“เมื่อครู่เ้าว่าท่านกุ้ยฟางมักจะทำดีกับขันทีด้วยกันเช่นนั้นหรือ? ข่าวที่ข้าได้ยินมาไม่เห็นเป็เช่นนี้สักหน่อย” อาเฟยคีบผัดผักใส่ปากพลางถามออกมาด้วยความอยากรู้
“ก็มีบ้าง..” พวกนางเหลือบตามองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะพากันหุบปากเงียบไม่กล่าวต่อ
“ข้าไม่ได้อยากรู้อยากเห็นถึงเพียงนั้นหรอกน่า..ข้าก็แค่กำลังคิดว่าถ้ามีของกินดีๆ อย่างนี้บ่อยๆ ต่อให้อันตรายข้าก็ยอมมาอยู่ที่นี่” เขาหัวเราะกลบเกลื่อนความไม่สบายใจของนางกำนัลทั้งสอง
เหอซือหานนั่งพิจารณาอยู่ในใจเงียบๆ ดูเหมือนว่ากุ้ยฟางก็จะเป็คนใจกว้างไม่น้อย อาหารชั้นดีเช่นนี้หากเป็ขันทีาุโคนอื่นก็จะเลือกส่วนที่ดีที่สุดไปกิน แล้วขายส่วนที่เหลือให้กับขันทีใหม่ยากจนอย่างพวกเขา
แต่ดูจากอาการปิดปากสนิทไม่กล้าพูดถึงของนางกำนัลทั้งสอง นั่นก็ยังไม่แน่ว่ากุ้ยฟางอาจจะมีเื้ัดำมืดบางอย่างที่ตนยังไม่รู้
ผ่านไปอีกหลายเดือน สี่สหายก็ยังคงทำงานวนเวียนในตำหนักต่างๆ สลับกันไปทุกวัน และได้มีโอกาสเห็นขันทีาุโหลากหลายประเภท บางคนเป็ที่รักของเหล่านางกำนัล บางคนก็เป็เหมือนเงาทมิฬที่เดินผ่านไปตรงไหนก็มีแต่คนหลบหนี
แต่ที่ทำให้เหอซือหานอดหวาดหวั่นไม่ได้ก็คือ พฤติกรรมของขันทีมีเงินบางคนที่ดูวิปริตน่ากลัวผิดมนุษย์!
เขาเคยเห็นขันทีวัยกลางคนคนหนึ่งทำท่าทางลับๆ ล่อๆ พาหญิงสาวจากสำนักการสังคีต (การแสดง ดนตรี ร่ายรำ) มานั่งคุยกันในสวนที่ลับตาด้านหลังตำหนักกลาง พอพ้นสายตาผู้คนหมอนั่นก็จ่ายเงินให้หญิงสาวผู้นั้นพร้อมขอให้นางช่วยทำในสิ่งที่เหอซือหานไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการออกมา
ภายหลังสตรีผู้นั้นก็ถูกพบตัวในสภาพมีาแทั่วร่างกาย ว่ากันว่ายอดอกของนางถูกกัดขาดไม่เหลือดี มีรอยฟันและรอยเล็บบาดลึกเหวอะหวะไปทั่วร่าง ไม่ต้องสืบก็รู้ว่านั่นเป็ผลงานของขันทีผู้นั้นอย่างแน่นอน เพราะเมื่อความกำหนัดไม่อาจระบายออก คนเหล่านี้ก็จะยิ่งโมโหและทวีความรุนแรงกับสตรีที่มาช่วยบำบัดเขาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
คดีเหล่านี้ถูกเปิดเผยบ้างปิดบังบ้างแต่มักจะจบด้วยการจ่ายเงินให้กับสตรีผู้โชคร้าย และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ ยังมีสตรีจำนวนมากที่ตกเป็เหยื่อทั้งแบบที่เต็มใจและไม่เต็มใจ
ภายใต้เสียงหัวเราะและหยอกล้อเล่นถึงเื่ใต้สะดือที่ได้ยินได้ฟังมาทุกวัน พวกเขาตั้งใจจะรักษาหัวใจของตนเองให้มั่นคง ไม่หลงระเริงไปกับอำนาจและความใคร่จนยอมเสียความเป็มนุษย์ไปเป็อันขาด!!
สี่สหายตัดสินใจตื่นนอนเร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อมาวิ่งออกกำลังกายที่หน้าเรือนพัก ทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อไม่ให้มีเวลาไปคิดฟุ้งซ่าน เพราะพวกเขาต่างก็ได้รับประสบการณ์อันแสนทรมาณนั้นมาแล้วเช่นกัน
อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาในตัวของเสี่ยวผิงนั่นก็คือ..เขาพยายามโน้มน้าวขันทีรุ่นเดียวกันทั้งสี่สิบคนตลอดเวลาไม่ให้ไปหลงเชื่อคำโกหกที่ว่า เ้าตัวเล็กจะงอกขึ้นมาได้ใหม่เหมือนหัวไชเท้า!!
ขณะที่ทุกคนกำลังจะล้มตัวลงนอนในห้องพัก อยู่ดีๆ อาเฟยก็วิ่งหน้าซีดตัวสั่นเปิดประตูพรวดเข้ามาแล้วนั่งนิ่งตาค้างแข็งอยู่บนเตียง
“อาเฟย! เกิดอะไรขึ้นกับเ้า!” เสี่ยวผิงเห็นความผิดปกติของสหายเป็คนแรก เขารีบลุกออกจากเตียงมานั่งเคียงข้างอาเฟย “ทำไมตัวสั่นขนาดนี้ เกิดเื่อะไรกันแน่บอกข้ามาเร็ว!”
“อย่าบอกนะว่าเ้าไปเผลอหลับขณะที่ทำงานแล้วถูกลงโทษมา” หลี่เอินลุกตามมาดูอีกคน
“อาเฟยตั้งสติให้ดี ในห้องนี้มีแค่พวกเรา” เหอซือหานตบหน้าสหายเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“พวกเ้า..ข้า..ข้า” ดวงตาของอาเฟยมองสลับไปที่สหายทั้งสามทีละคนเริ่มรู้สึกตัวแล้ว
“ข้าเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น แล้วมัน..บัดซบที่สุด!!” เขาสบถออกมาพร้อมกับน้ำตาไหลอาบสองแก้ม
“เมื่อครู่ข้าเพิ่งออกมาจากตำหนักซักล้างเพื่อกลับมาที่เรือนนอน ระหว่างทางข้าพบกับเยี่ยนป๋อและเสี่ยวเสียเข้าโดยบังเอิญ พวกเขาใแล้วก็วิ่งหนีข้าไปทำให้ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ” อาเฟยค่อยปรับลมหายใจกลับมาเป็ปกติแล้วกล่าวต่อ
“ยามนั้นข้าได้ยินเสียงคนร้องไห้เบาๆ อยู่หลังพุ่มไม้ตรงสวนหินที่ลับตาคน ทีแรกข้าคิดว่าพวกเสี่ยวเสียคงจะกลั่นแกล้งสหายคนใดคนหนึ่งเล่นๆ ก็เลยเดินเข้าไปดูเผื่อว่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง..”
อาเฟยหยุดกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ดวงตาเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง
“ที่นั่นเป็ทหารนายหนึ่งกำลังกระทำ..เื่นั้นกับไฉ่ผิง ข้าใมากแล้วก็รีบวิ่งหนีออกมา..ข้าควรทำอย่างไรดี..”
หลี่เอินได้ฟังคำทั้งหมดเขาก็วิ่งไม่คิดชีวิตออกจากห้องพักไปทันทีโดยไม่ต้องคิดโดยมีเสี่ยวผิงวิ่งตามหลังไปติดๆ
“ข้าจะไปแจ้งเื่นี้กับซุนไห่ ถ้าเ้ายังรู้สึกไม่ดีก็รออยู่ที่นี่!!!” เหอซือหานรีบวิ่งไปอีกทาง
“ข้าขอโทษ..ข้าขอโทษ ข้ามันขี้ขลาดนัก!!” อาเฟยลุกขึ้นยืนะโตามหลังสหายทั้งสามไปและเสียงของเขาก็ดังพอจะให้ขันทีที่พักอยู่ในห้องอื่นๆ ผลักประตูออกมาดูความวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้น
……….
กลางดึกคืนนั้นขันทีที่อยู่ในเรือนนอนทั้งหมดไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ถูกเรียกให้ออกมานั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนโดยซุนไห่ผู้เป็หัวหน้า
“รู้เื่กันแล้วใช่หรือไม่!” เสียงทุ้มของซุนไห่แฝงความอดทนอดกลั้นไว้อย่างที่ไม่อาจพบเห็นได้ง่าย
ขันทีที่นั่งเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบพยักหน้าเกือบจะพร้อมกัน สีหน้าแต่ละคนนั้นทั้งโกรธแค้นและหดหู่ปะปนกันไปจนยากจะอธิบาย
“เยี่ยนป๋อกับเสี่ยวเสียนั้นผิดที่ขายเพื่อน! แต่นั่นก็เป็เพราะพวกเขาถูกคนบังคับ ข้าส่งตัวพวกเขาไปให้ขันทีาุโผู้หนึ่งอบรมแทนพวกเราแล้ว ต่อไปหากพบหน้าเขาสองคนข้าขอร้องอย่าได้เอาผิดหรือรังแกเขาเลย ข้ารับรองได้ว่าเขาจะได้รับการสั่งสอนเป็อย่างดีแน่”
เหอซือหานหรี่ตาครุ่นคิด กล่าวตามตรงรายชื่อแรกที่โผล่เข้ามาในหัวของเขาคือกุ้ยฟาง เพราะสายตาซุนไห่เมื่อครู่มองไปทางตำหนักเยว่ฮวา เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าซุนไห่สนิทสนมกับกุ้ยฟางถึงเพียงนี้
“ชีวิตพวกเรามันก็น่าอนาถพออยู่แล้วยังมาแทงข้างหลังกันเองอีก แบบนี้สมควรต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ!!” เสียงหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นมา
“ใช่ว่าข้าไม่โกรธแค้น แต่ครั้งนี้ข้าได้รับการยืนยันมาแล้วว่าเยี่ยนป๋อกับเสี่ยวเสียถูกบังคับจริงๆ หากพวกเขาไม่ยอมทำตามก็จะถูกรังแก แต่ที่ข้าลงโทษพวกเขาเพราะพวกเขามีโอกาสช่วยเหลือไฉ่ผิง แต่พวกเขาไม่ได้ทำเพราะมัวแต่ขี้ขลาด!!”
อาเฟยสะท้านเฮือก ตัวเขาเองเวลานั้นก็ใไม่น้อย แต่แทนที่จะะโขอความช่วยเหลือหรือทำอะไรสักอย่าง เขากลับเลือกที่จะวิ่งหนี..
“อย่างน้อยเ้าก็ยังมาส่งข่าวให้พวกเราไปช่วยไฉ่ผิงอย่างไรเล่าอาเฟย เ้าทำดีที่สุดแล้วล่ะ” หลี่เอินปลอบโยนสหาย
ซุนไห่ได้ยินคำพูดของหลี่เอินเข้าพอดีเขาจึงกล่าวต่อ
“ข้ารู้ว่าทุกคนกลัว แต่พวกเ้าต้องจำเอาไว้ให้มั่น ต่อหน้าผู้อื่นไม่ว่าพวกเ้าจะถูกบีบบังคับอย่างไร ลับหลังพวกเ้าต้องช่วยดูแลซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่เหลือความเป็คนอีกต่อไป”
เหตุการณ์ในคืนนี้จบลงที่ซุนไห่ย้ำถึงความ้าของเขาเื่ห้ามทุกคนทำโทษเยี่ยนป๋อกับเสี่ยวเสียตามอำเภอใจ ส่วนไฉ่ผิงที่ถูกทหารเวรรังแกก็ห้ามมิให้ผู้ใดกล่าวถึงเื่นี้ต่อหน้าเขาอีกและให้ทุกคนทำตัวเป็ปกติดังเดิม
ส่วนทหารผู้นั้นเหอซือหานเชื่อว่าหากถึงมือกุ้ยฟาง เขาก็น่าจะพบจุดจบที่ไม่ดีเท่าใดนัก!!
“ขันทีที่เต็มใจทำเื่เช่นนั้นก็มีไม่น้อย ทำไมเ้านั่นต้องเลือกมาทำกับคนที่เขาไม่ยินยอมด้วยนะ!!” เสี่ยวผิงสบถขณะที่เดินกลับมายังห้องพัก
“เพราะพวกเขาอยากแสดงให้เห็นว่าพวกเราไม่ใช่คนอย่างไรเล่า..” หลี่เอินรำพัน “หากมีเ้าตัวเล็กเราก็คือบุรุษคนหนึ่ง หรือถ้าไม่มีเ้าตัวเล็กเราก็ต้องมีเงินมากพอที่จะทำให้คนยอมก้มหัวให้ แต่เราไม่มีทั้งสอง..”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าถ้าไม่มีเ้าตัวเล็กหรือไม่มีเงินเราจะถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์" เหอซือหานแย้ง
“แต่เ้าก็ยังอยากได้ตัวเล็กกลับคืนมาไม่ใช่หรือซือหาน” เสี่ยวผิงล้อเลียน
“ใช่ข้าอยากได้ แต่มันไม่ได้มีไว้สำหรับการวัดคุณค่าของพวกเราสักหน่อย หากมีโอกาสข้าก็จะเลือกหนทางพิสูจน์ความเป็คนของข้าเอง!” เขากล่าวหนักแน่น
“ใช่..พวกเรายังมีโอกาส.." สามสหายตอบรับพร้อมกัน ก่อนจะพากันกลับเข้าห้องพักไป