“ภูผาเหรอนี่อาจารย์เองน่ะ ตอนนี้ผมหาทุนให้คุณเรียนต่อได้แล้วนะดีใจหรือเปล่า”
“จริงหรือครับอาจารย์” น้ำเสียงดีใจกรอกตอบปลายสายไปทันที
“พรุ่งนี้แวะมาหาผมนะ มาคุยรายละเอียดกัน”
หลังจากอาจารย์ที่ปรึกษาวางสายไปแล้วภูผาก็ยิ้มแก้มปริอยู่อย่างนั้น นึกดีใจที่จะได้มีโอกาสกลับไปเรียนอีกครั้ง เหลืออีกแค่ปีเดียวเขาก็จะเรียนจบปริญญาตรีอยู่แล้ว แต่โชคไม่ค่อยดีที่ระยะหลังมายายเรียมเริ่มป่วยมากขึ้นจนออกไปขายผักในตลาดสดไม่ได้เหมือนเดิม ทำให้รายได้ขาดหายไปส่วนหนึ่ง ตอนนี้รายได้หลักคือวาตาค๊อฟฟี่ที่เขาต้องดูแลเองซึ่งไม่ได้มากมายอะไร ภูผาเลยตัดสินใจดรอปเรียนไว้ก่อนโดยหวังว่าถ้ามีเงินเหลือจากการรักษาพยาบาลยายเขาคงจะมีโอกาสกลับมาเรียนจนจบ แต่ตอนนี้ผ่านมาเกือบสามเดือนแล้วเขาก็ยังไม่มีเงินมากพอที่จะทำในสิ่งที่หวังเอาไว้
การรักษายายเรียมเป็สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับเขา เพราะยายเรียมคือญาติคนเดียวที่เขามีดังนั้นเขาจะสูญเสียยายไปไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เขาระลึกอยู่เสมอ แม้เขาจะรู้ดีกว่าบนโลกนี้ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าก็ตาม เมื่อได้รับข่าวดีนี้เขาจึงไม่รอช้ารีบบอกยายที่กำลังเตรียมอาหารมื้อเที่ยงให้เขาอยู่
“ใครให้ทุนผารู้ไหมลูก”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับยาย แต่ก็แปลกนะครับไม่ค่อยเห็นมีใครให้ทุนกลางเทอมแบบนี้เลย”
“งั้นก็แปลว่าผาของยายโชคดีมาก ๆ เลยนะลูก ตั้งใจเรียนหละอย่าทำให้ผู้ใจดีคนนั้นผิดหวัง”
“ครับยาย แต่ยังไงผาก็ยังอดเป็ห่วงยายไม่ได้ถ้าผาไปเรียนแล้วใครจะอยู่ดูแลยายหล่ะครับ”
“ไม่ต้องห่วงยายหรอกลูก เดี๋ยวให้เมธีมาช่วยที่ร้านเห็นว่ากำลังหางานทำอยู่ ผาจะได้เรียนอย่างไม่ต้องกังวลดีไหมลูก”
“ก็ดีเหมือนกันครับยาย งั้นพรุ่งนี้ผาไปพบอาจารย์ก่อนแล้วค่อยมาคุยเื่หาคนมาช่วยที่ร้านตอนผาไปเรียนอีกทีนะครับ เที่ยงแล้วกินข้าวเสร็จ ยายอย่าลืมทานยาด้วยนะครับ เดี๋ยวผาไปรับลูกค้าก่อน วันนี้อากาศร้อนคนเข้าร้านเยอะค่อยดีหน่อย”
ชายหนุ่มพูดพลางเดินมากอดยายเหมือนเคยก่อนจะออกไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ แม้จะอดดีใจที่ตัวเองจะได้เรียนต่อและจบเหมือนเพื่อน ๆ ไม่ได้แต่ใจหนี่งก็อดสงสัยที่ไปที่มาของทุนประหลาดนี้ไม่ได้เหมือนกัน
พูดถึงความประหลาด เื่ประหลาด เื่บังเอิญ ใจก็อดนึกถึงใครอีกคนไม่ได้เช่นกัน คนที่จู่ ๆ เขายื่นมือไปช่วยให้พ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด คนที่หนีตายมาหลบที่ร้านเมื่อสองสามวันก่อน แล้วก็หายหน้าหายตาไปดื้อ ๆ นี่ก็เป็เื่น่าแปลกใจสำหรับเขาไม่น้อย
มีคนบอกว่าโลกใบนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ แต่สำหรับเขาบอกได้คำเดียวว่าไม่จริง ทุกอย่างล้วนบังเอิญไปหมด แว๊บหนึ่งก็อดนึกถึงใบหน้าหวาน ๆ ดวงตากลมโตแต่ใสกิ๊กคู่นั้นไม่ได้ แต่ก็ต้องรีบสลัดความคิดเมื่อสบตากับลูกค้าที่ยืนรอหน้าเคาเตอร์และมองท่าทีเหม่อลอยของเขา เขายิ้มให้อย่างเก้อ ๆ ก่อนจะถามว่า้าอะไรและรีบทำให้อย่างรวดเร็ว
หลังจากไปพบอาจารย์และคุยเื่ทุนเมื่อวานนี้ แม้จะอดดีใจกับข่าวดีที่ได้รับไม่ได้ แต่เพราะทุนการศึกษาที่มีจำนวนมากกว่าทุนปกติทั่วไปที่นอกจากจะให้เป็ทุนเพื่อการศึกษาแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้จ่ายระหว่างศึกษาและจงใจระบุชื่อให้เขาคนเดียวเท่านั้นยิ่งทำให้เขาแปลกใจหนักเข้าไปอีก แม้จะพยายามถามอาจารย์แค่ไหนก็ไม่ได้คำตอบอย่างที่เขา้า ได้คำตอบกลับมาแต่เพียงว่าให้ขยันเรียน เรียนจบเมื่อไหร่เขาจึงจะได้เจอกับเ้าของทุนแค่นั้นเอง
“คาปูหวานน้อยที่นึงครับ”
“………”
“คาปูหวานน้อยที่นึงครับ”
น้ำเสียงคุ้น ๆ ดังขึ้นสองสามครั้งจนภูผาได้สติ แต่ก็ต้องใปนแปลกใจที่เ้าของออเดอร์วันนี้ดันเป็คนที่เขาแอบนึกถึงั้แ่เมื่อวาน ทั้งรอยยิ้มที่จงใจส่งให้เขาและแววตาที่เจือไปด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกได้ว่าแตกต่างจากแววตาของลูกค้าทั่วไป ยิ่งทำให้ภูผายิ่งตีหน้าบึ้งหนักเข้าไปอีกโดยไม่มีเหตุผล
“ครับ”
“ครับ????”
น้ำเสียงสูงกึ่งสงสัยแต่แววตาที่ส่งมายังไม่ยอมละจากใบหน้าคมเข้มของภูผาแม้แต่วินาทีเดียว ชายหนุ่มถามกลับด้วยสายตากวน ๆ ประมาณว่ามีปัญหาอะไรมิทราบ ทำเอาอีกฝ่ายหัวเราะถูกใจหนักเข้าไปอีก บางทีเขาก็มองว่าไอ้หน้าขาวนี่ท่าทางจะไม่สมประกอบ
“นึกว่าจะดีใจที่ได้เจอกันอีก ไม่ถามสักคำเหรอครับว่าผมหายไปไหนมา”
“ไม่ได้อยากรู้”
“ก็อยากจะบอก”
วาตายังคงเซ้าซี้ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำเครื่องดื่มให้เขา
“นั่งรอที่โต๊ะ เสร็จแล้วจะยกไปให้”
“ยืนตรงนี้ไม่ได้หรอครับ”
น้ำเสียงออดอ้อนราวกับเด็กแต่ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากขึ้นอีก ภูผาเลยเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาดุ ๆ จนอีกฝ่ายล่าทัพไปเองอย่างยอมจำนน
วาตาเดินไปทรุดนั่งโต๊ะด้านในสุดที่พอจะหลบสายตาผู้คนได้บ้าง โชคดีที่คนแถวนี้ไม่ค่อยมีใครจำเขาได้หรือพูดให้ถูกคือไม่มีใครเป็แฟนคลับเขาสักคน อย่าว่าแต่อะไรเลยแม้แต่เ้าของร้านหน้าคมคนนั้นป่านนี้คงยังไม่รู้ด้วยซ้ำกระมังว่าเขาเป็ใคร แต่ก็ช่างเถอะเพราะมันไม่ใช่เื่ที่วาตาให้ความสำคัญ และกลับคิดว่าดีเสียอีกไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนไล่ออกจากร้านก่อนจะพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่นี้ก็ตึงจนหน้าจะฉีกอยู่แล้ว
และเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ ดาราหนุ่มเลยแอบฉวยโอกาสตอนที่ภูผาสนใจกับแก้วกาแฟอยู่หน้าเคาเตอร์เข้าหลังร้านเพื่อทักทายยายเรียมอย่างเงียบ ๆ และโชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
“กาแฟคุณเสร็จแล้ว เชิญด้านนอก” จู่ ๆ เสียงเข้มกึ่งตำหนิก็ดังขึ้นระหว่างที่วาตากำลังสนทนากับหญิงชราอย่างออกรส
“เอาเข้ามาสิลูก”
“ครับ???!!!!”
“ครับอะไร ยกมาให้คุณวาเขาสิ กำลังคุยสนุกเลย”
“แต่ .....”
“ไม่เป็ไรครับยาย เดี๋ยวผมออกไป ..”
“ไม่ต้องหรอกคุณ เอามาทานในนี้แหละยายจะได้มีเพื่อนคุย ไปสิผาลูก เดี๋ยวละลายหมดไม่อร่อยกันพอดี”
หญิงชราหันมาสั่งหลานชาย จนภูผาหน้างอออกมาหยิบแก้วกาแฟให้ชายหนุ่มอีกคนที่ดูเหมือนจะกลายเป็ขวัญใจยายของเขาไปเสียแล้ว
ไม่นานวาตาก็ขอตัวเดินออกมานั่งเล่นข้างนอกเพื่อให้ยายได้พักผ่อน แม้ยายเรียมจะบอกว่าไม่เป็ไรก็ตาม แต่วาตาก็พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ นานาจนสำเร็จ แต่ความจริงเขาแค่อยากออกมาคุยกับใครอีกคนต่างหาก
“หว่านเสน่ห์อะไรใส่ยายผมอีกหล่ะ ติดหนึบขนาดนั้น”
ภูผาเอ่ยโดยไม่ละมือจากอ่างล้างซึ่งเขากำลังทำความสะอาดแก้วเพื่อใช้ในวันพรุ่งนี้ในขณะที่วาตาเดินตรงมาหยุดยืนใกล้ ๆ เหมือนอยากจะช่วย
“เปล่านี่ ผมก็แค่ชวนยายคุย ยายคุณคุยสนุกจะตาย ผมชอบ”
“ชอบ???”
“แต่ชอบคนอื่นมากกว่า”
วาตาบอกพลางแอบมองคนตัวโตกว่าที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดแก้วราวกับว่ามันจะหายไปต่อหน้า
“ในนี้มีใครให้คุณชอบได้อีก”
“ก็......คนแถวนี้”
“อะไรของคุณ”
“แต่เสียดายที่แม้แต่ชื่อผมเขาก็ยังไม่เคยเรียกเลยสักครั้ง เรียกแต่คุณ ๆ อยู่นั่นแหละ” ภูผาชะงักมือนิดหน่อย แต่ไม่ได้พูดอะไรได้แต่เงียบ
“แล้วก็ชอบเก๊ก ปากร้ายแต่ใจดี ซึ่งบังเอิญผมก็ชอบอีก คุณอยากรู้ไหมว่าคือใคร”
“เพ้อเจ้อ จะกลับหรือยังจะได้ปิดร้าน”
“เอ้า ไล่ซะงั้น แต่.. ผมไม่ยังไม่กลับง่าย ๆ หรอก ไม่ได้มาตั้งหลายวัน อยากอยู่นาน ๆ “
“ด้านเนาะ”
“ก็แล้วแต่จะคิด” วาตายักไหล่พลางเอื้อมมือไปจะช่วยเช็ดแก้วที่เพิ่งล้างเสร็จใหม่ ๆ แต่โดนตีมือจนต้องดึงมือกลับ
“อยากช่วย ทำไมต้องดุด้วย”
“ไม่ต้องมายุ่ง จะไปไหนก็ไปเลยไป”
“ไล่อีกแล้ว ผมหนะลูกค้านะคร๊าบบบบบบบ”
“นี่คุณจะกวนผมไปถึงไหน ว่างมากนักหรือไง หา”
“วันอื่นไม่ว่าง แต่วันนี้ว่างครับ”
วาตาตอบไม่ได้สนใจอารมณ์หงุดหงิดของคนถามแม้แต่น้อย ทำเอาภูผาสูดลมหายใจเข้าปอดสองสามครั้งอย่างระงับอารมณ์ วาตามองท่าทีนั้นขำ ๆ
“เอาน่า เดี๋ยวผมก็กลับแล้วไม่รบกวนคุณนานหรอก ได้ข่าวว่าได้กลับไปเรียนเหรอ ตั้งใจเรียนนะครับ” คราวนี้ภูผาหันกลับมามองอย่างสงสัยแทนที่จะแสดงอารมณ์หงุดหงิดใส่เหมือนสองนาทีที่ผ่านมา
“คุณรู้????”
“เอ่อออออ .... ยายบอก” วาตาบอกไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่นัก
“จริงเหรอ? แล้วทำไมหลบตาผม”
“อ๊ะๆ ๆ ชอบให้จ้องตาเหรอครับ แบบไหนดี แบบนี้ดีไหม ไม่สิ ไกลไป ต้องแบบนี้” ชายหนุ่มว่าพร้อมกับยื่นหน้าและส่งตาหวาน ๆ ให้อย่างทันที จนภูผาชะงักกับรอยยิ้มแปลก ๆ คู่นั้น
“น้องผาขา..... ปิดร้านหรือยังคะเนี่ย ขอโทษทีน่ะคะคืนนี้พี่มาช้าไปหน่อย พอดี ....... เอ่ออออออ พี่มาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าค่ะ “
เสียงผู้มาเยือนชะงักเมื่อพบว่าเด็กหนุ่มสองคนกำลังจ้องตากันอยู่ และรีบผละออกจากกันโดยภูผาเป็ฝ่ายผละออกก่อน ส่วนวาตาหน้าตึงเมื่อหันไปมองผู้มาเยือน
หญิงสาวท่าทางดีแต่งตัวดูมีฐานะแต่หน้าเด็กกว่าที่จะเรียกว่าพี่ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ มีระดับลอยมากระทบจมูกจนอดหลงใหลไม่ได้ น้ำเสียงสนิทสนมนั้นทำให้วาตาแอบไม่พอใจอยู่ลึก ๆ ในขณะที่ภูผาส่งยิ้มให้และเดินไปหาราวกับคุ้นเคยกันเป็อย่างดี
“มาดึกเลยนะครับคุณภา กำลังจะปิดร้านพอดีเลยครับ”
“เห็นรถจอดอยู่หน้าร้านและไฟเปิดอยู่ก็เลยเสี่ยงเข้ามาจ๊ะ โชคดีที่ยังมีลูกค้าอีกตั้งหนึ่งคน พี่ขออย่างเดิมนะคะไม่ได้กินมาหลายวัน คิดถึง”
ประโยคสุดท้ายเธอจนจงใจพูดกับภูผาด้วยแววตาเป็ประกาย ราวกับกำลังบอกอะไรบางอย่างแก่เด็กหนุ่ม แต่ภูผาก้มหน้ายิ้มเบา ๆ ท่าทีของคนทั้งคู่อยู่ในสายตาของวาตาตลอด เขารู้สึกว่ามีความไม่ธรรมดาบางอย่างระหว่างคนคู่นี้ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็อย่างที่รู้สึกเลยสักนิด
“ลูกค้าคนสุดท้าย หน้าตาคุ้น ๆ นะคะ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
หญิงสาวหันมาพูดกับวาตาที่ยกแก้วมาดื่มอย่างหงุดหงิดเบา ๆ ชายหนุ่มส่งยิ้มกลบเกลื่อนให้ก่อนจะหันกลับไปนั่งที่ประจำของตัวเอง
“นี่ครับ”
ภูผายื่นเครื่องดื่มให้หลังจากสาวสวยนั่งลงตรงเก้าอี้ใกล้ ๆ เธอรับแต่สายตายังมองไปที่ชายหนุ่มอีกคน
“จริง ๆ นะคะน้องผาพี่ว่าพี่คุ้นหน้ายังไงก็ไม่รู้มันติดอยู่ที่หางตา นึกไม่ออกคะ”
“อย่าไปสนใจเลยครับคนหน้าตาเหมือนกันมีตั้งเยอะแยะ”
“อื้มมมก็จริงนะคะ มาคุยเื่ของเราดีกว่า ไม่เจอหลายวันคิดถึงพี่ไหมคะ เนี่ยพี่คิดถึงน้องผาทุกวันเลย อยากกลับมาเร็ว ๆ ทิตย์หน้าก็ต้องไปอีกเป็เดือนเลยคะ เดี๋ยวพี่มาหาทุกวันดีกว่าจะได้หายคิดถึง”
เธอพูดอย่างไม่เก็บความรู้สึก ทำเอาคนฟังตรงหน้าทำหน้าไม่ถูกแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขาแต่ภูผาก็ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกว่าการให้ความเคารพในฐานะรุ่นพี่ที่มีบุญคุณกับทั้งเขาและยาย เขาเลยไม่สามารถแสดงอะไรให้เธอเสียความรู้สึกได้ ก็ได้แต่ประคับประคองความรู้สึกกันไปเท่านั้นเอง
ขณะที่คนตรงหน้าอย่างภูผาไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับคำพูดเ่าั้ แต่อีกคนที่นั่งถัดไปกลับได้ยินทุกคำอารมณ์บางอย่างกำลังคุกรุ่นจนยากจะระงับ
“แต่พรุ่งนี้ผมต้องไปเรียนแล้วนะครับ”
นั่น ทีถามดี ๆ ไม่ยอมตอบแต่กับคนนี้ไม่ได้ถามอะไรสักคำก็ไปบอกเขาอีก จะสองมาตรฐานเกินไปแล้วภูผา
“จริงหรือคะ แหมข่าวดีจริงๆ เลย “เธอเอ่ยอย่างดีใจเอามือจับมือภูผายินดีทั้งน้ำเสียงและแววตา
“ครับ พอดีมีคนให้ทุนก็เลยโชคดีได้เรียนครับ”
“ทุนระหว่างเรียนไม่ค่อยมีใครเขาให้กันง่าย ๆ นะคะ น้องผานี่โชคดีจริง ๆ เลย พี่ดีใจด้วยนะคะ ไม่นานก็จบแล้วสิเนี่ย แต่พี่สิยังไม่ถึงไหนเลย งานก็เยอะ เรียนก็เครียด สงสัยได้ไปงานรับปริญญาน้องผาก่อนแน่ ๆ เลย”
“พยายามอีกหน่อยก็จบพร้อมกันได้นี่ครับ”
“แหม น้องผาพูดแบบนี้พี่มีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ น่ารัก”
คำสุดท้ายทำเอาชายหนุ่มอีกคนถึงกับสำลักเสียงดัง จนต้องเอ่ยขอโทษ
“แล้วน้องผาทราบไหมคะว่าใครคือคนใจดีคนนั้น”
“ตอนนี้ยังไม่ทราบครับ แต่ยังไงก็ต้องทราบให้ได้ครับ ผมอยากขอบคุณเขาด้วยตัวเองสักครั้ง”
ทันทีที่ภูผาพูดจบวาตาก็สำลักอีกรอบจนภูผาหันไปมองอย่างดุ ๆ แต่อีกฝ่ายได้แต่ยกมือส่งสัญญาณขอโทษ
“น้องผาไปเรียนแล้วใครจะมาดูร้านหล่ะคะ”
“ยายให้เมธีมาช่วยครับ”
“เด็กเมธีนั่นอะนะ จะได้เื่ไหมท่าทางไม่เอาอ่าวสักอย่างแถมยังปากร้าย พี่ว่าแทนที่จะขายได้ จะไล่ลูกค้าเสียมากกว่า”
หญิงสาวเสียงแข็งขึ้นเมื่อได้ยินชื่อนั้น ั้แ่คุณภาปะทะคารมกับเมธีครั้งแรกจนมาถึงตอนนี้เธอก็ตั้งแง่กับเมธีมาตลอด ฝ่ายเมธีเองที่รุ่นราวคราวเดียวกับเธอก็ไม่ยอมลงให้ ทั้งคู่เลยกลายเป็คู่กัดทุกครั้งที่เจอกัน
“ไม่หรอกครับ พี่เมธีใจดีจะตายไป”
“ยกเว้นกับพี่ใช่ไหม แต่ช่างเถอะพี่ไม่ได้สนใจ สนแค่น้องผาคนเดียว”
เธอว่าพลางหยอดเด็กหนุ่มอีกรอบแต่ภูผาได้แต่ยิ้ม ๆ ไม่ตอบอะไร
ทั้งคู่คุยกันสักพักหญิงสาวก็ขอตัวกลับ เธอลาชายหนุ่มด้วยการกอดโดยไม่สนใจว่ายังมีคนแปลกหน้าอีกคนอยู่ในนั้น ซึ่งท่าทีของคนทั้งคู่มีผลต่ออารมณ์ของวาตาในตอนนี้เสียด้วยสิ
“ไม่ตามไปส่งกันถึงเตียงเลยหละครับ ถ้าจะกอดลากันแน่นขนาดนั้น”
จู่ ๆ วาตาก็เอ่ยขึ้นเมื่อประตูร้านปิดลง ภูผามองคนถามอย่างอึ้ง ๆ น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจนััได้นั่นทำเอาเขาอดแปลกใจไม่น้อย
“คุณก็กลับได้แล้ว ผมจะปิดร้าน”
ไม่เพียงแต่ไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่าย ภูผากลับไล่เอาดื้อ ๆ ซึ่งมีผลต่อระดับความน้อยใจของอีกฝ่ายเป็อย่างมาก วาตาไม่โต้ตอบใด ๆ เพราะเขารู้ว่าถ้าพูดอะไรออกไปในตอนนี้ยิ่งจะเป็การเปิดเผยความรู้สึกพุ่งพล่านของตัวเองมากเกินไป แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับรู้เลยก็ตาม เลยเดินออกจากร้านเสียอย่างนั้น ภูผามองท่าทีนั้นอย่างงง ๆ
“อะไรของเค้า”
และก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเดินออกไปปิดประตูก็ทันเห็นเก๋งสีดำคันงามพุ่งออกจากที่จอดอย่างรวดเร็วราวกับว่าจะรีบไปไหนอย่างนั้น โดยหารู้ไม่ว่ามันเกิดจากตัวเขาเองทั้งหมด
วาตาขับรถออกมาอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ที่แทบระงับไม่อยู่ นี่เขากำลังเป็บ้าอะไร ก็แค่อยากมาหาแต่พอมาเจออีกคนที่แสดงท่าทีสนิทสนมกับใครอีกคนมากกว่า ในขณะที่ปฏิบัติต่อเขาราวกับคนแปลกหน้าเขาก็แทบทนไม่ได้
มันก็แค่ความรู้สึกอยากเจอหรืออะไรกันแน่ ทำไมสิ่งที่เขาเห็นมันมีผลต่อความรู้สึกเขามากมายขนาดนี้ เกือบอาทิตย์ที่เขาไม่ได้ย่างกรายมาที่ร้านนี้เขาก็แทบจะไม่มีสมาธิทำอะไรเลยซึ่งเขาว่ามันแปลก ๆ มากพอแล้ว
แต่ความรู้สึกเมื่อกี้สิ่งที่เห็นมันช่างบาดตาบาดใจเหลือเกินเกินกว่าที่เขาจะทนเห็นได้มันก็ยิ่งเพิ่มความแปลกใจให้เขามากขึ้นไปอีก หรือนี่เขากำลังรู้สึกอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มคนนั้น ที่มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกขอบคุณที่เขาช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชในวันนั้น
ถ้าภูผาจะรู้สึกอะไรต่อผู้หญิงคนนั้นที่เกินกว่าคนรู้จักกันธรรมดา เขาก็คงไม่มีสิทธิ์ว่าอะไร ทุกอย่างมันควรเป็ไปตามธรรมชาติแบบนั้นนินา หญิงต้องคู่กับชายมันคือสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว แล้วถ้าชายกับชายรู้สึกต่อกันแบบนั้นบ้างหละมันจะกลายเป็สิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างนั้นเหรอ อะไรคือสิ่งที่จะมาตัดสินหล่ะ เพศสภาพอย่างนั้นหรือ
แต่คนอย่างวาตาถ้าอยากได้อะไรแล้วจะไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ แน่ ๆ แม้จะเป็ความผิดปกติในสายตาคนทั่วไป แม้จะเป็ที่ยอมรับได้ยากและแม้อีกฝ่ายจะไม่เคยญาติดีอะไรกับเขาเลยสักครั้ง แม้แต่ชื่อเขาก็ยังไม่เคยเอ่ยให้ได้ยินเลยสักคำ
ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดจะทำต่อไปนี้จะเรียกว่าการอยากเอาชนะหรืออะไรกันแน่
แต่วันหนึ่งเขาจะทำให้ภูผายอมรับในตัวเขาให้ได้จงได้ไม่ว่าจะต้องทำด้วยวิธีอะไรก็ตาม วาตาคิดอย่างมุ่งมั่นก่อนจะเบนรถกลับคอนโดตัวเองโชคดีที่คืนนี้ท้องถนนโล่งเอามาก ๆ ทำให้ความเร็วของเขาไม่ได้ทำให้ใครพลอยเดือดร้อนไปด้วย