โคมไฟนับหมื่นถูกแขวนประดับประดาตามทางเดิน แนวชายคาและทั่วเมืองหลวงดูแล้วช่างงดงามอลังการสมกับเป็นงานฉลองพระราชสมภพขององค์ฮ่องเต้ยิ่งนัก
"ท่านแม่ ๆ ทำไมเขาถึงประดับโคมมากมายเช่นนี้ดูแล้วช่างงดงามยิ่งนัก"
"อีกไม่นานจะถึงงานฉลองพระราชสมภพขององค์ฮ่องเต้อย่างไรล่ะ ชาวเมืองถึงได้ประดับประดาโคมไฟทั่วทั้งเมืองเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ขององค์ฮ่องเต้ รวมถึงผู้คนต่างมาร่วมอวยพรในงานฉลองพระราชสมภพมากมายเช่นกัน"
เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินจูงมือมารดาเดินชมโคมไฟรอบ ๆ บริเวณตลาดซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนต่างเมือง ต่างถิ่นมากมาย
"ท่านพี่ ข้าอยากเจอเขาแล้ว"
"เจ้าใจเย็น ๆ ก่อน อีกไม่นานเจ้าย่อมได้เจอคนที่เจ้าอยากเจอแน่นอน"
"แต่...."
"เจ้าอย่าลืมสิว่าเรามิได้มาเพื่อเจอคนผู้นั้น แต่การมาเจอเขาเป็นผลพลอยได้ที่เรามาทำงานให้แก่ท่านพ่อ"
หญิงสาวที่แต่งตัวไม่เหมือนชาวเมืองทำหน้างอก่อนจะเดินเข้าโรงเตี๊ยมหรูของเมือง ชายหนุ่มหน้าตาดีส่ายหัวก่อนจะเดินตามหญิงสาวเข้าไปในโรงเตี๊ยม
งานวันเฉลิมฉลองพระราชสมภพขององค์ฮ่องเต้ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ แขกเหรื่อต่างมุ่งหน้าเข้าสู่เขตอุทยานหลวงที่จัดงานฉลองพระราชสมภพ บริเวณงานถูกจัดแบ่งพื้นที่ตามตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ แยกบุรุษและสตรีเป็นสองฝั่ง ส่วนขุนนางชั้นผู้น้อยถูกจัดให้อยู่ไกลออกไปแต่สามารถรับชมคณะระบำพลางฟังดนตรีที่บรรเลงได้อย่างชัดเจน ซึ่งครั้งนี้องค์ฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้นำคนในครอบครัวติดตามมาด้วยได้ จึงทำให้งานครึกครื้นมากเป็นเท่าทวี
"ท่านเสนาบดีไม่พบกันเสียนานเป็นอย่างไรบ้าง"
"ท่านแม่ทัพแดนเหนือ ท่านเพิ่งเข้าเมืองมาหรือ"
เสียงเหล่าขุนนางทักทายถามไถ่กันและกันอย่างชื่นมื่น
ฮ่องเต้ ฮองเฮา กุ๊ยเฟย องค์รัชทายาท เหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างเข้ามาในงานอย่างพร้อมเพรียงกัน ขุนนางไม่ว่าชั้นสูงหรือชั้นผู้น้อยรวมถึงแขกเหรื่อต่างลุกขึ้นคำนับผู้เข้ามาอย่างนอบน้อม
"ทุกคนตามสบาย ๆ เรามาเริ่มงานกันเถอะ"
ผู้คนเริ่มดื่มด่ำไปกับสุราและอาหารอันโอชะที่ถูกยกมาวางตรงหน้า ด้านในใกล้พระที่นั่งเป็นที่ประทับของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง ซึ่งทุกคนต่างรอถวายพระพรองค์ฮ่องเต้รวมถึงถวายของโดยมีกงกงออกมารับของแทนเพื่อความรวดเร็วซึ่งต่างจากเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงที่ถวายพระพรและของขวัญต่อหน้าพระที่นั่งด้วยตนเอง
แขกเหรื่อต่างนั่งนิ่งตั้งใจฟังเสียงเพลงบรรเลงแสนไพเราะ องค์หญิงสามวัยสิบสองออกมาร่ายรำด้วยท่าทางงดงามพลิ้วไหวชวนให้มองจนไม่อาจละสายตาไปได้ ความงดงามของพระนางนั้นเปรียบดั่งเทพเซียนก็มิปาน เมื่อจบเพลงหญิงสาวก้มลงคำนับองค์ฮ่องเต้ที่ทรงปรบพระหัตถ์อย่างถูกพระทัย
"เจ้าช่างร่ายรำได้งดงามดั่งหงส์เล่นน้ำเสียจริง"
"ขอบพระทัยเพคะเสด็จพ่อ ขอให้เสด็จพ่อมีพระชนม์มายุหมื่นปี หมื่น ๆ ปีเพคะ"
เซียวมู่หรงที่นั่งอยู่ข้างจิ่งอันกำลังมีความสุขกับการกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยโดยมิได้สนใจการแสดงตรงหน้าแม้แต่น้อย
"แต่ดูท่าจะมีเพียงอ๋องสี่ที่มิได้สนใจสิ่งใดนอกจากผลไม้ตรงหน้า"
องค์ฮ่องเต้ทรงตรัสขึ้นพร้อมกับหันพระพักตร์ไปมองอ๋องสี่ ชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยนามยืนขึ้นคำนับองค์ฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
"ทูลฝ่าบาท แม้กระหม่อมจะมองไม่เห็นแต่สามารถจินตนาการได้ว่าการร่ายรำขององค์หญิงนั้นงดงามมากเพียงใด ยิ่งได้ลิ้มลองผลไม้ของพระองค์ด้วยแล้วยิ่งทำให้การชมการแสดงนี้มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นพะยะค่ะ"
"ฮ่า ๆ ๆ ตั้งแต่พระชายาของเจ้าตั้งครรภ์ดูเหมือนเจ้าจะมิเห็นสิ่งใดสำคัญไปกว่าผลไม้ตรงหน้าเสียจริง ๆ "
องค์ฮ่องเต้ทรงพระสรวลอย่างชอบใจก่อนจะหันไปหาขันทีประจำพระองค์
"กงกง บอกให้นางกำนัลเอาผลไม้มาให้อ๋องสี่และพระชายาอย่าได้ขาด เมื่อเสร็จงานก็ส่งไปยังจวนของพวกเขาด้วย"
"พะยะค่ะ"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"
ชายหนุ่มก้มลงคำนับก่อนจะนั่งลงที่เดิม จิ่งอันอมยิ้มให้กับท่าทีของเซียวมู่หรง ตอนนี้ทุกคนในเมืองต่างทราบดีว่าชายหนุ่มนั้นชื่นชอบการกินผลไม้ตั้งแต่ที่ทราบว่าพระชายาตั้งครรภ์ เมื่อพ่อค้าหรือแม่ค้าคนใดมีผลไม้ดี ๆ สด ๆ ก็มักจะนำมายังจวนอ๋องสี่เสมอจนเป็นที่รู้กัน
ขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่นั้น จิ่งอันที่นั่งอยู่ข้างสามีกลับรู้สึกถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรจ้องมองนางอยู่ หญิงสาวจึงหันมองหาสายตาที่ไม่เป็นมิตรนั้น
"มีอะไรหรือ"
"เปล่าเพคะ"
จิ่งอันยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปทางอีสือที่นั่งข้างแม่ทัพอี หญิงสาวยิ้มและพยักหน้าทักทายกันก่อนจะนั่งทานผลไม้กับสามีต่อไป ไม่ไกลจากที่ทั้งสองนั่งอยู่นั้นเจ้าของสายตาที่ไม่เป็นมิตรมองเซียวมู่หรงและจิ่งอันด้วยแววตาอิจฉาริษยา มือใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเลือดซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว
"หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้ากลับทันที"
"ข้าจะอยู่"
"เช่นนั้นก็อย่าทำตัวดั่งที่เจ้าเป็น มิเช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนแผนการทั้งหมด"
แม้จะไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เจ้าของสายตาอาฆาตกลับทำได้เพียงก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสายตาของตนเองเท่านั้น 'ข้าจะเอาเขาคืนให้จงได้'