ปพนต์เดินกลับมาพร้อมผ้าเช็ดตัวสามผืน “มา มา เช็ดตัวก่อนเดี๋ยวไม่สบายกันหมด” เขาโยนให้วรเมธกับมารตีคนละผืน
สาวสวยเริ่มเช็ดผมตัวเอง ขณะนั้นวรเมธยังคงมองเธออยู่เงียบๆ สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่เคยถามออกมาปพนต์ถอดเสื้อยืดออกเผยแผ่นอกเปียกน้ำ กล้ามเนื้อขยับตามจังหวะหายใจเข้าออก วรเมธมองไปแวบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วหันหลังกลับไปถอดเสื้อของตัวเองบ้าง
มารตีเหลือบมองพวกเขาทีละคน ก่อนจะถอดเสื้อคลุมออกจากกายแล้วปลดบิกีนี่ชิ้นบนออกก่อนจะค่อยรูดชิ้นล่างลงช้าๆโดยจ้องมองสองหนุ่มไปพร้อมๆ กัน อย่างเขินๆ แต่ไม่หันร่างหลบ ความเงียบในห้องตอนนี้เต็มไปด้วยเสียงฝนและเสียงใจที่เต้นโครมครามประสานกัน
เมื่อผ้าเปียกชุ่มถูกโยนลงตะกร้า เหลือเพียงร่างเปลือยยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่หญิงสาวยืนตรงหน้าวรเมธ หยิบผ้าแห้งขึ้นมาเช็ดที่ต้นแขนเขาอย่างเบามือเธอเคยเช็ดร่างเปลือยนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกแตกต่างออกไป
“คุณหนาวไหม” เธอถามเบาๆ ไม่ใช่เพราะกลัวเขาเป็นหวัดแต่เพราะอยากให้บทสนทนาเริ่มต้น
วรเมธมองใบหน้าสาวสวยที่จ้องดูเขาอยู่ใกล้ๆ แล้วส่ายหน้าไปมาเบาๆ“เปล่า...”
“แล้วทำไมถึงหลบตาฉันล่ะคะ” มารตีถามรุกต่อไม่หยุด
ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนจะหลุบตาต่ำลงมองพื้น“เพราะผมไม่แน่ใจว่า...ควรรู้สึกยังไง”
มารตีวางผ้าลง แล้วขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“คุณเคยลองใช้ชีวิต…แบบที่ไม่อยู่ในกรอบไหม?” เธอถามเสียงเบา ดวงตาจ้องเขาแน่วนิ่ง
วรเมธชะงัก
“แบบที่ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องควบคุม ไม่ต้องแสร้งว่าเข้มแข็งเสมอ…” เสียงอ่อนหวานกระซิบเบาๆ
ชายหนุ่มอีกคนยืนอยู่ไม่ไกล มองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นช้าลงเหมือนรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบรรยากาศที่อบอวลด้วยไอฝนและกลิ่นกายกำลังจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
วรเมธเงยหน้าขึ้นมองร่างเปลือยสมส่วนตรงหน้าอีกครั้งดวงตาสั่นไหวในเงาจันทร์และแสงจากโคมไฟหัวเตียงที่สะท้อนจากผิวเปียกของทั้งคู่
“คุณหมายถึง...ให้ผมลองอยู่กับคุณและพี่ปพนต์…แบบนี้จริงๆเหรอครับ” เสี่ยงถามกลับมาสั่นๆ แบบไม่แน่ใจ
มารตียิ้มยั่วยวน “ลองดูสิคะ แค่คืนนี้ คืนเดียวก็ได้ ถ้าคุณไม่ชอบ รตีจะไม่บังคับคุณอีก”
วรเมธเงียบ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ริมฝีปากคล้ายจะสั่นเล็กน้อยแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยมีมาก่อน ปพนต์เดินเข้ามาหา ช้าๆ วางมือลงบนหลังของวรเมธเบาๆขณะมารตียกมือโอบกอดทั้งสองไว้ ใต้แสงไฟอุ่น พวกเขาไม่ได้เป็นแค่สามคนที่หลบฝนแต่เป็นสามหัวใจที่กำลังเริ่มต้นเรียนรู้จะรักกันในรูปแบบใหม่ ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป.
เสียงฝนยังคงโปรยปรายลงมานอกหน้าต่างอย่างต่อเนื่องกลิ่นดินเปียกชื้นปะปนกลิ่นเกลือทะเลลอยมาแตะจมูกเบาๆข้างในบ้านพักตากอากาศที่อบอุ่นด้วยไอไฟฟ้าจากโคมไฟสีนวลอ่อน วรเมธนั่งพิงโซฟาแผ่นหลังตั้งตรง แต่แววตากลับลอยเลื่อนออกไปไกลเหมือนเขากำลังฟังเสียงบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน
เสื้อคลุมสีขาวบางเบาพริ้วไปตามลมที่ลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างร่างกายใต้เนื้อผ้านั้นไม่มีชั้นในปกปิดมีเพียงเนื้อผ้าเบาบางที่แทบไม่อาจกั้นสัมผัสจากผิวหนังได้เลย
ร่างสวยยั่วใจก้าวเข้ามาเงียบๆ ก่อนหยุดอยู่ข้างโซฟา แล้วค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างร่างแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อผิวกายของเธอแตะโดนต้นแขนเขาเบาๆ ความเย็นจากฝนยังไม่จางหายแต่ไออุ่นจากเธอกลับค่อยๆ ละลายความเงียบในอากาศ
ปพนต์เดินตามเข้ามาเงียบๆ อีกคน ในชุดเสื้อคลุมเช่นเดียวกันเขาไม่พูดอะไร แค่หย่อนตัวนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งของวรเมธก่อนจะเอนตัวพิงหัวไหล่ของชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่ง ไม่เอ่ยคำใด เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนจังหวะเต้นของหัวใจที่ซ่อนอยู่ในอก
มือขาวเรียวงามค่อย ๆ เอื้อมไปวางบนแผ่นหลังของวรเมธอย่างนุ่มนวลปลายนิ้วของมารตีลูบเบาๆ จากต้นคอลงมาจนถึงกลางหลัง จังหวะนั้นวรเมธหลับตาแน่นก่อนจะถอนหายใจออกมาช้าๆ
“ยังรู้สึกผิดอยู่เหรอ?” มารตีถามเสียงแผ่ว
วรเมธไม่ได้ตอบทันที แต่เธอเห็นเปลือกตาของเขาสั่นเล็กน้อย “มันไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกผิดหรอกครับ”เขาเอ่ยเบาๆ “แต่มันเกี่ยวกับ...ความกลัว...ผมกลัวว่าจะสูญเสียทุกอย่างอีกครั้ง”
ปพนต์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยกมือขึ้นกุมมือของวรเมธที่วางอยู่บนตักกดลงเบาๆ อย่างมั่นคง แววตาเขามองตรงไปข้างหน้า แต่ภายในกลับเหมือนกำลังปลอบโยนหญิงสาวหันมาสบตากับสามี ทั้งสองไม่มีคำพูด มีแต่ความเข้าใจผ่านสายตาที่ทำให้ทุกอย่างดูสงบนิ่งขึ้นอย่างประหลาด
หญิงสาวกระซิบข้างหูวรเมธเบาๆ “บางทีสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อาจเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องยอมให้ตัวเองเผชิญหน้า เพื่อจะได้ไม่หนีมันตลอดไปไงคะ”
วรเมธหันหน้ามาช้าๆ ดวงตาของเขาแดงนิดๆ จากอารมณ์ที่ซ่อนอยู่และนั่นคือวินาทีที่มารตีโน้มตัวเข้าไปแนบหน้าผากของเธอกับหน้าผากของเขาอย่างอ่อนโยนไร้คำพูดใดๆ เสียงฝนยังตกอยู่เบื้องนอกเป็นดนตรีพื้นหลังอันอบอุ่น
ปพนต์ขยับตัวเข้ามาใกล้ เขาวางมือบนบ่าของวรเมธและมารตีพร้อมกันก่อนที่ทั้งสามจะอยู่ในวงแขนเดียวกัน ความเงียบยาวนานที่ไม่อึดอัดแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่น
มือเนียนนุ่มของมารตียังลูบหลังวรเมธช้าๆ เหมือนเป็นการปลอบโยนที่เจือความละมุนละไม จังหวะของปลายนิ้วเปลี่ยนไป เมื่อร่างสวยเอียงตัวเข้าหาวรเมธมากขึ้นความใกล้ชิดระหว่างเนื้อผ้าบางเบาทำให้รู้สึกถึงลมหายใจและอุณหภูมิของกันและกันอย่างชัดเจน
ปพนต์ค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นมาประคองต้นคอของวรเมธ แล้วเอียงหน้ามาซบใกล้ๆ มือของเขาไม่ได้สั่น แต่มีแรงกดเบาๆที่บอกถึงความอ่อนโยนและความต้องการบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาเป็นคำได้
วรเมธลืมตาขึ้นช้าๆ เขามองมารตี แล้วมองปพนต์ สองคนที่เขารู้ว่ารักเขาไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาต้องการเขาเพียงร่างกาย แต่เพราะเขาเป็น ‘เขา’
“นี่มันคือ...” วรเมธเอ่ยเพราะยังไม่คุ้นชินกับสัมผัสของผู้ชายด้วยกันเท่าไรแต่มารตียิ้ม ก่อนจะวางนิ้วชี้แนบริมฝีปากของเขาเบาๆ
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” เธอกระซิบ “แค่รู้สึกก็พอ”
วรเมธพยักหน้า น้ำเสียงและสายตาของเขาเริ่มคลายกังวลปลดปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปกับสัมผัสที่แตกต่างแต่ไม่แปลกแยก
ปพนต์ลูบแขนวรเมธเบาๆ แล้วโน้มหน้ามาจูบหน้าผากเขาก่อนจะวางศีรษะพิงลงบนบ่าของอีกฝ่าย เหมือนคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
มารตีเอนศีรษะพิงกับไหล่อีกฝั่งหนึ่ง บัดนี้ทั้งสามอยู่ในอ้อมแขนเดียวกัน ราวกับโลกทั้งใบถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความอ่อนโยนความเข้าใจ และการให้อภัยต่ออดีตทั้งหมด ไม่มีใครพูด ไม่มีใครเร่ง ไม่มีใครผลักดันมีเพียงเสียงฝนที่โปรยปราย กับเสียงหัวใจที่เต้นไปพร้อมกัน...ใต้สัมผัสที่ไม่เหมือนเดิม
เสียงฝนยังคงซัดสาดกระทบหลังคาของบ้านพักริมทะเลราวกับจะตอกย้ำความเงียบที่ปกคลุมอยู่ภายในห้องรับแขก แสงไฟอุ่นนวลทอดตัวอย่างนุ่มนวลลงบนร่างทั้งสามที่นั่งเคียงกันอยู่บนโซฟาผ้าลินินเนื้อนุ่ม
มารตีอยู่ตรงกลาง มีวรเมธทางขวา ปพนต์อยู่ทางซ้าย ทุกคนไม่มีเสื้อผ้าคลุมกายร่างเปลือยเปล่าแนบชิดกันเหมือนเปิดเปลือยใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน
วรเมธก้มหน้าอยู่เงียบๆ มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นบนหน้าตักเขายังไม่พูดออกมาสักคำตั้งแต่ที่มารตีเอื้อมมือลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยนเมื่อครู่ ปพนต์เองก็นั่งสงบนิ่งแต่แววตาของเขาอ่อนโยนและคอยสังเกตวรเมธเงียบ ๆ โดยไม่กดดัน
มารตีหันหน้าช้าๆ ไปมองวรเมธใบหน้าเธอยังคงเปียกชื้นบางส่วนจากไอฝนเมื่อช่วงก่อน แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นเธอไม่พูดอะไร เพียงแค่ปล่อยให้บรรยากาศรอบตัวทำหน้าที่ของมัน เงียบ งามและลึกซึ้ง
วรเมธสูดหายใจเข้าอย่างลึก ก่อนจะเปล่งเสียงเบาๆ “...มันแปลกดีนะที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้กับพวกคุณ แล้วกลับไม่รู้สึกแปลกแยก หรือต้องซ่อนอะไรอีก”
มารตียิ้มน้อยๆ เธอยื่นมือไปจับมือวรเมธที่วางอยู่ตรงหน้าตักพลางบีบเบาๆ เหมือนส่งพลังใจเงียบๆ ไปให้