บทที่7 ตอนที่37 : ผู้ภักดี
“โอ้โฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลย” คำพูดติดปากของหนุ่มแว่นได้ถูกนำมาใช้งานอีกครั้งหลังจากที่เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏคือพื้นที่อันโล่งกว้างที่มีแต่สีน้ำตาลของผืนดินโดยไร้ซึ่งความเขียวชอุ่มของต้นไม้เลยแม้แต่น้อย และโจเซฟที่กำลังยืนตระหง่านอยู่.. ท่าทางของเขาดูพร้อมที่จะประจัญบานกับศัตรูทุกเมื่อ โดยในอ้อมไหล่ของชายผู้มีทรงผมเดรดล็อคอันเป็นเอกลักษณ์นั้นก็ได้ประคองร่างที่ไร้สติของอลันเอาไว้อยู่ด้วย ส่วนข้างหลังก็มีโสต ไบซ์ โพซิเออร์ และฟาคาราดีนอยู่ และถ้ามองถัดออกมาอีกเพียงเล็กน้อยก็จะพบเข้ากับมิทาจิที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่เช่นกัน “โจเซฟ!!!” มีสท์กระโดดลงจากหลังของสตีฟก่อนจะตะโกนเรียกเสียงดังด้วยความเป็นห่วง “นะ.. นายไปทำอะไรมาเนี่ย?..” หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่ยิงคำถามไปที่ไอ้หนุ่มเดรดล็อคด้วยความประหลาดใจในฉับพลัน หลังจากเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างมากของโจเซฟ รวมถึงเขาเองก็สัมผัสได้ถึงออแกเนียนออร่าจำนวนมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของเดอะเลกออฟมิราเคิลด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้ทั้งสมรภูมิรบต่างพากันหันมาจับจ้องไปยังสามสหายที่เพิ่งปรากฏตัว “เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะหน่า มาช่วยกันจัดการไอ้เจ้าพวกนี้ก่อนเถอะ”เดอะเลกออฟมิราเคิลผู้พี่เผยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิ.. และการปรากฏตัวของทั้งสามคนนั้นเอง ก็ทำให้ดันทัวร์เกิดความประหลาดใจเป็นอย่างมาก.. “นี่เซียวซินฉีที่เกลียดพวกเอ็กซ์เทอร์นอลเข้าไส้ขนาดนั้น ปล่อยให้พวกแกรอดกลับมาง่าย ๆ ได้ยังไง!? แถมยังให้เลือดที่มีค่าขนาดนั้นมาอีก!” ดวงตาของดิเอ็มเพอร์เรอร์เบิกกว้างด้วยความตกใจพลางมองไปยังขวดเลือดที่อยู่ในมือของเกษม “ชิ! ผิดแผนไปหมด.. แต่ก็ยังดีที่เรารอบคอบพอที่จะไม่พาจีกับเคมาด้วย ไม่งั้นพวกมันต้องจ้องเล่นงานไอ้สองคนนั้นแน่ ๆ ” แวมไพร์หนุ่มคิดในใจด้วยความใจชื้น แต่เพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น.. เสียงที่แวมไพร์หนุ่มไม่อยากได้ยินมากที่สุดในตอนนี้ก็ดันดังขึ้น.. “ท่านดันทัวร์!! ผมมาช่วยแล้ว!!” โน้กตะโกนร้องเรียกชื่อของเขาขณะกำลังวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นเจ้านายอย่างกระหืดกระหอบ ผั่วะ!.. ชายผิวซีดตบเข้าไปที่ใบหน้าของหนุ่มนักชิมไวน์ในทันทีที่เขาวิ่งมาถึงตัว.. ด้วยความแรงของน้ำหนักมือนั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างมาก ใบหน้าของโน้กสะบัดคว่ำลง และร่างนั้นก็ถึงกับเซไม่เป็นท่าจนเกือบจะร่วงลงไปกองกับพื้น ซึ่งหลังจากเดอะซีลมาสเตอร์โดนตบเข้าไปจนหน้าหัน เขาก็ได้เงยหน้ากลับมามองดันทัวร์ด้วยใบหน้าที่สุดแสนจะสะเทือนใจ “ตะ..ตบผมทำไมครับ?” เสียงของที่ถูกเอ่ยขึ้นนั้นสั่นราวกับจะร้องไห้ “แกมาถึงที่นี่ก็ดีแล้ว ฉันจะได้บอกกับแกจากปากของฉันเอง ไม่ต้องบอกผ่านเจ้าเจอีก.. ถ้าแกมาที่นี่ แกจะกลายเป็นตัวถ่วง!! ฉันไม่ได้เป็นห่วงแก!! จำใส่กะโหลกเอาไว้ซะใหม่!!” ดันทัวร์ตะคอกใส่โน้กโดยไม่รักษาน้ำใจใด ๆ ทั้งสิ้น “เจมันบอกท่านหรอว่าผมจะมาหาท่าน?” หนุ่มอิตาเลี่ยนถามเสียงนิ่งในขณะที่น้ำตายังคงคลอเบ้าอยู่ “นั่นมันไม่ใช่ประเด็น!! ฉันขอสั่งให้แก.. กลับปราสาทเดอะดาร์คอัลฟาเบตไปซะ!!” ดันทัวร์ชี้หน้าสมาชิกในองค์กรของเขาก่อนจะออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “รับทราบครับ” ชายนักชิมไวน์จำยอมต้องตอบรับดันทัวร์ด้วยเสียงสั่นเครือที่มาความโกรธ แต่ความโกรธนั้นหาใช่เป็นความโกรธที่มีต่อดิเอ็มเพอร์เรอร์ไม่.. “แกคิดว่าฉันไม่กล้าหรือไงไอ้เจ!! ย๊ากก!!” โน้กตะโกนลั่นขึ้นไปบนท้องฟ้า พลางสั่งให้ลิ้นของเขาทำอะไรบางอย่างกับไอนนนิผู้เป็นตัวกลางในการสื่อสารของกลุ่ม “นั่นแกจะทำอะไรเจน่ะ!! หยุดเดี๋ยวนี้!! แล้วกลับปราสาทไปซะ!!” เมื่อดันทัวร์เห็นการกระทำอันไร้สติของเดะซีลมาสเตอร์เขาจึงตะคอกสั่งย้ำอีกรอบ และนั่นก็เป็นขณะเดียวกันกับที่เจ้าปั๊กกี้กำลังใช้จมูกของมันเพื่อสูดดมอะไรบางอย่างอยู่ “ไม่ผิดแน่เกษม.. ลิ้นที่แปะอยู่บนปากของคุณเวิร์ดกับกลิ่นของเจ้านั่น เป็นกลิ่นเดียวกันเลย เขาคือเจ้าของลิ้น..” เจ้าหมาหน้าย่นพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยก่อนจะมองไปยังโน้ก “โจเซฟ!! รับนี่ไปกรอกใส่ปากไอ้หนุ่มที่กำลังคุยกับดันทัวร์ซะ!! แค่จิบเดียวพอนะ!!” ซึ่งทันทีที่ได้รับข้อมูล เกษมก็ได้ตะโกนเรียกเพื่อนของเขาก่อนจะยื่นขวดเลือดของลีคาเพคที่พึ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ ให้ หลังจากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างเร็วมาก.. แต่หนุ่มผมเดรดล็อคก็ทำภารกิจลุล่วงได้แบบงง ๆ .. และเมื่อโน้กได้รับเลือดของลีคาเพคเข้าไปแล้ว เขาก็นั่งคุกเข่าลงก่อนจะโอดร้องครวญครางพลางนำมือไปจับที่รอยเขี้ยวของดันทัวร์บนคอ.. จนเวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง ก็มีเลือดที่เหมือนจะปนเปื้อนพิษอะไรบางอย่างหยดไหลออกมาจากรอยเขี้ยวนั้น โดยหลังจากเลือดที่เจือปนสารอะไรบางอย่างไหลออกมาหมด แผลเป็นบนคอของโน้กที่เกิดจากรอยเขี้ยว ก็ได้หายตามไปด้วยเช่นกันจากการสมานกันของผิวหนัง ซึ่งนั่นก็ทำให้ทำให้ลิ้นของเขาบนปากของ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ดูจะอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด.. กลุ่มผู้ต่อต้านองค์กรชั่วร้ายทุกคนจึงเตรียมจะช่วยกันทำลายผนึกแห่งลิ้นที่กำลังหละหลวมนี้ เพื่อที่จะจบเรื่องวุ่นวายทั้งหมดให้ได้เสียที.. แต่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น! เนื่องจากโน้กผู้ถูกปลดออกจากพันธะเขี้ยวแล้ว แทนที่เขาจะวิ่งหนีกลับมาหาพวกเกษมเพื่อเอาตัวรอดจากชายผู้อำมหิต แต่เขากลับเลือกเดินกลับไปหาดันทัวร์อีกครั้ง.. “ท่านดันทัวร์.. กรุณาฝังเขี้ยวบนคอผมอีกรอบเถอะครับ” อดีตแรงค์จีแห่งองค์กรพูดอ้อนวอน “ท่านอาจจะลืมไปแล้ว ว่าผมคือคนแรกที่เดินขึ้นไปบนเวทีในหอประชุมเพื่อให้ท่านฝังเขี้ยว ตัวผมนั้นเป็นคนอ่อนแอ ผมต้องการพลังที่ท่านมอบให้นำกลับไปแสดงให้ครอบครัวของผมดูหลังสำเร็จหลักสูตรจากมหาลัยออแกเนียน ผมอยากทำให้พวกเขาภูมิใจในตัวผม.. ได้โปรดมอบพลังนั้นให้ผมอีกรอบเถอะครับ!” ชายผู้ภักดีคุกเข่าลงต่อหน้าดิเอ็มเพอร์เรอร์พร้อมด้วยสายตาเว้าวอน และเมื่อดันทัวร์ได้ยินดังนั้น เขาก็ไม่รอช้าที่จะจัดการฝังเขี้ยวลงบนคอของโน้กในทันที เพราะกลัวว่า เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม จะหลุดออกจากพันธะมาได้ ซึ่งหลังจากที่โดนฝังเขี้ยว.. ลิ้นอันอ่อนแรงที่กำลังปิดปากของคุณเวิร์ดอยูนั้นก็ได้กลับมามีพลังอีกครั้ง “ชิ! ท่าไม่ดีแล้ว.. ขืนฝืนสู้ต่อไปมันอาจจะเอาเลือดยัดปากไอ้พวกลูกน้องของเราจนหมดก็ได้” ดิเอ็มเพอร์เรอร์คิดในใจก่อนจะตะโกนสั่งการขึ้น “ทั้งหมดถอย!!” เมื่อได้ยินดังนั้นป๊อบปี้ก็ไม่รอช้า เธอพ่นใยดักเอาไว้อย่างระเกะระกะเพื่อไม่ให้พวกกลุ่มต่อต้านติดตาม ก่อนที่เหล่าอักขระแห่งความมืดทุกคนจะพาสมาชิกองค์กรที่บาดเจ็บออกจากพื้นที่ และกลับไปยังที่มันอย่างรวดเร็ว.. “นี่.. ทำไมไม่จัดการมันไปให้หมดเลยล่ะ? พวกเรากำลังจะชนะอยู่แล้วนะ” เจคถามขึ้นขณะที่กำลังเดินทางกลับ และทันทีที่ได้ยินคำถามที่ดูงี่เง่าเช่นนี้ ชาชาเดียร์จึงอาสาตอบแทนยอดทูนหัวของเธอเพื่อหวังจะเอาใจ.. “นี่แกไม่เห็นหรือไงยะ ว่าเลือดที่พวกมันถืออยู่น่ะสามารถทำอะไรได้?!” เธอแว๊ดใส่หนุ่มชุดคลุมขนสัตว์จนเขาต้องเบือนหน้าหนี ก่อนที่แม่เสือสาวจะหันกลับมาพูดกับดันทัวร์ด้วยเสียงหวานหยดย้อย “จริงมั้ยจ๊ะที่รัก?” ซึ่งแวมไพร์หนุ่มก็ได้หันหน้าของเขากลับมาเพียงครึ่งหน้าพลางแสยะยิ้มให้เล็กน้อย.. แต่รอยยิ้มนั้นมันกลับแตกต่างออกไปจากครั้งก่อน ๆ .. มันเป็นการยิ้มอันแสนเย็นชาแต่กลับดูอบอุ่นจนน่าประหลาดใจ.. และถึงแม้จะเป็นเพียงแค่รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากของเขาเพียงครั้งเดียว แต่กลับทำให้สาวรัสเซียผู้หลงเสน่ห์นั้นแทบคลั่ง เธอเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตลอดทางเพราะนี่เหมือนจะเป็นครั้งแรกเลยนับตั้งแต่พบกันมา ที่ชาชาเดียร์ได้รับรอยยิ้มจากชายผู้เป็นที่รักของเธอ “ถึงแผนการมันไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์แต่อย่างน้อยเราก็ได้กลับมาทั้งตำราออแกเนียน แล้วก็ตัวไอ้เอ็ดเวิร์ด” ดันทัวร์ปลอบใจตัวเอง “แล้วนี่เราจะไปไหนกันล่ะลูกพี่? มันไม่ใช่ทางกลับปราสาทนี่?” อานาพาสเอ่ยถามด้วยเสียงเหน่อที่เป็นเอกลักษณ์ “ก็จะไปเอาตัวไอ้พวกที่ฉันส่งไปเฝ้าหอพักกลับด้วยน่ะสิ ไม่รู้ป่านนี้พวกมันจะฟื้นหรือยัง พวกแกกลับไปรอฉันที่ห้องโถงก่อน ฉันมีเรื่องจะต้องคุยกับพวกมันเป็นการส่วนตัว” ผู้นำองค์กรพูดพลางเดินรุดนำไปยังสถานที่เป้าหมาย เมื่อถึงด้านหน้าหอพักนักศึกษา เขาก็ได้เห็นสมุนทั้งสี่นั่งกอดเข่าก้มหน้าก้มตาอยู่.. และหนึ่งในนั้นเมื่อได้ยินเสียงคนกำลังเดินมาก็ได้เงยหน้าขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้านายผู้โหดเหี้ยมอย่างแน่นอน “หนะ.. หนูขอโทษค่ะ..” มุกกี้ ทา (Mookky Ta) แรงค์แอล แห่งองค์กรอักขระแห่งความมืด หญิงสาวหน้าหมวยสวมแว่นทรงกลมชาวไต้หวัน เธอแต่งกายด้วยชุดเอี๊ยมยีนส์และเสื้อยืดลายขวางสีเทาสลับขาว หน้าตาสะสวยในสไตล์คนคงแก่เรียน ส่วนความสามารถของอวัยวะพิเศษนั้นยังไม่ถูกค้นพบเฉกเช่นคนอื่น ๆ ที่ถูกมอบหมายให้มาเฝ้าที่หอพัก.. เธอเงยหน้าขึ้นมองดันทัวร์ที่ยืนตะหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยอาการสั่นกลัว “ทำไม.. พวกแกถึงไม่แจ้งไปที่หน่วยสื่อสารของกลุ่ม?” แวมไพร์หนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือก และในขณะที่คนอื่นกำลังอึก ๆ อัก ๆ กันอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงเจื้อยแจ้วเสียงหนึ่งดังขึ้น “คือแบบว่า พวกเราโดนมันอัดจนสลบเลยนะ แล้วก็แบบเพิ่งฟื้นเมื่อกี้นี้เองด้วย แต่เราก็ติดต่อไปแล้วนะ แต่ก็มันไม่มีเสียงตอบรับเลยอ่ะคุณ” แอมมี่ ซิวิก้า (Ammy Siwika) สาวร่างอวบอ้วนจ้ำม่ำชาวอินเดียผู้ห่มร่างด้วยผ้าส่าหรีสีแดงสดปักเลื่อมลวดลายตระการตา พร้อมกับเครื่องประดับอันแวววับงดงามตามแบบฉบับของดินแดนภารตะ ไม่ว่าจะเป็นรัดเกล้า สร้อยคอ รวมไปถึงกำไลข้อมือ ซึ่งในนปัจจุบันเธอกำลังดำรงตำแหน่งแรงค์เอ็มให้กับองค์กร หลังจากที่แอมมี่พูดจบ ก็มีเสียงสนับสนุนขึ้นมาหนึ่งเสียงโดยทันที “ใช่จ้ะ..” เป็นสำเนียงอันน่ารักของสาวน้อยหน้ากลมชาวฝรั่งเศสผู้มีนามว่า แฮปิส ซูแป็งแปร์ (Hapiz Supanrere) รูปร่างของเธออ้อนแอ้นสดใส แต่งกายด้วยชุดราตรีสั้นสีโอรสสุดหรูหราซึ่งไม่เข้ากับสถานที่ที่เธออยู่ตรงนี้โดยสิ้นเชิง.. อีกทั้งยังมาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยฉุยไปทั่วบริเวณโดยรอบ โดยรวมแล้วเป็นหญิงสาวที่มีชาติตระกูลสูงศักดิ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยความสามารถที่ยังหาไม่พบจึงทำให้ดันทัวร์แต่งตั้งเธอให้อยู่เพียงแรงค์เอ็นเท่านั้น.. ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนที่ยังคงเอาแต่ก้มหน้าไม่หือไม่อืออะไรทั้งสิ้น ชื่อของเขาคือพอล นาร์จ (Paul Naj) ชายชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์มุสลิมโดยตรงไม่มีจีนหรืออินเดียมาผสม.. ผิวสีดำแดง ดวงตาเรียวเล็ก สวมเสื้อฮู้ดสีดำคลุมหัว กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบ ดูเป็นคนเงียบ ๆ โลกส่วนตัวสูงไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร “เจ! เกิดอะไรขึ้นกับแก?” ดันทัวร์ส่งข้อความไปหาผู้ดูแลเรื่องการสื่อสารภายในทีม ส่วนพวกสมุนทั้งสามก็ได้แต่นั่งลุ้นว่าชะตากรรมของตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เมื่อรอไปสักครู่ก็ไม่มีการตอบกลับจากผู้รับผิดชอบหน้าที่จริง ๆ “เห็นมั้ยล่ะ? เห็นมั้ยล่ะ? ฉันบอกแล้วว่าไม่มีใครตอบจริง ๆ ” แอมมี่พูดออกมาอย่างโล่งอก “โธ่เว้ย! เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย!? ถือว่ารอดตัวไปก่อนนะพวกแก.. ไป! กลับปราสาทได้แล้ว” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ออกอาการหัวเสียก่อนที่จะเดินออกไปจากบริเวณหน้าหอพัก.. กลับมา ณ ที่ที่เคยเป็นสมรภูมิอันดุเดือด หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลงแล้ว.. “อึ้ก.. ” เกษมนำเลือดไปให้อลันดื่มก่อนเป็นคนแรกเพราะอาการเขาดูจะสาหัสมากที่สุดในกลุ่ม แต่ทว่า หลังจากได้รับโลหิตอมฤตเข้าไปแล้วชายหัวเห็ดกลับทำได้เพียงกระดิกนิ้วมือและขยับปากได้เล็กน้อย ซึ่งทำให้พวกเพื่อน ๆ ของเขากังวลเป็นอย่างมาก อลันทำได้เพียงนอนพะงาบปากก่อนจะพูดอะไรที่ไม่ค่อยป็นภาษาออกมาเท่านั้น..