ทางด้านลูกหลานสกุลหลินและสกุลจง เวลานี้ก็สนิทสนมกันมากขึ้น สลับกันไปนั่งประจำอยู่ที่หอโอสถของทั้งสองตระกูลเพื่อช่วยงานไปด้วย ศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กันไปด้วย
หลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หง บัดนี้กลายเป็หลานรักของท่านปู่ห้า หลินกังเยว่ไปโดยปริยาย เพราะเหตุใดน่ะหรือ? นั่นต้องเริ่มมาจากแต่เดิมลูกหลานสกุลหลินวัยเยาว์เหล่านี้ที่ยังอยู่ร่วมตระกูลหลักได้ก็เพราะมีบิดามารดาที่ทำงานให้ตระกูลหลิน ถึงแม้จะฝึกฝนกันจนเข้าสู่ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์กันไปแล้วแต่ด้วยความยังเป็เด็กจึงทำตัวเอื่อยเฉื่อยกันไปอยู่บ้าง ประกอบกับผู้เยาว์ที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาวิชายุทธ์เหล่านี้ จะยังไม่ได้รับโอสถสนับสนุนทำให้การฝึกฝนเป็ไปอย่างเชื่องช้า
เมื่อครอบครัวหลินจงเว่ยมาเข้าร่วมตระกูลหลัก บุตรสาวของเขากลับสามารถช่วยให้สกุลหลินผลิตโอสถขึ้นมาได้มากมาย ตระกูลหลินมีโอสถในมือจำนวนมากขึ้นจึงได้แบ่งส่วนมาสนับสนุนผู้เยาว์
หลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หง “ผู้ซื่อสัตย์” จึงได้กระตุ้นให้เหล่าพี่น้องทำการฝึกฝนกันอย่างขันแข็ง หากเจอใครนั่งพักแอบอู้ก็จะลากไปฝึกซ้อมวิชายุทธ์ทันที
“พวกเราใช้ทรัพยากรของตระกูล เราต้องตอบแทนให้คุ้มค่าไม่อาจอยู่เฉยได้” นี่เป็หลักการของทั้งสองคน
เหล่าพี่น้องที่ถูก “เชื้อเชิญ” ให้ร่วมฝึกยุทธ์กันเป็ประจำต่างหน้าปูดตาบวม บ้างก็เอวเคล็ดขายอก ต้องวิ่งเข้าออกหอโอสถกันเป็ประจำ ในที่สุดทุกคนจึงต้องตั้งใจฝึกฝนกันอย่างหนักมิเช่นนั้นพวกเขาอาจไม่มีชีวิตเหลือรอดจากหลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หงก็เป็ได้
เมื่อเหล่าเด็กรุ่นเยาว์ต่างตั้งใจฝึกซ้อมวิชายุทธ์กันอย่างแข็งขัน บรรดาผู้สูงวัยกว่าและองครักษ์ไม่ว่าจะเป็สกุลหลินหรือคนต่างแซ่ ในมือยังได้รับตำรายุทธ์ขั้นกลางที่หลินกังเยว่นำมาใช้ฝึกสอนอยู่อีก พวกเขายิ่งมองดูเด็กๆฝึกฝนก็ยิ่งฮึกเหิม ต่างพาตัวเองออกมาฝึกฝนกันอย่างบ้าคลั่งเป็เหตุให้อาจารย์หลินกังเยว่ต้องไปขอร้องท่านพ่อบ้านใหญ่หลินตงให้ทำการขยายพื้นที่ลานฝึกซ้อมในจวนไปอีกเท่าตัว
เวลานี้ในลานฝึกซ้อมที่ได้รับการขยายพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเต็มไปด้วยบุรุษทั้งตัวเล็กตัวโต ยกลูกหินบ้างะโข้ามขอนไม้บ้าง ยกดาบฝึกซ้อมกันเต็มลานดูแล้วครึกครื้นยิ่งนัก ตำแหน่งหลานรักศิษย์โปรดของหลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หงก็มาด้วยประการฉะนี้
……….
“คำนับท่านปู่ใหญ่ ขอรับ” หลินเจียวหย่งผู้ซึ่งรับตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ของพี่น้องผู้หลอมโอสถรุ่นใหม่ คุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านปู่ผู้เป็ผู้นำตระกูล
“เจียวหย่งมีเื่อันใดเกิดขึ้น!!” หลินลี่หยางใกับการกระทำของหลานชายไปเล็กน้อย กับท่าทีที่นอบน้อมเป็พิเศษของเขา
แต่ยังไม่ทันจะได้รับคำตอบจากผู้เป็หลานชาย เื้ัของหลานชายห่างออกไปสักระยะกลับมองเห็นกลุ่มคนหัวดำแอบซุ่มดูปิดปากส่งเสียงหัวเราะกันคิกคัก
หลินเจียวหย่งหน้าแดงเถือกไปทั้งหน้าราวกับจะมีโลหิตไหลออกมาได้ ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าเงยขึ้นมาแม้เพียงนิด
‘เ้าพวกเด็กตัวเหม็น คอยดูเถิดว่าข้าจะจัดการพวกเ้าอย่างไร’ เขาลอบคิดในใจ
“หลานมาเพื่อขออนุญาตท่านปู่ขอรับ หลานคบหากับหลานสาวทางสกุลจงผู้หนึ่งมาสักระยะแล้ว บัดนี้ได้ตกลงกับนางไว้ว่าจะมาบอกกล่าวให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีขอรับ”
“ฮ่า…ฮ่า..ฮ่า…ดีๆๆๆ เ้าไม่ต้องกังวลข้าย่อมอนุญาตอยู่แล้ว เดี๋ยวข้าจะสั่งความหลินตงให้จัดการส่งแม่สื่อไปตามประเพณีไม่ให้บกพร่อง ดีๆๆ เป็หลานสาวสกุลจงยิ่งดี เ้าเตรียมตัวรอเป็เ้าบ่าวให้ดีเถิด ปู่จะจัดการให้เ้าเอง”
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วจวนตระกูลหลิน หลินหนิงชินผู้เก็บตัวอยู่ในเรือนพักอย่างเงียบเชียบจึงได้รับรู้ในภายหลัง นางเสนอให้สกุลหลินมอบสูตรตำรับโอสถ “พลิกฟ้า” ซึ่งเป็โอสถระดับ 3 ที่นางเพิ่งนำออกมาจากมิติเป็สินสอดมอบไปพร้อมกับสินสอดอื่นๆให้ตระกูลจง ว่าที่เ้าบ่าวและเ้าสาวล้วนเป็ทายาทผู้หลอมโอสถ การมอบสูตรโอสถลับให้เป็สินสอดย่อมเหมาะสมแล้ว
และแล้ววันมงคลระหว่างสองตระกูลใหญ่แห่งเมืองเป่ยถังก็มาถึง ก่อนหน้านี้หอโอสถสกุลหลิน และหอโอสถสกุลจงได้ทำการประกาศลดราคาโอสถทุกชนิดลงสองส่วนเป็ระยะเวลา 3 วัน เพื่อเป็การเฉลิมฉลองวันมงคลนี้
บรรดาผู้ฝึกปราณทั้งในเมืองเป่ยถังและเมืองใกล้เคียงต่างเก็บเงินไม่ยอมใช้จ่ายสิ้นเปลืองใดๆ เพื่อมารอซื้อโอสถราคาย่อมเยาตามกำหนดวันเวลา บัดนี้จึงได้มีจำนวนผู้คนมากเป็พิเศษอยู่ในเมืองเป่ยถัง ร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวและเป็การให้เกียรติสองตระกูลใหญ่ คนจำนวนมากที่เข้ามาล้วนทำให้กิจการร้านค้าต่างๆ ยิ่งคึกคักไปด้วย ทั่วทั้งเมืองเป่ยถังจึงพากันประดับประดาโคมไฟ และผ้าสีแดงเพื่อร่วมฉลองไปด้วยกัน
ผู้นำตระกูลหลินจงใจใช้โอกาสนี้แสดงพละกำลังของตระกูลให้คนภายนอกเห็น องครักษ์ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบขึ้นไปทุกคนในตระกูล ออกมาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดเส้นทาง จากจวนตระกูลหลินจนถึงจวนตระกูลจง พ่อบ้านหลินตงยังออกความเห็นให้พวกเขาแต่งเครื่องแบบชุดใหม่สีแดง-ดำ ยิ่งเพิ่มความเป็ระเบียบเรียบร้อยและน่าเกรงขาม
ตระกูลจงเองก็ส่งผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบขึ้นไปร่วมคุ้มกันขบวนส่งเ้าสาวและสินเ้าสาวอย่างไม่น้อยหน้า
ทุกตรอกซอกซอย ไม่ว่าจะที่ร้านน้ำชา ร้านอาหาร โรงเตี๊ยม แม้แต่ขอทาน ผู้คนล้วนแล้วแต่พูดถึงความแข็งแกร่งของทั้งสองตระกูลกันอย่างออกรส
“สินสอด เป็ถึงตำรับโอสถระดับสามเชียวนา ข้ายังเห็นของมีค่าอย่างอื่นอีกหลายหีบอีก ช่างสมกับเป็ตระกูลผู้หลอมโอสถโดยแท้จริง”
“พวกเ้าเห็นหรือไม่ แค่ลำพังองครักษ์พวกเขาก็ล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบกันทั้งหมดแล้ว ไม่รู้ว่าในจวนจะซ่อนเสือสิงห์ไว้ภายในอีกเท่าไร”
มีคนพูดเยินยอถึงความแข็งแกร่งของทั้งสองตระกูล ทำเอาบรรดาลูกค้าหลายสกุลที่อาศัยอยู่ในเมืองเป่ยถัง ปกติพวกเขาก็อุดหนุนโอสถของทั้งสองหอโอสถกันเป็ประจำอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำเยินยอเ่าั้ก็อยากจะโอ้อวดพละกำลังของตระกูลตนเองบ้าง กุลีกุจอส่งผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งในตระกูลตนออกมาช่วยรักษาความปลอดภัยตามถนนหนทางทั่วทั้งเมืองกันยกใหญ่
“โอ.. ผู้คนเมืองเป่ยถังนี่มิอาจดูแคลนได้เลย แต่ละตระกูลล้วนแต่มีผู้กล้า หากใครกล้าก่อเื่ขึ้นมาในเมืองนี้คงไม่มีโอกาสรอดกลับไปได้ง่ายๆ” ผู้ฝึกปราณต่างเมืองผู้หนึ่งเอ่ยกับสหายของเขา
"ข้าก็เห็นเช่นนั้น พวกเขาช่างสามัคคีมีน้ำใจกันทั่วทั้งเมืองนี่มันน่าใเกินไปแล้ว!!”
เสียงชื่นชมแว่วออกมาจากทั่วทุกทิศทางไม่ขาดปาก ผู้คนในเมืองเป่ยถังวันนี้ ล้วนยืดหลังขึ้นตรงได้มากกว่าเดิม หน้าตาก็ดูเหมือนจะกว้างขวางขึ้นกว่าเก่าอยู่มาก
……….
ส่งตัวเ้าสาวเข้าเรือนหอไปแล้ว หลินเจียวหย่งก็ออกมาคารวะสุรากับแขกที่มาร่วมอวยพร ผู้นำของทั้งสองตระกูลหลินและจงนั่งอยู่ด้วยกันเป็งานแรกในรอบหลายสิบปี คนตระกูลหลินต้อนรับแขกที่มาร่วมงานกันอย่างแข็งขัน รวมทั้งหลินหนิงชินที่เพิ่งจะปรากฏตัวเป็ครั้งแรกในฐานะผู้หลอมโอสถวัยเยาว์ ให้ผู้อื่นได้พบเห็น
เด็กหญิงวัย 10 ปีเศษที่มีรูปร่างเล็กแบบบางตัวสูงกว่าเด็กหญิงวัยเดียวกันอยู่เล็กน้อย ดวงหน้างดงามราวกับถูกวาดโดยจิตรกรมากฝีมือขณะนี้กำลังพูดคุยกับพี่น้องของนางด้วยกิริยาอ่อนหวาน
เมื่อนางแย้มยิ้มแต่ละครั้ง ผู้คนล้วนหุบปากสูดหายใจเข้าลึกยาวอย่างตกตะลึง หากนางกวาดสายตาไปทางใด ทั่วบริเวณนั้นล้วนเหม่อมองกันอย่างเลื่อนลอย
ผู้ใหญ่ล้วนมองนางด้วยสายตาชื่นชมรักใคร่เอ็นดูนางเป็เหมือนดังนางฟ้าตัวน้อยๆ เด็กชายหญิงวัยเดียวกันหากสบตานางต่างแก้มแดง ใจเต้นมือไม้ไม่รู้จะวางไปที่ใดทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว ภาพเหล่านี้จะงดงามมากยิ่งขึ้น หากว่าไม่มีคนมาคอยยืน “บัง”