พาสอีวาน
ผมไม่ได้ตั้งใจจะเห็น แต่ภาพนั้นมันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยที่ผมไม่ต้องการ
ในลานจอดรถของบริษัทพื้นที่ ที่ปกติไม่ควรมีอะไรน่าสนใจ แต่กลับเป็นที่ ที่ผมได้เห็นบางอย่างที่เหมือนมีคนเอามีดกรีดลงกลางอก
พัดชายืนอยู่ตรงนั้น ยิ้มหวานให้กับใครบางคนที่ผมจำหน้าได้ชัดเขาคือเขาที่เธอชอบ เขากอดเธอไว้แน่นและเธอไม่ได้ผลักไสเขาออกไป
ผมยืนแอบอยู่หลังเสา พยายามบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่เรื่องของผม แต่หัวใจมันกระแทกอกเหมือนจะหลุดออกมา
ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร มันไม่ใช่ความโกรธธรรมดา มันมากกว่านั้น… อึดอัด ร้อนรน และปวดร้าวอย่างประหลาด
ผมไม่พูด ไม่แสดงตัว ไม่แม้แต่จะกระแอม ทำเพียงเดินจากตรงนั้นมาเหมือนคนไม่มีหัวใจ
แต่ในหัว… กลับวนเวียนอยู่กับภาพเธอกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
⸻
พัดชามาทำงานสายเล็กน้อย ใบหน้าเธอซีดจนสังเกตได้ แม้แต่เครื่องสำอางก็เหมือนไม่ได้แตะ หญิงสาวที่เคยยิ้มให้ผมด้วยแววตาซุกซน กลับกลายเป็นคนละคนในวันนี้
“คุณอีวานคะ” เธอพูดเบาๆ หลังปิดประตูห้องทำงาน
ผมเงยหน้าจากเอกสาร ไม่พูดอะไร รอให้เธอเอ่ยสิ่งที่เธออยากพูด
“…ฉันท้องค่ะ” คำพูดนั้นเหมือนกระสุนเจาะทะลุเข้ามากลางอก
ผมไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรแน่ในวินาทีนั้น ทั้งทั้งดีใจ ตกใจ สับสน แล้วก็โกรธ คำถามมากมายเกินขึ้นให้หัวโดยเฉพาะคำว่าลูกใคร
เธอเคยสารภาพรักกับเขา (แม้ว่าจะเมาจนมาสารภาพรักกับผมแทน) ผมวางใจเรื่องนี้ไม่ได้เลยกลัวว่าเธออาจจะไปนอนกับเขา…
“แล้วในท้องคุณลูกใครล่ะ”
เธอชะงัก ดวงตาสั่นไหว แต่ผมไม่ปล่อยให้เธอตอบ
“คุณมาบอกผมทำไม?”
“…” เธอกำชายกระโปรงแน่น สายตาเธอสั่น แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไร
“คราวหลังเธอคิดจะกอด จะพรอดรักกับใครก็อย่าคิดว่าจะไม่มีใครเห็น ถ้ามันอดทนไปทำที่ห้องไม่ได้ก็อย่าลงจากรถสิ” ผมบอกเสียงเย็น มือกำแน่นจนเส้นเลือดปูด
“คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้…”
“ไม่ได้อะไร? ไม่ได้คิดจะบอกผม? หรือไม่ได้แน่ใจว่าพ่อของเด็กคือใครกันแน่?”
“ถ้าคุณไม่คิดว่าเป็นลูกคุณ เขาก็คือลูกของฉันเองคนเดียว”
เธอพูดเสียงเรียบ ดวงตานิ่งราวกับจะไม่ยอมให้ตัวเองร้องไห้ต่อหน้าผม
“ฉันแค่มาแจ้งให้ทราบ… แค่นี้แหละค่ะ”
คำพูดนั้นมันหลุดจากปากอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง มันไม่ใช่คำที่ผู้ชายคนหนึ่งควรพูดกับผู้หญิงที่เขานอนร่วมเตียงมานับครั้งไม่ถ้วนในทุกๆ คืน ผมโมโหจนลืมคิดข้อนี้ไปเลยว่าเธอตัวติดอยู่กับผมแทบจะตลอดเวลามาหลายเดือน
แต่ปากหมาๆ ของผมก็พูดออกไปแล้ว เพราะภาพเธอกับเขาคนนั้นยังติดตา โมโหจนแทบคลั่งเมื่อรู้ว่าคนที่เธอรักไม่ใช่ผมแต่เป็นเขา ขนาดวันที่เธอรู้ว่าตัวเองท้องยังไปกอดกับเขาก่อนที่จะเป็นผมเลย
แม่ง…
พัดชาไม่พูดอะไรอีก เธอเพียงหันหลังกลับ เปิดประตูแล้วเดินออกไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้ผมยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงั้น
และความรู้สึกผิดอันท่วมท้นเมื่อเห็นสายตาผิดหวังของเธอ
แต่ผมก็ยังคงเป็นไอ้คนหน้าบาง… ไม่แม้แต่จะเดินตามไปขอโทษ ทำได้แค่ยืนมองเธอเดินจากไป แล้วหลอกตัวเองว่ายังไงคืนนี้เธอก็ต้องกลับคอนโดของเรา
แต่เธอไม่กลับ…
นั่งรอทั้งคืนแต่ไม่มีแม้แต่เงา ผมโทรไปหาเธอไม่รู้กี่ครั้ง ไม่มีสายไหนที่เธอรับ ไม่มีแม้แต่ข้อความตอบกลับไม่ว่าจะส่งไปกี่ข้อความ
ผมเริ่มสำนึกในสิ่งที่ผมพูด มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคือการปฏิเสธเธอ ปฏิเสธลูกของเรา นี่เป็นการดูแคลนสิ่งที่เราเคยมีร่วมกันอย่างเลือดเย็น
ผมไม่เคยคิดว่าความเงียบของห้อง เตียงกว้างที่ไม่มีเธอมันจะทรมานผมได้ขนาดนี้ ห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของของพัดชาเธอทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ แม้แต่เสื้อผ้าสักชุดเดียวก็ไม่หยิบไป
ผมใช้เวลาทั้งคืนกับอีกครึ่งวันในการตามสืบจนรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แหล่งข่าวบอกมาว่าครอบครัวของเธอมีฟาร์มวัวขนาดใหญ่ที่ต่างจังหวัด ทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ แม้แต่เสื้อผ้าสักชุดเดียวก็ไม่หยิบไป
เธอตัดสินใจแล้วจริงๆ ว่าต้องการที่จะทิ้งไอ้คนปากดีอย่างผมไป
ผมไม่รออีกต่อไปแล้ว รีบขับรถข้ามจังหวัดด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เมื่อรถจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ร่มรื่นกลางสวนดอกไม้ ผมรู้สึกเหมือนใจจะหล่นลงกับพื้น
เธอกำลังยืนดูวัวในฟาร์มกับพ่อและแม่ของเธอด้วยหน้าตาอิดโรยและตาที่บวมแดง เมื่อคืนเธอคงจะร้องไห้อย่างหนักเลยแน่ๆ
เธอเห็นผม แล้วก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
“พัดชา…” ผมเอ่ยเสียงแหบ
เธอไม่พูดอะไรหันหลังกลับเดินเข้าบ้าน ผมรีบตามไปทันที จนกระทั่งเรามาเผชิญหน้ากันตรงหน้าบ้านของเธอ
“ฟังผมหน่อย พัดชา… ผมขอโทษ”
“ผมมันโง่ โง่จนไม่รู้ว่าตัวเองหึงหวงคุณแค่ไหน ผมก็ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกพวกนั้นยังไง ผมกลัวว่าจะเสียคุณไป”
น้ำเสียงของผมสั่นเครือ รู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ทุกวินาที
“ผมไม่ควรพูดแบบนั้น ผมทำให้คุณเสียใจ และผมเสียใจจริงๆ ผมขอโทษ”
เธอเงียบ มองมาที่ผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกผมคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ อยากบอกให้เธอรู้ว่าผมรู้สึกผิดจริงๆ
“ถ้าคุณไม่ให้อภัยผม ผมก็จะไม่ลุก ผมจะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณจะยอมฟังผม” น้ำตาไหลลงโดยไม่รู้ตัวผมไม่เคยเป็นแบบนี้กับใคร… ไม่เคยคิดว่าผมจะยอมลดศักดิ์ศรีลงมาขนาดนี้
แต่สำหรับเธอ… เธอคือทุกอย่างที่ผมกลัวจะเสียไปจริงๆ ผมรับรู้ได้ว่าเธอเด็ดขาดแค่ไหน
“กลับไปเถอะค่ะ” เสียงของเธอนิ่ง… เย็น… และห่างไกลไม่เหมือนปกติ
“พัดชา… ผมขอโทษ ผมไม่ได้”
“ฉันไม่อยากฟัง ไม่ใช่ตอนนี้ค่ะ” เธอพูดขัด
“ตอนนี้ฉันกำลังตั้งท้อง ฉันไม่อยากเครียด ไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากทะเลาะกับใครอีก”
ผมมองใบหน้าของเธอที่เคยอ่อนโยน แต่ตอนนี้มีเพียงความเข้มแข็งอันน่าหวั่นเกรงในแววตานั้น
“แต่ลูกต้องมีพ่อ… ต้องใช้เงิน…”
“บ้านฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไร ฟาร์มวัวที่นี่เลี้ยงครอบครัวเราได้ดีอยู่แล้ว ฉันเลี้ยงลูกเองได้ค่ะ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนที่ไม่แน่ใจว่าเด็กเป็นลูกเขาหรือเปล่า”
คำพูดนั้นแทงลึกลงกลางใจ ผมเจ็บ แต่ก็รู้ว่าสมควรแล้ว
“กลับกรุงเทพไปเถอะค่ะคุณอีวาน เราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว”
เธอหมุนตัวกลับเข้าบ้าน ทิ้งผมไว้ที่เดิม เหมือนเมื่อวานที่บริษัทไม่มีผิด
ผมคุกเข่าต่ออยู่นาน… นานจนเงาสะท้อนจากแสงแดดเคลื่อนผ่านสนามหญ้า และยังคงนั่งอยู่แบบนั้นจนฟ้ามืดลงโดยไม่มีใครออกมาหา
จนกระทั่งเสียงประตูบ้านไม้ดังขึ้นเบาๆ
“คุณอีวาน” เสียงนั้นนุ่มนวลไม่ใช่เสียงของพัดชาแต่เป็นแม่ของเธอ หญิงวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนแต่สายตาเด็ดเดี่ยวไม่ต่างกับลูกสาว
“ลุกขึ้นเถอะค่ะ ไปกินข้าวอาบน้ำ มืดแล้วอากาศเย็นเดี๋ยวไม่สบายเอา” ผมเงยหน้ามองเธอ น้ำตายังเปียกอยู่ข้างแก้ม
“ผม… ผมอยากขอโทษพัดชาให้ได้จริงๆ ครับ ผมรู้ว่าผมผิด…”
แม่ของพัดชายิ้มจางๆ แล้วพยักหน้า
“ถ้ารู้ว่าผิด ก็ค่อยๆ พิสูจน์ให้ลูกสาวของฉันเห็น ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ใจอ่อนหรอกถ้าเห็นว่าคนตรงหน้าเขาเปลี่ยนไปจริงๆ เพื่อเธอ”
ผมนอนในห้องพักเล็กๆ แยกจากตัวบ้านหลัก ตื่นเช้าก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น
เสียงวัวร้องเบาๆ กับกลิ่นแอมโมเนียตลบอบอวลคงเป็นของใหม่สำหรับผม แต่ถ้าอยากพิสูจน์ผมต้องทำให้ได้
ผมเริ่มต้นวันแรกด้วยการเก็บขี้วัวไปตากแห้ง ล้างคอกวัวจนขี้วัวติดตามรองเท้า ติดตามเสื้อโดยไม่กล้าบ่นซักคำ
ผมให้อาหารวัวตามที่ลุงคนงานเก่าบอก และอาบน้ำวัวทีละตัวจนทั่วทั้งคอก พอเงยหน้าขึ้นมองบ้านพัดชาก็ยังไม่ออกมา
แต่ผมก็ยังคงอยู่ตรงนี้ ไม่ห่างจากตัวบ้าน แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป ผมกลัว…
กลัวว่าเสียงของผมจะทำให้เธอเครียด กลัวว่าแค่เธอเห็นหน้าผมแล้วอารมณ์จะสั่นไหวจนมีผลกับลูกในท้อง
ก็แค่ขอเฝ้ามองอยู่ห่างๆ รอวันที่เธอจะเหลใจเย็นลงแล้วยอมมองผมบ้าง ให้โอกาสผมได้อธิบาย ได้ขอโทษเธออีกครั้ง
หนึ่งเดือนผ่านไป
ผมยังคงตื่นเช้าก่อนใคร ล้างคอกวัว เก็บขี้วัว แจกหญ้า ตักน้ำ เดินตามลุงคนงานเหมือนเด็กฝึกงานคนหนึ่งในฟาร์ม
พัดชายังไม่พูดกับผมเหมือนเดิม แต่ผมก็ยังอยู่
แค่ได้เห็นเธอเดินผ่าน หรือได้ยินเสียงของเธอพูดคุยกับคนอื่นบ้าง ผมก็ถือว่าวันนั้นยังมีความหมายกับผมแล้ว
วันนี้อากาศร้อนกว่าทุกวัน แดดแรงจัดจนแสบผิว พัดชาออกมายืนหน้าบ้านน่าจะคุยโทรศัพท์กับบริษัทขนส่ง ท่าทางเธอดูหงุดหงิดหน่อยๆ
ผมมองจากคอกวัวไกลๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะกลัวคำว่า อย่ามายุ่ง/ออกไปห่างๆ จากปากของเธอที่ทำให้ผมเจ็บกว่าโดนแทง
เมื่อรถขนส่งมาถึง เธอก็รีบไปรับเองทั้งที่ของพวกนั้นเยอะมาก กล่องเล็กใหญ่สลับกัน พอจะเดาได้ว่าเป็นของใช้เด็กอ่อน พวกผ้าอ้อม เสื้อผ้า รถเข็นเด็กอ่อนแบบพับได้ทั้งหมดเป็นของใช้ลูกเราทั้งหมด
ผมก้าวเท้าออกมาทันทีนี่อาจเป็นโอกาสของผมก็ได้
“เดี๋ยวผมช่วยถือ…”
“ไม่ต้องค่ะ!! ออกไปห่างๆ ฉันด้วย” เธอขัดเสียงแข็งทันที
“ของพวกนี้… ฉันสั่งให้ลูกฉัน ไม่เกี่ยวกับคุณ”คำพูดของเธอยังคงบาดลึก แม้จะได้ยินซ้ำมาเป็นเดือนแล้ว ผมก็ยังสะอึกทุกครั้ง
เธอก้มหน้าก้มตาอุ้มกล่องขึ้นซ้อนกันสูง บดบังสายตาแทบหมด
“พัดชา ระวัง!!!” ยังไม่ทันจบประโยค เสียงร้องสั้นๆ ก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเธอจะล้มลงต่อหน้าต่อตา
“โอ๊ยยย!!”
ผมวิ่งเข้าไปแทบจะในทันที ใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกจากอก
“พัดชา!” รีบรวบตัวเธอขึ้นมาจากพื้น กล่องตกกระจายเต็มไปหมด
เธอจับท้องไว้ ใบหน้าเจ็บปวด สีหน้าซีดแทบไม่มีสีเลือด ผมไม่คิดอะไรทั้งนั้น รีบอุ้มเธอขึ้นในท่าเจ้าสาวพุ่งไปที่รถที่จอดอยู่ตรงข้างบ้าน
“ผมจะพาไปโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้”
เธอไม่ได้ขัดขืน… อาจเพราะเจ็บเกินกว่าจะเถียงอะไร
ผมขับฝ่าเส้นทางลูกรังจนมาถึงถนนใหญ่ มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างประคองจับมือเธอไว้แน่น
“ใจเย็นๆ อย่าเป็นอะไรเลยนะ… ได้โปรด อย่าเป็นอะไรทั้งคุณทั้งลูก…”
เสียงของผมเบาเหมือนคำอธิษฐาน แววตาเธอที่เหลือบมองผมเหมือนจะสั่นไหว แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร
เธอแค่นอนนิ่ง ปล่อยให้ผมพาเธอไป… อย่างที่เธอไม่เคยปล่อยให้ผมทำมาตลอดหนึ่งเดือน
ผมสาบานในใจถ้าเธอกับลูกปลอดภัย… ผมจะดูแลเธอให้ดีที่สุดในโลกเลย