สามวันผ่านไปในพริบตาในที่สุดอี้เหรินเฟิ่งก็ออกจากสมาธิ เขาใช้เวลาฝึกในนี้เพียงแค่สามวันแต่เหมือนกับฝึกอยู่ด้านนอกกว่าสามเดือน
เนื่องจากพลังงานสุดหยินที่แผ่ปกคลุมในทุกวันนั้นเปรียบเสมือนยาบำรุงร่างกายของอี้เหรินเฟิ่งก็ว่าได้
เพราะด้วยกายเทพสองลักษณ์ของเขานั้นพลังงานไม่ว่าจะเป็พลังสุดยอดหยางหรือสุดยอดหยิน เขาก็สามารถซึมซับเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งสิ้นยิ่งในมือของเขานั้นมีกำไลัเหมันต์ไว้ช่วยในการควบรวมพลังด้วยแล้ว
อี้เหรินเฟิ่งยิ่งเปรียบเสมือนปลาวาฬสูบน้ำเลยก็ว่าได้เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมา โม่หลิงก็ได้นำเขาขึ้นมา้าเพื่อพักผ่อนและแจ้งกับเขาว่าอีกห้าวันข้างหน้า ทางสำนักจะจัดงานประจำปี ขึ้นเป็งานประลองภายในสำนัก
ลูกศิษทุกคนต่างเข้าร่วมอาจารย์จะได้นำเขาไปแนะนำตัวกับศิษย์คนอื่นๆ ถือเป็การเปิดตัวของเขาในสำนักระหว่างนี้ เขาก็ได้ไห้อี้เหรินเฟิ่งออกไปเยี่ยมชมสำนักเพื่อพักผ่อนบ้าง
จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็กลับมายังที่พักแล้วพูดคุยกับจินฉานเื่ที่อาจารย์เล่าไห้ฟังจากนั้นทั้งสองจึงได้ชักชวนกันออกไปเที่ยวเล่นภายในสำนัก
เมื่อทั้งสองได้ออกมาเที่ยวเล่นยังภายในสำนักนั้นบรรยากาศภายในสำนักช่างชื่นมื่นยิ่งนักถึงแม้อากาศที่นี่จะหนาวเหน็บแต่ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็ผู้ฝึกยุทธ
ทำไห้ทุกผู้คนไม่ได้หวั่งเกรงต่อความหนาวเย็นไดๆเลยต่างคนต่างออกมาใช้ชิวิตด้านนอกอย่างปรกติ
อี้เหรินเฟิ่งและจินฉานพากันออกมาเที่ยวชมทิวทัศน์ต่างๆภายในสำนักทั้งเข้าไปดูลานฝึกยุทธ หอคัมภีร์ หอสมบัติ และก็ไปจบที่โรงอาหาร
เมื่อเดินเล่นจนเหนื่อยแล้วทั้งสองจึงตั้งหน้าตั้งตาพากันเดินมายังโรงอาหารเขาทั้งสองนั้นต่างก็เป็นักกิน อี้เหรินเฟิ่งเดินไปซื้ออาหารกว่าสิบรอบ
กว่าจะซื้อของที่อยากกินหมดก็ใช้เวลาไปไม่น้อยพออี้เหรินเฟิ่งและจินฉานกำลังจะเริ่มกินข้าวนั้น
อยู่ๆก็มีสาวสวยสองคนเดินเข้ามาขอนั่งด้วย
"ศิษย์น้องพวกข้าทั้งสองขอนั่งด้วยคนได้หรือไม่ตอนนี้ไม่เหลือที่ว่างไห้พวกเรานั่งแล้ว"
"เชิญขอรับศิษย์พี่"อี้เหรินเฟิ่งตอบกลับไป
พอเด็กสาววทั้งสองนั่งลงแล้วก็ได้ชวนคุยกับอี้เหรินเฟิ่งต่างๆนาเพราะทั้งสองไม่เคยเห็นอี้เหรินเฟิ่งมาก่อนส่วนอี้เหรินเฟิ่งก็พูดคุยกับทั้งสองด้วยความเป็กันเอง
ทั้งสองมีชื่อว่า ฉินฮวา กับกุ้ยฟางอวี่ ทั้งสองเป็ศิษย์สายในของสำนัก
อี้เหรินเฟิ่งก็ได้เเนะนำตัวเองออกไปเช่นกันว่าตัวเขานั้นชื่ออี้เหรินเฟิ่ง เป็ศิษย์ของโม่หลิง เพิ่งเข้าสำนักมามินาน
"ศิษน้องเ้าเป็ศิษย์ของผู้าุโสูงสุดเช่นนั้นหรือ"
"พวกข้าต่างได้ยินข่าวลือมาว่าท่านผู้าุโสูงสุดนั้น ได้รับศิษย์สืบทอดคนสุดท้ายเข้ามา แต่ก็ไม่มีไครเคยได้พบเจอมาก่อน"
"ไม่นึกว่าจะเป็เ้าตัวเ้าช่างเด็กนัก"
ทั้งสองพูดคุยกับอี้เหรินเฟิ่งด้วยความตื่นเต้นหลังจากกินอาหารเสร็จอี้เหรินเฟิ่งจึงได้บอกลาแก่ทั้งสอง แล้วจึงกลับมายังที่พัก
เมื่อมาถึงที่พักอี้เหรินเฟิ่งก็ได้ทำการฝึกฝนวิชาต่อไปเนื่องจากตัวเขานั้นใกล้จะสำเร็จเคล็ดวิชาหมื่นบุปผาเหมันต์ในส่วนที่สองแล้ว
ผ่านไปอีกสองววันในที่สุดอี้เหรินเฟิ่งก็สำเร็จเคล็ดวิชาในส่วนที่สองได้สำเร็จทุกอณูในร่างกายของเขาในตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังธาตุน้ำเข็ง
เวลาที่เหลือก่อนงานชุมนุมเขาจึงได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาอื่นๆที่ไม่ได้ฝึกวาเป็เวลาหลายวันเพื่อชดเชย
ในที่สุดวันงานก็มาถึงอี้เหรินเฟิ่งได้เดินทางไปในงานพร้อมกับโม่หลิง ทั้งสองเดินมายัง้าของบานพิธีซึ่งเป็ตำแหน่งที่นั่งของเหล่าผู้าุโ และเ้าสำนัก
อี้เหรินเฟิ่งก็ได้พูกคุยทักทายกับเ้าสำนักและผู้าุโท่านอื่นๆเช่นกันจากนั้นก็ยืนอยู่ด้านหลังของโม่หลิงเพื่อเฝ้าชมพิธีต่อไป
ในงานประจำปีนั้นจะเป็การประลองของศิษย์สายนอกเพื่อเฟ้นหาดาวรุ่งผู้มีพร์คนใหม่ประจำสำนัก และเป็การขัดเกลาวิถียุทธของศิษย์ไปในตัวหลังจากการประลองรอบเช้าเสร็จสิ้น
โม่หลิงจึงได้ประกาศอย่างเป็ทางการและเเนะนำอี้เหรินเฟิ่งไห้แก่ศิษย์ทั้งหลายได้รู้จัก
จากนั้นจึงเป็การประลองยุทธของศิษย์สายในต่อไปใน่บ่าย
เนื่องจากอี้เหรินเฟิ่งอายุยังน้อยยิ่งจึงไม่ได้เข้าร่วมประลองฝีมือในงานด้วย
หลังงานชุมนุมแล้วเสร็จโม่หลิงจึงพาอี้เหรินเฟิ่งกลับไปยังที่พำนักด้านหลังเขาแล้วก็แจ้งกับเขาว่าวันพรุ่งนี้จะพาอี้เหรินเฟิ่งเข้าไปฝึกยังที่เดิม
อี้เหรินเฟิ่งจึงขออนุญาตนำจินฉางลงไปฝึกด้วยเพราะเขากะจะอยู่ฝึกวิชาที่นั่นยาวๆไปเลย
โม่หลิงถามกับเขาว่าจินฉานจะอยู่ได้หรือเมื่อได้รับคำตอบว่ามิเป็ไรเพราะจินฉานนั้นเป็สัตว์วิเศษ โม่หลิงจึงตอบตกลงเขาไป
จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งกับจินฉานจึงได้สถานที่ฝึกวิชาเป็บ่อกำเนิดหยินไปโดยปริยาย
จินฉานนั้นเนื่องจากเคยกลืนกินสายแร่ิญญาเขาจึงไม่มีปัญหาไดๆในการฝึกฝนเพียงแค่ดูดซับพลังงานในท้องไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็การฝึกฝนแล้ว
วันเวลาผ่านไปราวกับสายน้ำบัดนี้อี้เหรินเฟิ่งกับจินฉานได้ลงมายังบ่อกำเนิดหยิน เป็เวลากว่าปีครึ่งแล้วนอกจากงานประจำปีที่จะออกไปปีละครั้งแล้วนั้น
ทั้งสองก็ไม่ได้ย่างกรายไปไหนเลยอี้เหรินเฟิ่งอยู่ในการดูแลจากโม่หลิงอย่างใกล้ชิด
จนบัดนี้อี้เหรินเฟิ่งนั้น อายุครบ 12 ปีในที่สุดปัจจุบันนี้ อี้เหรินเฟิ่งบรรลุพลังถึงระดับหลอมจิตขั้นต้นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
อีกทั้งด้วยความทุ่มเทเอาใจใส่ของโม่หลิงอี้เหรินเฟิ่งนั้นได้สำเร็จเคล็ดวิชาหมื่นบุปผาเหมันต์ขั้นที่ 4เป็ที่เรียบร้อยแล้ว เคล็ดวิชาขั้นที่ 4 นี้นั้น
จำเป็จะต้องมะระดับพลังขั้นหลอมจิตเป็อย่างน้อยจึงจะสามารถฝึกฝนได้สำเร็จ
เนื่องจากจจะต้องควบรวมพลังงานธาตุเหมันต์จนก่อไห้เกิดิญญาเหมันต์ขึ้นในตันเถียนไห้ได้ จึงจะถือได้ว่าฝึกฝนสำเร็จ
ซึ่งระดับพลังต่ำกว่าขั้นหลอมจิต ไม่สามารถทำได้
บัดนี้อี้เหรินเฟิ่งนั้นถือได้ว่าเป็ผู้สำเร็จพลังขั้นหลอมจิตที่อายุน้อยที่สุดในโลกก็ว่าได้
และเหลืออีกเพียงส่วนสุดท้ายของวิชาหมื่นบุปผาเหมันต์ที่ยังไม่สามารถฝึกฝนได้เท่านั้นที่อี้เหรินเฟิ่งยังไม่สามารถฝึกได้
วิชาที่เหลือของโม่หลิงนั้นอี้เหรินเฟิ่งได้ทำการฝึกฝนจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
"เฟิ่งเออร์อาจารย์ไม่มีวิชาไดๆที่จะสอนเ้าอีกแล้ว จากนี้คงต้องไห้เ้าหมั่นบำเพ็ญเพียรฝึกฝนวิชาด้วยตัวเองแล้ว"โม่หลิงกล่าวกับอี้เหรินเฟิ่งหลังจากกลับขึ้นมาจาก บ่อกำเนิดหยิน
"ลำบากอาจารย์แล้วขอรับ ตัวข้านั้นก็มีเื่ขอร้องท่านอาจารย์เช่นกันขอรับ"
"มีสิ่งใดอย่างนั้นหรือ"
"ข้านั้นเนื่องจากมีสัญญากับทางบ้านว่าเมื่ออายุ15ขวบปีเมื่อใดก็จะถือว่าสิ้นสุดการฝึกฝน"
"ตัวข้าจึงอยากจะขออาจารย์เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดภายภาคหน้า ตัวข้าจะกลับมาทดแทนบุญคุณของท่านอาจารย์และสำนักอย่างแน่นอนขอรับ"อี้เหรินเฟิ่งได้กล่าวออกไปกับโม่หลิง
"ข้านั้นรู้อยู่แล้วว่ามิอาจรั้งผู้มีพร์ทะลุฟ้าเช่นเ้า"
"แต่ก็ยินดีและดีใจที่ได้อบรมสั่งสอนเ้าแม้จะเห็นแก่ตัวไปบ้าง"
"แต่วันข้างหน้าเมื่อเ้าประสบความสำเร็จเ้าจงกลับมามอบความเจริญรุ่งเรืองแก่สำนัก แค่นี้ข้าก็ยินดีมากแล้ว"
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินดังนั้นตอบตกลงกับโม่หลิงไปแม้จะเป็เวลาไม่นาน แต่โม่หลิงนั้นทุ่มเทฝึกฝนเขาอย่างจริงใจ
เขาสัญญากับโม่หลิงและกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีทางลืมอาจารย์และสำนักเป็อันขาดจากนั้น เขาจึงได้กำหนดเวลาออกเดินทางอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง