้นที่ไว้หมดแล้ว
ต้านหนี่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังทั้งสองคน เธอชะโงกหน้าออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “บอดีการ์ดเยอะจังเลยนะ ถ้าข้างในมีแฟนคลับได้รับบาดเจ็บล่ะจะทำยังไง?”
เยี่ยเจียรู้สึกอึดอัด “ไม่ใช่เธอเองเหรอไงที่อยากมาดูเขา? ทำไมกลับมาซ่อนอยู่ข้างหลังพวกเราสองคนแทนล่ะ?”
“ก็… ก็ฉันไม่เคยเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อนนี่นา”
ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ว่าบริษัทไม่เคยร่วมงานกับดารา แต่ที่จัดงานใหญ่โตเหมือนเลี่ยวเฉินอี้ก็ไม่เคยมีเลยจริง ๆ คนยังไม่มาเลย บอดีการ์ดก็มาถึงซะแล้ว บริษัทกับเอเจนซีต้องให้ความสำคัญกับเขามากแค่ไหนกัน?
“มาแล้ว มาแล้ว!!” ต้านหนี่ตะโกนด้วยความตื่นเต้น
เนื่องจากอยู่ที่ชั้นสามจึงสามารถมองเห็นวิวระยะไกลได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางฝูงชน มีผู้ชายคนหนึ่งที่มีบุคลิกโดดเด่น แต่งกายดี สวมแว่นกันแดด แม้จะไม่มีใครมองเขาก่อน แต่บุคลิกของเขาก็ทำให้คนสังเกตเห็นได้ในทันที
แต่ว่า… ชายคนนี้ดูคุ้นตาจัง เยี่ยเจียรู้สึกเหมือนเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน
แต่พอนึกดูดี ๆ อีกฝ่ายเป็นดารา ต้องเคยถ่ายโฆษณาหรืออะไรพวกนี้แน่ ๆ ถ้าเธอเคยเห็นก็คงไม่แปลกอะไร
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทั่วทั้งบริษัท เยี่ยเจียที่เป็นโรคหัวใจ ทนเสียงอึกทึกแบบนี้ไม่ไหวนักจึงคิ้วขมวดเล็กน้อย
ต้านหนี่เห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดีจึงดึงแขนเธอแล้วอธิบายเบา ๆ “บริษัทกำลังไลฟ์สดอยู่ แม้แต่ในออฟฟิศก็ยังเห็นเลี่ยวเฉินอี้ได้ ตอนนี้เธอคงรู้แล้วใช่ไหมว่าเขาฮอตขนาดไหน”
“แล้วทำไมพวกเราไม่ไปดูที่คอมพิวเตอร์ล่ะ” เยี่ยเจียถามอย่างจนใจ
“เพราะท่านประธานให้เธอไปต้อนรับเขายังไงล่ะ” ต้านหนี่ทำหน้าจริงจัง “ฉันไม่มีเหตุผลส่วนตัวเลยสักนิด ฉันมาที่นี่ก็เพื่อเธอล้วน ๆ เลยนะ”
เยี่ยเจียส่ายหัวพลางหัวเราะ “ถ้าเขาไม่ต้องการฉัน แต่อยากได้เลขาคนอื่นล่ะ จะทำยังไง”
ต้านหนี่ตบไหล่เธออย่างมั่นใจ “ถ้าอย่างนั้น คนที่เขาชอบต้องเป็นฉันแน่ ๆ ไม่ต้องห่วง ฉันจะบอกท่านประธานว่า ฉันรักเลี่ยวเฉินอี้มากเกินไป อยากนอนกับเขาทั้งวันทั้งคืน ถึงได้แย่งงานจากมือเธอไง!”
เยี่ยเจียกำลังจะตอบ แต่กลับได้ยินเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น “สองคนข้างบนนั้น คนไหนคือเยี่ยเจียที่ต้องดูแลผม”
หืม?
หญิงสาวทั้งสองคนก้มลงไปมองด้วยความตื่นตะลึง…
