“ในปีนั้นหลังจากจักรพรรดิพยัคฆ์สยบโลกาได้แยกตัวจากไป องค์จักรพรรดิั์อนธการก็ก้าวข้ามเส้นแบ่งโชคชะตา ถือกำเนิดเป็จักรพรรดิเทวะผู้ปกครองแห่งทิศั สรรพชีวิตมากมายในเผ่ามายาที่เคยได้รับความเมตตาจากพระองค์ท่าน ถึงจะไม่ได้ละทิ้งเส้นทางเดิม แต่ก็ยินยอมพร้อมใจกันรับเอาเส้นทางของ์อนธการ พระองค์ทรงประทานพรให้มาหลอมรวมเข้าสู่เส้นทางแห่งตน”
“บ้างก็ยินยอมเดินตามเส้นทางของ์อนธการอย่างเต็มใจ ทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีโอกาสได้กลายเป็จักรพรรดิ เพื่อแลกมากับพลังอำนาจแห่ง์อนธการ แต่การจะกลายเป็จักรพรรดิไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น บางทีการที่พวกมันเลือกเช่นนั้น อาจจะเป็หนึ่งในเส้นทางของพวกมันก็เป็ได้ ลำดับภายในเผ่าพันธุ์ั์อนธการได้ถูกแบ่งแยกตามความแข็งแกร่งเฉกเช่นเผ่าพันธุ์อื่นๆ โดยที่ร่างลำดับต่ำที่สุดคือ…”
“ร่างที่ 1 ั์อนธการ ร่างทารก พวกมันคือเผ่ามายาที่ตัดสินใจแยกตัวติดตามรับใช้องค์จักรพรรดิ แรกเริ่มเดิมทีก็มีพื้นฐานิญญาเป็หลักอยู่แล้ว หลังจากรับเอาพรจากพื้นฐานมืดเข้าสู่ร่าง และเดินตามรอยเส้นทางของ์อนธการ พื้นฐานทั้งสองก็ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน เนื่องจากมีต้นกำเนิดเป็เผ่ามายาเหมือนกัน รูปลักษณ์ของพวกมันล้วนสามารถแปรเปลี่ยนเป็ร่างั์อนธการวัยทารกได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับระดับการหลอมรวมของเส้นทาง์อนธการ เฉกเช่นเ้าที่มีัตัวน้อยเป็พื้นฐานแห่ง์อนธการ”
“ร่างที่ 2 ั์อนธการ ร่างวัยหนุ่ม พวกมันคือกลุ่มเผ่ามายาที่หลอมรวมกับเส้นทาง์อนธการ จนสามารถพัฒนาร่างัวัยเยาว์ให้เติบโตมาเป็ั์อนธการที่มีร่างกายใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้ใหญ่ไปมากกว่าช้างธรรมดาตัวหนึ่ง พวกมันจะทำหน้าที่ในการลาดตระเวนดูแลปกป้องเผ่าพันธุ์ คอยเป็พี่เลี้ยงดูแลจัดการให้กับ เหล่าข้ารับใช้แห่งเส้นทาง์อนธการวัยทารก”
“ร่างที่ 3 ั์อนธการ ร่างผู้พิทักษ์ บนเส้นทาง์อนธการ พวกมันพัฒนาจนยกระดับกลายเป็พื้นฐานมืดที่ระดับจุดสูงสุด พร้อมจะสร้างแก่น์อนธการได้ทุกเมื่อ ผู้พิทักษ์ั์อนธการทุกตัว ล้วนมีอาณาเขตขนาดเล็กเป็ของตัวเอง เพื่อสะดวกต่อการดูแลความเรียบร้อยภายในเผ่า พวกมันทุกตัวล้วนมีรูปร่างขนาดใหญ่กว่าเมื่อก่อน เมื่อเทียบกับร่างก่อนหน้า เกล็ดสีดำสนิทที่แผ่ไอ์อนธการออกมาตลอดเวลา ทั่วร่างกายที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม อีกทั้งยังมีจิตกดดันอันเป็เอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมนั่นอีก ล้วนทำให้ศัตรูรู้สึกหวาดกลัว ั้แ่พวกมันยังไม่ทันได้สู้”
“ร่างที่ 4 ั์อนธการ ร่างผู้คุมกฎ ถ้าเทียบกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ในระดับนี้คือระดับครึ่งเทพ เป็ตัวตนที่พัฒนาพื้นฐานจากจุดสูงสุดให้เป็แก่น และพร้อมเปลี่ยนแก่น์อนธการที่สมบูรณ์นั้นให้เป็กฎอยู่เสมอ นอกเสียจากพลังพื้นฐานที่เคยมีในระดับนี้ จะสามารถััควบคุมบงการโชคชะตาแห่งทิศัได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เห็นผลจนน่าใอะไรมากนัก อย่างมากก็ััและใช้ออกได้นิดหน่อย ซึ่งแตกต่างจากสามระดับที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ที่ถึงแม้จะมีโชคชะตาแห่งทิศัแฝงอยู่เช่นกัน แต่ก็แค่รู้สึกได้เท่านั้น ไม่สามารถไปบังคับควบคุมอะไรได้”
“ร่างที่ 5 ั์อนธการ ร่างเทวะสัตว์วิเศษ ตัวตนระดับทูต์ระดับต่ำที่จะรับคำสั่งจากระดับเทพั์อนธการขึ้นไปเท่านั้น เมื่อก้าวขึ้นมาจนถึงจุดนี้นั่นหมายความว่า กายจิตและกายหยาบได้ถูกพัฒนา จนมีระดับตัวตนเทียบได้เท่ากับเทพระดับล่างสุดทั่วไป แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างอยู่เล็กน้อยนั่นคือ พวกเขาเ่าั้ล้วนเป็ข้ารับใช้ เป็ผู้พิทักษ์โชคชะตาแห่งทิศั ความสามารถและความแข็งแกร่งย่อมเหนือล้นกว่าเทพรับใช้ทั่วไป มากกว่าพลังของเผ่าพันธุ์ปกติเป็อย่างมาก าระดับทวยเทพล้วนมีพวกเขาเป็แนวหน้าคอยห้ำหั่นกับศัตรูของเผ่าพันธุ์”
“ร่างที่ 6 ั์อนธการ ร่างเทวทูต ตัวตนระดับทวยเทพที่แท้จริง เป็จอมทัพผู้บงการควบคุมฝูงั์อนธการอันมากมาย ด้วยความสามารถดั้งเดิมและการบิดผันต่อเติมเปลี่ยนแปลงโชคชะตาแห่งทิศั พลังที่ถูกยกระดับขึ้นนั้นย่อมแข็งแกร่งกว่าเหล่าเทพรับใช้มากมายนัก พวกเขาจะรับคำสั่งจากราชันย์เทพั และจักรพรรดิเทพัเพียงเท่านั้น โดยปกติล้วนคร้านจะสนใจเื่อื่นใด ปล่อยให้เหล่าเทพรับใช้จัดการกันเอาเอง”
“ร่างที่ 7 ั์อนธการ ร่างราชันย์เทวทูต ข้าไม่รู้ว่าในตอนนี้มีราชันย์ัตัวใหม่ถือกำเนิดขึ้นบ้างหรือไม่ แต่ในอดีตเผ่าั์อนธการ มีราชันย์ักำเนิดขึ้นมาอยู่เพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น ถ้านับรวมกับร่างแบ่งภาคขององค์จักรพรรดิด้วยก็จะมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ตัว และข้าก็คือ 1 ใน 4 ตัวที่กล่าวถึง พวกเราเหล่าราชันย์ัทั้ง 4 ล้วนรับฟังคำสั่งจากองค์จักรพรรดิเท่านั้น ปกติแล้วจะปกป้องอยู่ทั้ง 4 ทิศรอบเผ่า มีเพียงในยามศึกา ที่เหล่าเทพัไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ พวกข้าจึงจะออกไปร่วมรบ เข้ากำราบสยบศัตรู ที่อาจนำภัยมาสู่ดินแดนใต้การปกครองของพระองค์ และสุดท้ายย่อมต้องเป็…”
“จักรพรรดิเทวะั์อนธการ ‘พาราเซีย’ ผู้โชคชะตาแห่งทิศั เทพัผู้เปลี่ยนความอนธการทั้งหลายให้กลายเป็สรวง์ จักรพรรดิเทวะผู้ปกครองเผ่าั์อนธการ เทวะสัตว์วิเศษผู้พิทักษ์แห่งทิศั ผู้รับใช้เจตจำนงแห่งพระเ้า พระองค์ท่านมีร่างกายใหญ่โตระยะเพียงสองปีกก็ปกคลุมได้ทั่วหล้า ความสามารถในการควบคุมบงการโชคชะตาแห่งทิศั ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ระดับราชันย์ัเช่นข้าจะเข้าใจได้ พระองค์ทรงเมตตาในวันที่สถาปนาเผ่าั์อนธการขึ้นมา ก็ยินดีประทานพรล้ำค่าให้แก่พวกเรา ถึงแม้มันจะนานมากแล้ว แต่ข้าก็ยังจำได้ในวันที่เลือกติดตามท่านออกมาจากเผ่ามายา และร่วมกันเดินทีละก้าวจนกลายเป็ราชันย์ัอย่างที่เ้ารู้จักในตอนนี้”
ไม่รู้เป็เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้ หรือเื่ราวของเผ่าั์อนธการได้ขับกล่อม เวลานี้เด็กหนุ่มได้เผลอตัวหลับไปนานแล้ว อีฟริทที่เห็นว่าไม่มีเสียงแย้งจากแอสคลีเพียสมันก็เงียบเสียงลง แล้วเข้าสู่ภวังค์ฟื้นฟูตัวเอง ค่ำคืนอันแสนเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ และยังต้องมาปราบผีอีกสองตัว ทำให้เวลามิเนอร์วาหลับสนิท ปลดปล่อยร่างกายให้พักผ่อนไปตามธรรมชาติ ส่วนผีคู่สามีภรรยาทั้งสองเวลานี้ก็ยิ่งไม่กล้าไปรบกวนการพักผ่อน ของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นาย
การคงสภาพให้เหมือนก่อนเสียชีวิต ล้วนกินพลังงานของพวกมันเป็อย่างมาก แต่พวกมันก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของมิเนอร์วา จึงได้แต่รอจนกระทั่งถึงตอนเช้า หลังจากปลุกเด็กหนุ่มตามคำสั่ง จึงพากันเอ่ยขอร้องอย่างน่าเวทนา เด็กหนุ่มที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สติค่อนข้างแจ่มชัด จึงเอ่ยอนุญาตให้ทั้งคู่กลับไปใช้ภาพลักษณ์เดิมได้ แต่ต้องไม่มีเืไหลจนน่าหวาดกลัว เมื่อเห็นหนึ่งผีมีครึ่งหัวและอีกหนึ่งผีที่ไม่มีหัวอีกครั้ง ถึงจะยังมีความรู้สึกขนลุก แต่ก็ไม่ได้กลัวมากเหมือนกับในตอนที่เห็นครั้งแรกแล้ว
และเนื่องจากได้รับรู้มาว่า โดยปกติภูตผีิญญาที่ตายก่อนอายุขัยนั้น มักจะวนเวียนอยู่ในสถานที่เดิมๆ ที่พวกมันเคยใช้เมื่อยังมีชีวิตเท่านั้น การออกไปยังสถานที่ ที่ไม่รู้จักจึงจำเป็ต้องใช้พลังิญญาจำนวนมหาศาล มิเนอร์วาเลยสั่งให้ทั้งคู่ทำงานเป็สายข่าว คอยเฝ้าดูความแปลกประหลาดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว รวมไปถึงการทำหน้าที่เฝ้าห้อง และให้สัญญาว่าอีกไม่นานจะย้ายออกไป ปล่อยให้ทั้งคู่เป็อิสระได้อยู่กินกันแบบเดิม ผีทั้งคู่ดีอกดีใจรีบรับคำกุลีกุจอมารับใช้ ถ้ามีคนมาเห็นห้องที่ประตูเปิดปิดได้เอง อีกทั้งเสื้อผ้ายังลอยไปลอยมา คงจะช็อกเป็ลมผมตั้งไปนานแล้ว
เด็กหนุ่มได้ปรึกษากับอาจารย์ทั้งสองแล้ว วันนี้จะยังคนเรียนตามปกติ เพื่อทดสอบอะไรหลายๆ อย่างที่มีความเป็ไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับแนวทางการพัฒนาของพื้นฐานิญญานี้ และก็เป็เช่นนั้นจริงๆ การกลับมาอ่านทฤษฎีมากมายที่เคยร่ำเรียนมาแล้วซ้ำอีกครั้ง และได้รับความรู้ที่ดีกว่าเดิมกลับคืนเข้าสู่สมองคือเครื่องยืนยันพิสูจน์ในสิ่งนั้น ทฤษฎีง่ายๆ ล้วนเขียนได้ถูกต้องแล้ว แต่ทฤษฎีที่ยากบางทฤษฎีก็ยังมีบางส่วนที่เขียนอธิบายไม่ถูกต้อง การแก้ปัญหาทฤษฎีเหล่านี้ล้วนเป็เหมือนเชือก 100 ปมที่มัดเงื่อนกระตุกไว หากปมใดมัดผิดเป็เงื่อนตาย ผลลัพธ์จากการกระตุกเชือกย่อมเปลี่ยนไป
ดังเช่น F=mg ตัวอักษร g ในที่นี้ถูกสอนกันมาว่ามีค่าเท่ากับ 10 ซึ่งตายตัว แต่นั่นกลับไม่เป็ความจริงแต่ละพื้นที่มักจะมีสูงต่ำไม่เท่ากัน ดังนั้นในบางพื้นที่ค่า g ก็มีเพียงแค่ 9.8เท่านั้น ต่างพื้นที่ต่างตัวเลข ถึงแม้จะต่างกันไม่มาก แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปย่อมมีความแตกต่างในด้านความละเอียด ที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือการเคลื่อนที่ในแนวราบที่บอกว่าวัตถุจะพุ่งตรงไปนั่นอีก
ในความเป็จริงก็ถูกแค่ส่วนเดียววัตถุจะพุ่งไปเป็เส้นตรงแล้วค่อยถูกดึงต่ำลงด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ไหนจะทฤษฎีอีกมากเ่าั้ที่ยังไม่ได้ถูกอ่าน ราวกับได้เปิดประตู มุ่งเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาอย่างเต็มที่ รู้สึกเสมือนได้กลับมาบ้านหลังที่คุ้นเคย ความรู้มากมายในสมองยิ่งถูกย่อยได้ไวขึ้น
"ท่านอาจารย์ข้ารู้สึกว่า ทุกครั้งที่มวลความรู้ในหัวถูกยกระดับ กอบัวและัน้อยก็เติบโตขึ้นตามระดับความรู้ที่ข้ามี ราวกับว่าขาดอีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ข้าก็พร้อมที่จะเติมเต็มให้พวกมันได้พัฒนาไปได้อีกขั้นหนึ่ง"
"สามารถทำอะไรได้อีกหรือไม่?"
"นอกจากพลังที่ได้สืบทอดมาจากพวกท่านทั้งสอง และทุกสิ่งที่เคยบอกพวกท่านไป ก็ไม่มีแล้วขอรับ"
แอสคลีเพียสถามด้วยความอยากรู้ เด็กหนุ่มส่ายหัวไม่ได้คิดมากตอบไปตามตรง เรียนนี่สิถึงจะดีของถนัดมิเนอร์วาอยู่แล้วจะได้พัฒนาไวขึ้น ไม่มีพลังไว้ต่อสู้ปาลูกไฟเหมือนชาวบ้านก็ช่างมันปะไร ต่อยตีเอาก็ย่อมได้ ไหนจะไม่ต้องกลัวเื่ภูตผีและพิษร้าย หมอก์อนธการยิ่งช่วยป้องกันได้อีกชั้น ตัวมันไม่ตายง่ายๆ อย่างแน่นอน อาจจะเป็เพราะสาเหตุเหล่านี้จึงทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอารมณ์ดี
"อา…เป็ประเภทใช้สมองมากกว่ากำลังสินะ นั่นก็ยิ่งดี….เดิมทีเผ่ามายาก็ขึ้นชื่อด้านความฉลาดอยู่แล้ว ศิษย์ข้าไม่ต้องน้อยใจไป การใช้พลังเข้าต่อสู้นั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ โลกที่เ้าจะต้องเดินไปนั้นเป็โลกที่โหดร้ายป่าเถื่อน ยิ่งกว่าสถานที่วิ่งเล่นของเด็กเล็กแห่งนี้ การใช้อาวุธลับ การหยิบยืมกับดักที่วางไว้ด้วยสติปัญญา หรือแม้แต่การชักจูงบงการให้ศัตรูฆ่ากันเองก็ถือเป็การโจมตีอย่างหนึ่งเช่นกัน"
"เด็กน้อย…ถ้าเ้ามีโอกาสได้ไปที่เกาะเพลิออนล่ะก็ ข้าจะสอนส่วนสุดท้ายของพิษที่รุนแรงทั้งหมดให้แก่เ้า พิษก็นับเป็การโจมตีประเภทหนึ่งเช่นกัน"
ทั้งสามพูดคุยกันอย่างอบอุ่น ช่างน่าประทับใจ มิเนอร์วาเรียนเพลินจนดึกดื่น แหงนหน้ามองฟ้าอีกที นภาก็เริ่มมืดแล้ว ขากลับก็ได้วางแผนเอาไว้แล้ว ว่าจะแวะไปดื่มนมเย็นๆ ที่ร้านเหล้าใบไม้หอมให้ชื่นใจสักแก้วหนึ่ง แต่ในระหว่างทางขากลับนั้นเอง เพียงแค่เดินออกมาได้ไม่ไกล ในจังหวะที่กำลังเลี้ยวโค้งตัวเองเพื่อเปลี่ยนทิศตามทางเดิน บุรุษร่างกายใหญ่โต 3 คนพุ่งพรวดออกมาทางด้านตรงข้าม ราวกับกำลังดักรออยู่นานแล้ว และยังมีอีกสองคนที่วิ่งเข้ามา พวกมาะโเข้ามาตะครุบจากทางด้านหลัง เท้าซ้ายที่กำลังก้าวถูกสลับมายืนด้วยเท้าขวา ตามด้วยการฟาดแข้งซ้ายสุดแรง ตวัดขาเข้าที่ชายโครงของบุรุษลึกลับทางซ้ายมือ
บังเกิดเสียงลูกเตะดังแน่นทึบ มันแหกปากร้องด้วยความเ็ป ปลิวไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น แต่สองขาหรือจะสู้สิบมือ ยังมีพวกมันอีก 4 คนที่ตามมาลงมือซ้ำ สองคนจากด้านหลังกระโจนเข้ามา หนึ่งกอดรวบแขน อีกหนึ่งเอาถุงดำหนามาคลุมศีรษะของเด็กหนุ่ม ส่วนอีกสองคนด้านหน้า พวกมันต่างก็พุ่งลงไปกอดขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่ม ตรึงไว้กับที่ไม่ให้ขยับ ชายลึกลับที่พึ่งโดนเตะปลิวกลิ้งไป มันลุกขึ้นมาอย่างแค้นเคือง มันเดินเข้ามาอย่างโกรธเคือง
“เห็นๆ กันอยู่ว่าก้าวเท้าซ้าย แต่ทำไมไม่เตะขวา จะสลับเท้าทำไมหรือจงใจเล่นงานข้า…หึ! ไอเด็กเปรต”
มันบ่นพึมพำเดินเข้ามาใกล้เตะต่อยมิเนอร์วาอยู่หลายที จากนั้นจึงรีบปลดแหวนเก็บของออกจากนิ้วของมิเนอร์วา ราวกับจะไม่อยากจะยอมให้สิ่งแทนใจโดนแย่งเอาไป ถึงแม้จะมองไม่เห็นและร่างยังถูกตรึง แต่เด็กหนุ่มก็ยังรับรู้ได้ผ่านััิญญา ศีรษะถูกเด้งกลับหลังกระแทกเข้าหน้าอีกฝ่ายจนเซไปโดนเพื่อนด้านข้าง เมื่อลำตัวส่วนบนเป็อิสระ สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การถอดถุงดำที่คลุมหัวออก
แต่เป็การง้างแขนในสภาพหันกำปั้นเข้าหาพื้นดิน หมายเจาะกบาลของชายสองคนที่นั่งกอดขาของตัวเองอยู่ แต่จุดหมายของพวกมันย่อมไม่ใช่การมาต่อสู้เพื่อเอาชนะ แต่มาเพื่อปล้นชิง ชายสองคนราวกับรู้ใจกัน พวกมันตวัดแขนยกมิเนอร์วาที่หนักไม่ถึง 60 กิโลกรัมขึ้น ที่อยู่ในสภาพถูกถุงคลุมหัว จับโยนออกไปไกล และรีบวิ่งหนีหายไป
"ไปกันได้แล้ว! ของอยู่นี่รีบหนีก่อนพวกใบไม้หอมจะมา เ้านี่ก็ยังไม่เห็นหน้าพวกเราด้วย มันตามไม่เจอหรอก"
พวกมันทั้งหมดวิ่งหนีหายไปไหนความมืด ปล่อยให้มิเนอร์วานอนดิ้นพล่าน แงะแกะปมเชือกของถุงดำอยู่นานสองนาน กว่าจะแกะถุงดำออกได้ พวกนั้นก็หนีหายไปกันหมดแล้ว
"บัดซบ! พวกเวรกล้าชิงของรักของข้า เงินพนันทั้งหมดที่ได้มานั่น…ข้าสามารถเรียนอย่างเดียวจนจบสามปีได้เลยนะ ไหนจะสัญลักษณ์แชมป์อีก ถ้าเอาไปขายต่อก็ยังได้ตั้งหลายสิบทอง สารเลวข้าเกลียดที่นี่!"
มิเนอร์วาโหวกเหวกโวยวายอย่างหัวเสีย กระทืบเท้าตึงตังไม่พอใจ ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น คนจากกลุ่มใบไม้หอมก็วิ่งมาถึง เนื่องจากไม่เห็นหน้าอีกฝ่าย อีกทั้งยังไม่มีพยานรู้เห็น พวกมันจึงได้แต่แยกย้ายกันกลับ โดยให้สัญญาว่าจะตามสืบเื่นี้ให้อย่างถึงที่สุด ส่วนเื่สิ่งของที่โดนขโมยหายไปนั้น พวกมันไม่มีส่วนรับผิดชอบในเื่นี้ แข็งแกร่งไม่พอ ปกป้องตัวเองไม่ได้ โดนปล้นเองแล้วจะให้ใครช่วยได้
มิเนอร์วาเดินกลับมาอย่างหัวเสีย เมื่อกลับมาถึงห้อง แอสคลีเพียสก็ได้แสดงกายเปิดหน้าหนังสือ คู่สามีภรรยาผีที่เห็นเ้านายเสกหนังสือได้ก็ใ รับรู้เลยว่าเ้านายคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว ในหน้าหนังสือมีอยู่ 5 หน้า ที่ล้วนปรากฏภาพใบหน้าของหัวขโมยทั้ง 5 คน ที่กล้ามารูดทรัพย์ของเด็กหนุ่มไป
"เป็พวกเ้านี่เอง อย่าให้ข้าเจอนะ… ข้าจำหน้าได้ทุกคนแล้ว…"
มิเนอร์วาเคี้ยวฟันพูดอย่างแค้นเคืองใจ ถึงจะไม่เคยเห็นหน้าพวกมันมาก่อน แต่ตอนนี้ก็ได้เห็นแล้วย่อมจำจนขึ้นใจ เด็กหนุ่มเดินไปยังโต๊ะขนาดเล็กที่เอาไว้ใช้วางของ หยิบกระดาษปากกามาวางแล้วลองวาดภาพตาม หวังที่จะเอาไปเป็หลักฐานแจ้งจับให้แก่เจสัน แต่วาดได้สองสามแผ่นก็เป็อันต้องเลิกวาดไป มิเนอร์วาพบว่าตัวเองวาดภาพได้ห่วยเกินไปจนดูไม่รู้เื่
"สงสัยข้าต้องเรียนวาดภาพเพิ่มด้วยสินะ…"
เด็กหนุ่มตบหน้าผากเอ่ยอย่างท้อใจ แต่จะอย่างไรพวกมันก็ต้องชดใช้ ชดใช้ให้กับการที่กล้ามาปล้นของรักของหวงของมันไป คู่สามีภรรยาผีต่างถูกเรียกให้มาดูและจดจำใบหน้าคนร้าย ถ้าบังเอิญพบเจอก็จะได้รีบมาแจ้งในทันที ขากลับหลังจากเลิกเรียน มิเนอร์วาก็พบเจอภูตผีบ้างประปรายตามริมทาง พวกมันพอรู้ว่ามิเนอร์วามองเห็นก็ทำท่าจะหลอก แต่เมื่อโดนอนธการกำสรวลไปหนึ่งทีก็เผ่นหนีหายไปไม่พูดไม่จา
เนื่องจากพวกมันไม่ได้มีเส้นทางวนเวียนข้องเกี่ยวกับตัวเด็กหนุ่มโดยตรง เป็เพียงการบังเอิญมาพบเจอ มิเนอร์วาจึงคร้านจะสนใจไม่ได้ตามไล่กดขี่เหล่าดวงิญญาเ่าั้ หลังจากทานมื้อค่ำและอาบน้ำ มิเนอร์วายังคงนอนที่เตียงเดิม เขายังไม่มีเงินซื้อเตียงใหม่ในตอนนี้ จึงต้องแย่งของอีกฝ่ายใช้นอนแก้ขัดไปก่อน
"เ้ากำลังกังวลเื่เงินทองรึ ข้าเห็นในหีบยังมีอีกตั้งหลายสิบทองไม่เอามาใช้ก่อนเล่า มีเงินแต่ไม่ใช้เ้าจะมีไปทำอะไรกัน"
"นั่นสินะขอรับ แต่ข้าอยากเก็บเอาไว้ใช้ยามจำเป็มากกว่า"
เด็กหนุ่มเริ่มคิดถึงรอคอยว่าอีกนานแค่ไหนกัน เกรเซียผู้เป็ที่รักจะมาหาตนสักที ช่างขัดสนเกินไปแล้ว
"เ้าหนูข้าจะสอนอะไรให้ เ้ารู้ไหมทำไมโลกภายนอกที่วุ่นวายยิ่งกว่านี้ถึงทำอะไรข้าไม่ได้ในเื่เงินทอง แม้แต่ทวยเทพหากอยากคืนชีพก็ต้องเอาของที่ข้า้ามาแลกเปลี่ยน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็ทรัพย์สมบัตินั่นเอง"
มิเนอร์วาเงียบเสียงรอให้อีกฝ่ายเล่าให้จบ กำลังตั้งใจรอฟังไม่อยากขัดจังหวะผู้เป็อาจารย์
"พวกมันทั้งฆ่าฟันทารุณสังหารโลหิต สาดให้หลั่งไหลดั่งสายน้ำ การฆ่าหรือถูกฆ่าล้วนเป็เื่ปกติ การจะแก้ปัญหาเ่าั้เ้าก็แค่ต้องเปิดโรงหมอ หรือไม่ก็การรักษาแบบถึงที่แค่นั้นเ้าก็จะมีเงินทองมากมายแล้ว"
"เงินถึงแม้จะซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่เ้า้าในตอนนี้ ล้วนต้องใช้เงินซื้อทั้งนั้น จะงกไปทำไมไม่เข้าท่า พรุ่งนี้เ้าก็เอาไปซื้อสมุนไพรมาปรุงยาขายให้พวกมัน เป็อันใช้ได้แล้ว ตัวอย่างเช่นในสนามประลองของกลุ่มใบไม้หอมยังไงล่ะ"
มิเนอร์วาพยักหน้าหงึกหงักคิดตามคำพูดของผู้เป็อาจารย์ เด็กหนุ่มทุบมือ ร้องอ๋ออย่างตกตะลึงให้กับหัวการค้าของแอสคลีเพียส ส่วนอีฟริทยังคงเงียบงันไม่เอ่ยคำใด ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ และทั้งคืนนั้นสมองความคิดทั้งหมด ก็จมอยู่กับการปรุงยาขายในวันพรุ่งนี้
ในตอนเช้าของอีกวัน หลังจากไปวิ่งออกกำลังกายและทำกิจวัตรประจำวันเสร็จ มิเนอร์วาก็ตรงดิ่งไปที่ตลาดขายสมุนไพร เงินที่เหลือเกือบทั้งหมดถูกกว้านซื้อสมุนไพรมากมาย พอได้ของครบที่หมายต่อไปก็คือห้องทดลองของทางสถาบันที่มีอุปกรณ์ครบครัน ยาจำนวนมากถูกปรุงออกมาทันทีหลายสิบขวด
มีทั้งยาฟื้นฟูพลังกาย ยาฟื้นฟูพลังิญญา ยาที่หยิบยืมเอาแรงพลังมาใช้ล่วงหน้าโดยแลกมากับอาการหมดแรงทันทีหลังหมดฤทธิ์ยา ยาห้ามเื รักษาาแ เรียกได้ว่าเด็กหนุ่มในตอนนี้คือโรงหมอเคลื่อนที่ ซึ่งพร้อมรักษาอาการาเ็ทุกชนิด การเรียนยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ความรู้ส่วนมากจะถูกยกระดับจนเกือบหมดแล้ว คาดว่าถ้าอยากยกระดับอีกครั้ง คงมีเพียงต้องหาทางไปหยิบยืมตำราหนังสือของสถาบันหลวงมาศึกษาเท่านั้น
"จริงด้วยสินะ… เหมือนจะเคยได้ยินดีเ้าพวกนั้นเรียกว่างานแลกเปลี่ยนอะไรสักอย่างประจำปี ถ้าข้าจำไม่ผิดน่าจะเหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือน แบบนี้ยิ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องรีบย่อยความรู้ในตอนนี้ อีกทั้งยังต้องหาคนมาสร้างอาวุธที่เหมาะสมให้กับตัวเองด้วย"
เด็กหนุ่มไม่อยากโดนรูดทรัพย์เป็ครั้งที่สองอีก และการมีอาวุธคอยปกป้องอันตราย ย่อมเป็เื่ที่ดีและไม่ผิดกฎ ตราบใดที่ไม่ฆ่าหรือทำให้อีกฝ่ายพิการ แต่การจะเลือกอาวุธที่เหมาะสมกับตัวเองย่อมต้องคิดให้ถี่ถ้วน หากใช้ของที่ไม่ถนัดจะกลายเป็ถ่วงแข้งถ่วงขาซะเปล่า
'กระบี่ ดาบ มีด หอก ธนู หน้าไม้ กระบอง โล่ พลอง?... ข้าไม่เคยใช้เลยสักอย่าง หรือจะใช้สนับมือดี?'
หากไม่เคยลองย่อมไม่รู้ว่าตนเหมาะกับสิ่งใด อีกอย่างตัวเด็กหนุ่มเองก็เป็มวยอยู่แล้ว จึงคิดว่าตัวเองเหมาะกับอาวุธที่ใช้โจมตีระยะประชิดแบบถึงตัวมากที่สุด เช่นมีดสั้นหรือไม่ก็สนับมือ แต่อีกใจหนึ่งก็เรียกร้องไปอีกทาง เนื่องจากในระยะประชิดและระยะแข้งยอดวิชามวยก็ไร้เทียมทานมากพออยู่แล้ว หากแต่ไม่มีกลเม็ดในการโจมตีระยะไกล จึงทำให้เสียเปรียบเวลาถูกรุมล้อมจากศัตรูจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวตลอดเวลา เมื่อเดินเปลี่ยวอยู่ผู้เดียว เป็การกระตุ้นเตือนใจตัวเอง ดังเช่นคำที่ว่า
'สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน คือสิ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตเติบโตในวันนี้'
เหตุการณ์ในวันนั้นก็จะเป็บทเรียน มอบประสบการณ์สอนใจให้รู้จักระวังตัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวให้กับเื่ไม่ดีที่เกิดขึ้น
"ฟู่… ในเมื่อเลือกไม่ได้ก็เอามันทั้งสามอย่างนั้นแหละ แต่ว่าระยะไกลจะเลือกอะไรดี?"