คุณเชื่อในโลกหลังความตายไหม….
ตอนที่ฉันยังเด็ก แม่สอนฉันเสมอว่าพระเ้ามีเหตุผลในทุกการกระทำ.. จงใช้ชีวิตตามเจตจำนงนั้น!
ฉันเชื่ออย่างนั้นจนหมดใจ…
ตอนฉันถูกรถชนจนพิการ.. ฉันยอมรับ
ตอนฉันกำพร้าพ่อแม่ในวันเดียวกัน.. ฉันน้อมรับ
ตอนฉันถูกญาติพี่น้องโกง ต้องไปอยู่บ้านอนาถา.. ฉันยิ้มรับ
ตอนฉันถูกตรวจพบว่าเป็มะเร็ง ต้องตายในไม่ช้า.. ฉันหัวเราะเสียงดัง
ในที่สุด… ฉันก็จะได้หลุดพ้นจากเจตจำนงของพระเ้าสักที
ซะที่ไหนกันล่ะ!!…. ฟางเถียนมองหน้าตัวเองในกระจก เป็ครั้งสาม สี่ และห้า…
‘นี่มัน ให้ตายเถอะ… จะเอาอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหมคะพระเ้า!!’
…………………..
‘ติ้ด.. ติ้ด.. ติ้ดดดดดดดด…….’ เสียงสัญญาณชีพยาวเหยียดบอกให้รู้ว่าผู้ป่วยบนเตียงกำลังจะจากโลกนี้ไป
บรรยากาศของการสูญเสียเงียบสงบกว่าทุกครั้ง อาจเพราะผู้ป่วยรายนี้ไร้ญาติสนิทมิตรสหายที่ควรรายล้อมคร่ำครวญอยู่ใกล้ๆ แม้แต่เ้าหน้าที่ที่ยืนมองอยู่รอบเตียง ยังยืนนิ่งเฉยไม่ลงมือช่วยเหลืออย่างที่ควรทำ ราวกับพวกเขากำลังเฝ้ารอให้คนผู้นั้นจากไปอย่างสงบเท่านั้น
หากจะกล่าวว่าพวกเขาใจดำ.. เหตุใดสีหน้าแต่ละคนจึงเศร้าหมองนักล่ะ?
พยาบาลสาวคนหนึ่งยื่นมือไปคลำชีพจรของคนบนเตียงเพื่อยืนยันบางอย่าง สีหน้าหม่นหมองถอนหายใจแ่เบาออกมา
“16 นาฬิกา 19 นาที...” น้ำเสียงขานเวลาเสียชีวิตไม่ถูกต้องตามระเบียบ อาจเพราะคนพูดรู้สึกว่าการเอ่ยชื่อหญิงสาวที่ทุกคนรู้จักดีออกมานั้นเป็เื่ไม่จำเป็
“ฮือออ… เสี่ยวเถียน ไปดีเถิดนะหนูเอ้ยยย” เสียงคร่ำครวญแรกต่อผู้เสียชีวิตกลับมาจากหญิงชราเตียงข้างๆ เพราะป่วยอยู่ข้างกันมานาน นางจึงได้สนิทสนมกับคนไข้สาวคนนี้มาก
“ยายโม่ อย่าร้องไห้เลย เดี๋ยวความดันขึ้นอีก” พยาบาลอีกคนหนึ่งเตือนอย่างอดไม่ได้ การที่หญิงชราต้องมานอนโรงพยาบาลเช่นนี้ไม่ใช่เพราะความดันขึ้นจนเส้นเืสมองแตกเกือบตายหรอกหรือ
พยาบาลสาวเห็นยายโม่หันหน้าไปอีกทางอย่างพยายามตัดใจ…ทั้งที่น้ำตายังไม่หยุดไหล ก็นึกสะท้อนใจจนเกือบร้องไห้ออกมาเช่นกัน อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลยแม้แต่เ้าหน้าที่อย่างพวกเธอที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง คราวนี้ก็ยังอดน้ำตาคลอไม่ได้
‘ฟางเถียน’ อยู่กับพวกเธอมาหลายปี เพราะโรคที่เป็ทำให้เธอต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็ประจำั้แ่ยังไม่โตเป็ผู้ใหญ่ กับเ้าหน้าที่แม้ไม่อาจกล่าวว่ารักใคร่ดั่งพี่น้องแต่ก็สนิทสนมกันเหมือนมิตรสหาย เธอเป็คนไข้ที่น่ารักและอัธยาศัยดี มีรอยยิ้มอ่อนโยนและความสบายใจให้คนรอบข้าง ใครได้พบเป็ต้องชื่นชอบเธอทั้งนั้น…
เมื่อคิดว่าจากนี้จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มและน้ำเสียงร่าเริงคุ้นเคยนั้นอีกจึงอดใจหายไม่ได้
ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษไม่ปรากฏร่องรอยความทุกข์ใดๆ เสี่ยวเถียนของพวกเธอยังคงมีรอยยิ้มสงบนิ่ง แม้ในวาระสุดท้าย…ยามที่เงาแห่งความตายมาเยือน
หมอหลี่ แพทย์ประจำตัวของหญิงสาว ยืนอยู่ข้างเตียงเช่นกัน ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจับจ้องรอยยิ้มสุดท้ายนั้นด้วยสีหน้านิ่งเฉยอยู่บ้าง ชายหนุ่มกวาดตาไล่มองร่างบนเตียงอีกครั้ง ดวงตากลมโตใสราวแก้วผลึกปิดสนิท ขาสองข้างฝ่อลีบ ร่างซูบซีดเพราะโรครุมเร้านั้นผอมบางแทบจมหายไปบนเตียงคนไข้ สายช่วยชีวิตระโยงระยาง.. ร่องรอยเข็มเจาะ.. และแผลเป็จากการถูกทำร้าย…
ใครจะรู้ว่าหญิงสาวอายุแค่ 25 ปี กลับผ่านอะไรมามากมายเช่นนี้
“แจ้งญาติรึยัง?” ชายชราสามีของยายโม่เอ่ยถาม เพราะอยู่เตียงติดกันทำให้เขาสนิทสนมกับเสี่ยวเถียนอยู่บ้าง น่าแปลกที่แต่ไรมาเขาไม่เคยเห็นใครมาเยี่ยมหญิงสาวอัธยาศัยดีผู้นี้สักครั้ง
“ไม่จำเป็..” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขัดเพียงเท่านั้นก่อนจะเงียบไป จึงกลายเป็หน้าที่ของพยาบาลต้องช่วยอธิบายแทน
“เธออยู่บ้านพักคนพิการมาั้แ่อายุสิบสี่ค่ะ”
เฒ่าโม่มองที่ขาสองข้างที่ลีบเล็กผิดปกตินั้นแล้วก็นึกประหลาดใจ ไม่น่าเชื่อว่าหญิงสาวร่าเริง และมองโลกในแง่ดีจะเติบโตมาในสถานที่เช่นนั้น
“คุณหมอคะ แล้วเื่พิธี…” พยาบาลสาวเอ่ยพลางมองร่างบนเตียงด้วยความกังวลใจ
“ไม่เป็ไรครับ..ผมจะรับผิดชอบเธอเอง”
หลังยืนยันการเสียชีวิต ม่านทึบรอบเตียงจึงถูกรูดลงเพื่อความสงบของผู้จากไป ข้างเตียงของฟางเถียนเหลือเพียงหมอหลี่ผู้เป็เ้าของไข้เท่านั้น
นายแพทย์หนุ่มเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มสีขาวที่หัวเตียงมาถือไว้ บนปกโล่งว่างไร้ภาพประกอบมีเพียงตัวอักษร “พิภพั” หนึ่งแถวสั้นๆ ตัวอักษรแม้งดงามทว่ากระดาษที่ใช้ค่อนข้างธรรมดา หนังสือเพียงไม่กี่สิบหน้า ดูแล้วคล้ายจะเป็นิยายเื่สั้นราคาถูกทั่วไปเท่านั้น
“เธออ่านจบรึยัง?” เสียงทุ้มที่เอ่ยถามนั้นอ่อนโยนอย่างมาก
‘จบแล้วค่ะคุณหมอ แต่คราวหน้าอย่าสิ้นเปลืองเงินอีกเลยนะคะ สู้เอาเงินมาเลี้ยงข้าวฉันดีกว่า ไม่เห็นเหรอคะว่าคนไข้ของคุณหิวข้าวจนผอมโซขนาดนี้แล้ว’
แน่นอน..ถ้อยคำหยอกล้อนั้นไม่ใช่ฟางเถียนที่ตอบกลับมา ทว่าสำหรับเขาแล้วเพียงหลับตาลงก็สามารถจินตนาการได้ว่าเสียงใสนั้นจะเอ่ยตอบเขาอย่างไร..
สิบปีเต็มที่เขาดูแลเธอในฐานะคนไข้ ..... ั้แ่วันที่เธอถูกรถชนจนเดินไม่ได้และเสียพ่อแม่ไป จนพบกันอีกครั้งในวันที่เธอถูกญาติทำร้ายร่างกายและทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงคนพิการ
เคราะห์กรรมทั้งหมดนั้นเธอยอมรับมันอย่างสงบ ใบหน้าเล็กปรากฏรอยยิ้มทุกครั้งราวกับพร้อมรับมือกับทุกอย่าง.... แถมเธอยังมีคำพูดดีๆ และกำลังใจเหลือให้คนรอบข้าง ไม่เคยสักครั้งที่ฟางเถียนจะเอาความโชคร้ายของตนมาเป็เหตุผลในการทำร้ายจิตใจใคร …
ทุกคนชื่นชมว่าใจเธอแข็งแกร่งเหมือนหินผา ทว่าสำหรับเขา.. ก้อนหินที่แข็งแกร่งเพียงใด ถูกทุบซ้ำๆ ย่อมมีวันแหลกสลายได้ กระทั่งวันนั้น .. วันที่รอยยิ้มของเธอที่เจิดจ้ากว่าครั้งไหน วันที่เขาแจ้งกับเธอว่าเธอจะต้องตายในเวลาไม่เกินสองเดือน!
เด็กสาวอารมณ์ดีเปลี่ยนเป็อารมณ์ดีมาก สีหน้าเบิกบานแจ่มใส สวนทางกับร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นทุกวัน ในขณะที่หลายคนนึกสงสารและเห็นใจฟางเถียนนั้น มีเพียงเขาที่รู้ว่าเธอรอคอยเวลานี้มานานเพียงใด
“...ดีใจขนาดนั้นเลยหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างผิดสถานการณ์ โทษเขาไม่ได้หรอกนะ ดูเอาเถิดว่า ..จนถึงตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวยังไม่จางไปเลยด้วยซ้ำ
แพทย์หนุ่มถอดแว่นออก ดวงตาหลังกรอบแว่นเปล่งประกายทรงอำนาจอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มลงจุมพิตหน้าผากมนแ่เบาหนึ่งครั้ง พร้อมกระซิบข้างหูอย่างอารมณ์ดีว่า
“แล้วพบกันนะ ก้อนหินน้อยของข้า”