ตอนที่ 6 ไอเทมสปีริตของเฟิร์ส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
สมคิดแม้จะบอกให้ลูกชายพักผ่อนแต่สุดท้ายทั้งเขาและลูกชายก็พูดคุยกันเกือบทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นเฟิร์สถูกนำตัวมายังห้องทดสอบพลังสปีริตสายตาของเขามองเครื่องมือประหลาดมากมายแม้ก่อนหน้านี้เขาจะฝันว่าตนเองหลุดเข้าไปยังโลกแห่งเวทมนตร์แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเป็อะไรที่เหนือกว่าเพราะมันคือเทคโนโลยีที่มีแต่ในนิยายที่เขาเคยอ่าน
“นั่นคือเครื่องวัดระดับพลังสปีริตจริงอยู่ว่าหลายคนจะมีการบ่มเพาะในระดับเดียวกันแต่พลังสปีริตของพวกเขากลับไม่เท่ากัน เครื่องนี้จึงเป็เครื่องวัดพลังของเวเนเตอร์”หญิงสาวในชุดเครื่องแบบเอ่ยอธิบาย
“อย่างกับเกมส์”เฟิร์สพูดในสิ่งที่ตนเองคิด
นั่นทำให้หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างยิ้มออกมา
“ใช่แล้วจ้ะ ถ้านับจากยุคของเธอเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เหมือนกับโลกในเกมส์”
ไม่นานหญิงสาวก็พาเด็กหนุ่มมาถึงห้องรูปทรงเหมือนกับพีระมิด
“เอาล่ะจ้ะ เชิญเข้าไปห้องนี้ได้เลยหลังจากเข้าไปแล้ว เธอต้องทำตามที่ระบบบอก ใช้เวลาไม่นาน” หญิงสาวกล่าวอธิบาย
เฟิร์สทำตามที่เธอพูดอย่างโดยดี ซึ่งด้านหลังกระจกใสที่เป็ห้องควบคุมมีพ่อของเขาเฝ้าดูอยู่
ความจริงแล้วเฟิร์สได้ฟังขั้นตอนนี้จากคำบอกเล่าของพ่อเมื่อคืนแล้วซึ่งเขาก็ไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาอะไร
ท่าทางของเขาในตอนนี้ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกตื่นเต้นดังที่ควรจะเป็เลยแม้แต่น้อยราวกับว่าเขาไม่ใช่เด็กชายอายุสิบหกอีกต่อไปแต่กลับเป็ชายในโลกแห่งความฝันที่มีอายุนับร้อยปี
ทุกคนที่เฝ้ามองต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็คิดแค่ว่าเด็กคนนี้มีความกล้าไม่เบา ไม่เหมือนคนทั่วไป
“ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เวเนเตอร์ที่เก่งกาจขึ้นมาก็ได้”ชายคนหนึ่งที่เป็พนักงานเอ่ยอย่างมีความหวัง
หากนิวโฮปภาคเหนือสามารถผลิตเวเนเตอร์ที่มีพร์ขึ้นมาได้แน่นอนว่านี่จะต้องเป็ความดีความชอบของพวกเขา อย่างที่บอกกันว่าเวเนเตอร์นั้นไม่ต่างจากนักเตะที่ฝีมือดีเมื่อมีคนเก่งๆ ในสังกัด พวกเขาก็เป็ทรัพย์สินที่มีค่าของนิวโฮปแห่งนั้นๆ
ดังนั้นแล้วในทุกครั้งที่มีผู้ตื่นจากนิทราพวกเขาก็คาดหวังเป็อย่างมากที่จะมีคนที่ล้ำค่าปรากฏขึ้นมา
เฟิร์สเข้าไปด้วยท่าทางที่สงบนิ่งลักษณะภายนอกของเขานั้นดูเ็าไม่น้อยราวกับว่าที่ผ่านมาเขาได้รับอิทธิพลจากใครบางคนจึงทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็แบบนี้
ภายในห้องเฟิร์สสังเกตเห็นถึงผลึกสีแดงที่แผ่พลังบางอย่างออกมามันถูกประดับไว้รอบด้านทั้งยังมีแผงวงจรเรืองแสงราวกับว่าภาพนี้หลุดออกมาจากหนังไซไฟ
“กรุณาทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อย่าต่อต้านพลังที่จะปรากฏขึ้นพลังสปีริตของคุณจะก่อร่างเป็ไอเทมเมื่อไอเทมปรากฏขึ้นมาประสบการณ์นี้จะเชื่อมต่อกับระบบประสาทของคุณ ทำให้การใช้งานครั้งต่อไปสามารถเรียกไอเทมสปีริตออกมาได้เพียงแค่คิดเท่านั้น”เสียงของระบบที่อยู่ภายในห้องกล่าวอธิบาย
นี่คือเทคโนโลยีที่นิวโฮปสร้างขึ้นผลึกสีแดงนั้นคือแร่ที่พวกเขาได้มาจากอบิสระดับสีแดงมันสามารถช่วยกระตุ้นพลังของเวเนเตอร์ได้ และทำให้เวเนเตอร์มือใหม่สามารถก่อไอเทมสปีริตของตนเองได้อย่างง่ายดายซึ่งแตกต่างกับ่ที่เวเนเตอร์ในยุคเริ่มแรกเป็อย่างมากเพราะพวกเขาเ่าั้จะต้องใช้เวลานับสิบนับร้อยวันกว่าจะสามารถก่อไอเทมสปีริตของตนเองออกมาได้
ทันทีที่เสียงของระบบกล่าวจบ ผลึกสีแดงที่เรียงรายก็เปล่งแสง
พรึบ! พรึบ!พรึบ!
ลำแสงสีแดงหลายสายพุ่งเข้าสู่ร่างของเฟิร์สเด็กหนุ่มยังคงสงบนิ่งเหมือนดังเริ่มแรก เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายถูกปลุกเร้าขึ้นมาทำให้รู้สึกเหมือนตนเองกำลังนั่งดูหนังระทึกขวัญ
ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นในฉับพลันแล้วตอนนั้นเองเขาก็ยื่นมือออกไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณ พลังสปีริตสีขาวผุดออกมาจากปลายนิ้วของเขาหลังจากที่ปรากฏออกมามันก็ค่อยๆควบแน่นจนก่อรูปร่างกลายเป็ไอเทมชิ้นหนึ่งปรากฏแก่สายตา
ผู้คนที่เฝ้ามองดูอยู่อีกอีกฟากหนึ่งของกระจกนิรภัยใบหน้าเจื่อนลงแม้แต่ในแววตาของคมสันก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กๆ
ทั้งหมดนี้เพราะพวกเขาได้เห็นไอเทมสปีริตของเฟิร์สนั่นเอง
แน่นอนว่าเฟิร์สสามารถก่อร่างไอเทมสปีริตได้สำเร็จแต่ไอเทมสปีริตของเขาคือ “เข็มสีขาว” เพียงเล่มเดียวเท่านั้น
“น่าเสียดาย” พนักงานคนหนึ่งอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
แม้พนักงานคนอื่นจะไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาแต่สีหน้าและแววตาของพวกเขากลับแสดงออกด้วยความรู้สึกที่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตามการจะให้กำเนิดเวเนเตอร์คนหนึ่งก็เหมือนกับซื้อหวยมันยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีไอเทมสปีริตไร้ประโยชน์เช่นนี้
ทางด้านเฟิร์สที่ได้ัักับเข็มสีขาวที่เป็ไอเทมสปีริตกลับรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเขาแบมือของตนเองออก แล้วเข็มสีขาวเล่นนั้นก็ลอยอยู่กลางฝ่ามือ
เมื่อความคิดของเขาแล่นออกไปเข็มสีขาวเล็มนั้นก็ขยับได้ตามความคิด มันกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆอยู่บนฝ่ามือของเขา
ผู้คนที่ได้เห็นรู้สึกประหลาดใจบ้างเล็กน้อยที่เฟิร์สสามารถควบคุมไอเทมสปีริตได้ดั่งใจนึกแม้จะเป็ครั้งแรก
“น่าเสียดายความสามารถนี้แต่ไอเทมสปีริตของเขาไร้ประโยชน์เกินไป เข็มเล็กๆ เล่มนั้นไม่มีทางทำร้ายมอนสเตอร์ได้แน่”พนักงานคนหนึ่งกล่าวอย่างเสียดาย แม้แต่คมสันเองก็อดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้น
การควบคุมไอเทมสปีริตให้ลอยไปมาได้ตามใจนั้นเป็ความสามารถที่หากได้ยากแต่เข็มของเฟิร์สนั้นเล็กเกินไป คาดว่าขนของมอนสเตอร์บางตัวยังใหญ่กว่าเข็มเล่มนั้นด้วยซ้ำและไอเทมสปีริตที่เล็กขนาดนี้ย่อมไม่มีทางเจาะร่างมอนสเตอร์ที่มีหนังหรือกระดองหนาๆได้แน่
ก่อนหน้านี้เวเนเตอร์ที่ได้รับไอเทมสปีริตประเภทเข็มก็ไม่ได้มีแค่เฟิร์สคนเดียวมันยังมีอีกเป็จำนวนไม่น้อย ซึ่งพวกเขาเ่าั้ก็ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จในอาชีพเวเนเตอร์แม้จะทดลองอย่างยากลำบากก็ตาม สุดท้ายพวกเขาก็ยอมแพ้และหันไปเอาดีด้านเย็บปักเสื้อผ้าของคนธรรมดาแทนหรือไม่ก็เลิกใช้ความสามารถนี้ไปในที่สุด
ในสายตาของคนภายนอกไอเทมสปีริตประเภทเข็มจึงจัดอยู่ในประเภทที่ไร้ประโยชน์ในการต่อสู้แม้แต่ในสายสนับสนุนก็ไม่สามารถเป็ได้
ทว่า
ระหว่างที่ทุกคนกำลังผิดหวังกับไอเทมสปีริตของเฟิร์สนั่นเองตัวเฟิร์สที่เป็เ้าของกลับไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังหรือด้อยค่าเช่นนั้น
เขาสามารถควบคุมเข็มที่ลอยไปมาได้ดั่งใจใบหน้าที่เคยเ็าบัดนี้มุมปากกลับเผยรอยยิ้มออกมา
‘ความรู้สึกนี้! ...ไม่ต่างจากการควบคุมกระบี่ในฝันเลย’เฟิร์สหวนคิดไปถึงเื่ที่เจอในความฝันนั่นคือการที่เขาได้พบกับอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่และได้รับมรดกจากเซียนกระบี่ที่ล้ำเลิศคนหนึ่ง
ในความฝันเขาถึงกับก้าวสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการฝึกตนและจะได้ก้าวเดินในเส้นทางของเซียน
แต่น่าเสียดายที่เขาต้องตื่นจากความฝันแม้ฝันนั้นจะเป็เื่จริงมากก็ตาม
เขายังพอจะจดจำรายละเอียดการฝึกกระบี่ได้การฝึกฝนกระบี่คือการฝึกใช้กระบี่ ไม่ใช่ใช้วิชากระบี่ การฝึกนี้ถึงเรียกว่าฝึกกระบี่
การฝึกกระบี่มุ่งเน้นที่วิถีกระบี่
ก้าวแรกของการฝึกฝนวิถีกระบี่คือการใช้กระบี่โดยให้คนกับกระบี่รวมเป็หนึ่ง
คนคือกระบี่ กระบี่คือคนเพราะเหตุนี้จึงสามารถควบคุมกระบี่ได้ดั่งใจ
เฟิร์สในตอนนี้กำลังควบคุมเข็มสีขาวเล่มเล็กความรู้สึกของเขาจึงไม่ต่างไม่จากคนกระบี่รวมเป็หนึ่งเลยแม้แต่น้อยเพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาควบคุมอยู่ไม่ใช่กระบี่เท่านั้นเอง
‘ไม่ใช่สิ ... ครั้งหนึ่งมีคนพูดว่า... หากใจคือกระบี่ ทุกสิ่งก็คือกระบี่ ต่อให้เป็ใบหญ้าเพียงแค่ใบเดียวก็สามารถใช้มันเป็กระบี่ได้หากใจเราคือกระบี่’
ตอนนั้นเองดวงตาของเฟิร์สก็เป็ประกายขึ้นเข็มเล่มเล็กที่มีขนาดเพียงแค่หนึ่งนิ้วพลันส่องประกายที่แหลมคมออกมาเช่นกัน
น่าเสียดายที่ภาพนี้ผู้คนไม่อาจสังเกตเห็นได้เว้นเสียแต่ว่าจะมียอดฝีมือที่เก่งกาจอยู่ที่นี่
@font-face{font-family:"Cordia New";panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;mso-font-charset:222;mso-generic-font-family:swiss;mso-font-pitch:variable;mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;}@font-face{font-family:"Cambria Math";panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4;mso-font-charset:0;mso-generic-font-family:roman;mso-font-pitch:variable;mso-font-signature:3 0 0 0 1 0;}@font-face{font-family:Calibri;panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4;mso-font-charset:0;mso-generic-font-family:swiss;mso-font-pitch:variable;mso-font-signature:-536859905 -1073732485 9 0 511 0;}p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal{mso-style-unhide:no;mso-style-qformat:yes;mso-style-parent:"";margin:0cm;mso-pagination:widow-orphan;font-size:12.0pt;mso-bidi-font-size:15.0pt;font-family:"Calibri",sans-serif;mso-ascii-font-family:Calibri;mso-ascii-theme-font:minor-latin;mso-fareast-font-family:Calibri;mso-fareast-theme-font:minor-latin;mso-hansi-font-family:Calibri;mso-hansi-theme-font:minor-latin;mso-bidi-font-family:"Cordia New";mso-bidi-theme-font:minor-bidi;}.MsoChpDefault{mso-style-type:export-only;mso-default-props:yes;font-family:"Calibri",sans-serif;mso-ascii-font-family:Calibri;mso-ascii-theme-font:minor-latin;mso-fareast-font-family:Calibri;mso-fareast-theme-font:minor-latin;mso-hansi-font-family:Calibri;mso-hansi-theme-font:minor-latin;mso-bidi-font-family:"Cordia New";mso-bidi-theme-font:minor-bidi;}div.WordSection1{page:WordSection1;}