เมื่อเทียนิเก็บคำภีร์กลืน์ไว้ในอกเสื้อแล้วเขาก็นั่งลงทำมาหากินต่อไป ผู้คนมากหน้าหลายตา เดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็เพียงเดินผ่านไปโดยที่ไม่มีใครจะสังเกตุเห็นเขาที่นั่งขอทานอยู่เลยสักคน จนหนึ่งชั่วยามได้ผ่านไป ก็ไม่มีวี่แววของเศษเหรียญที่จะตกกระทบชามโกโรโกโสนี่เลย
“บัดซบ... ทำไมวันนี้ถึงได้ซวยขนาดนี้วะเนี่ย เพราะเ้าขอทานเฒ่านั่นแน่ๆ มันต้องเป็ตัวซวยแน่นอน มีหวังวันนี้ข้าได้อดตายแน่”
เทียนินั่งอยู่ต่ออีกสักพักก็ยังไม่ได้เงินสักเหรียญเดียว เขาเลยนึกขึ้นได้ว่าในอดีตตอนที่เขาเป็นายน้อยตระกูลเทียน เขาได้ช่วยเหลือเหล่าบรรดานางคณิกาไว้มากมาก บางนางมารดาป่วยหนักเขาก็ได้ให้เงินไปช่วยเหลือค่ารักษา บางนางบ้านไฟไหม้เขาก็ได้ให้เงินไปสร้างบ้านใหม่ บัดนี้ถึงเวลาเขารำบาก เขาคงจะหวังพึ่งพิงพวกนางได้บ้าง เมื่อคิดได้ดังนั้น เทียนิจึงเก็บอุปกรณ์ทำมาหากินแล้วลุกขึ้นยืนหมายจะไปขอความช่วยเหลือจากบรรดานางๆเ่าั้
ณ.หน้าหอสุขสันต์
“เสี่ยวหนิง เ้าช่างร้องรำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ข้านายน้อยชมชอบยิ่ง มาๆ มานั่งรินเหล้าให้ข้านายน้อยเร็ว”
บุรุษหนุ่มอายุ 19 ปี รูปร่างสง่างาม กล่าวชื่นชมสตรีนางหนึ่งขณะกำลังร้องรำประกอบเสียงพิน ได้ยินดังนั้นนางก็ค่อยๆเรียบเคียงเข้าหานายน้อยผู้นั้นและส่งสายตาลึกซึ้งไปยังบุรุษตรงหน้าไม่ขาด มือที่เรียวงามค่อยๆกรีดกรายไปยังเหยือกสุรา และบรรจงยกจอกสุราขึ้นมารินใส่จอกหยกที่อยู่ในมือของบุรุษตรงหน้าอย่างอ่อนช้อย สีหน้าของบุรุษหนุ่มผู้นี้บ่งบอกถึงความพึงพอใจ แล้วจึงเอื้อมแขนอีกข้างเข้ามาโอบที่เอวที่บอบบางของนาง แล้วจึงดึงนางเข้ามานั่งบนตักพร้อมทั้งยกจอกสุราในมือขึ้นมาดื่มด้วยสีหน้าเบิกบาน ช่างเป็การดื่มสุราเคล้านารีโดยแท้
ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเปิดประตู ปรากฎเป็เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งเดินเข้ามา
“ขออภัยนายน้อยจาง แม่นางเสี่ยวหนิง ข้างนอกมีคนบอกว่าเป็ญาติของเ้า เขา้าที่จะพบเ้า เห็นว่าเป็เื่ด่วน”
ได้ยินดังนั้นสีหน้าของเสี่ยวหนิงก็บ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิด ‘ญาติ ? ใครกัน ข้ามีญาติด้วยหรือ ข้าเป็เด็กกำพร้า.... ช่างเถอะ ออกไปดูเดี๋ยวก็รู้’ คิดได้ดังนั้นนางจึงขออนุญาตจากนายน้อยคนนั้น เมื่อเห็นว่าเขาไม่ว่าอะไรนางจึงค่อยๆลุกจากตักของบุรุษหนุ่มและส่งสายตาหวานซึ้งบอกเป็นัยว่ารอสักครู่แล้วจะกลับมาสนุกกันใหม่
เมื่อออกมาจากห้อง นางก็เดินตามเสี่ยวเอ้อลงบรรไดมายังชั้นล่าง เสี่ยวเอ้อก็เดินนำนางมาทางประตูหลัง เสี่ยวเอ้อได้บอกกับนางว่าเป็บุรุษคนหนึ่งรอนางอยู่ด้านหลังของประตู นางได้พยักหน้าตอบกลับและบอกให้เสี่ยวเอ้อกลับไปทำงานของตนก่อน ด้วยความสงสัยว่าบุรุษข้างนอกประตูที่รอพบนางเป็ใคร นางจึงเปิดประตูออกไป เมื่อประตูเปิดออกก็เผยให้เห็น บุรุษหนุ่ม อายุประมาณ 16 ปี หน้าตาซีดเซียว ผอมแห้ง เนื้อตัวมอมแมม กำลังยืนยิ้มแฉ่งให้นาง สภาพแบบนี้บ่งบอกได้เลยว่า นี่มันขอทานนี่นา ‘บัดซบ เดี๋ยวนี้ขอทานในเมือง หากินถึงขนาดนี้เลยหรอ ถึงขนาดกล้าหลอกว่าเป็ญาติข้าเพื่อที่จะล่อลวงข้ามาขอทานนี่นะ .. เดี๋ยวนะ.. ทำไมหน้าเขาดูคุ้นๆ’ เมื่อเธอครุ่นคิดได้สักพักว่าเหมือนเคยเจอขอทานคนนี้ที่ไหนมาก่อน ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังเข้ามาในหู
“ไง เสี่ยวหนิง....สบายดี ?”
เมื่อนางได้ยินเสียงนี้ที่เรียกชื่อของนาง ในสายตานางก็ปรากฎภาพของบุรุษรูปงาม แต่งตัวภูมิฐานบ่งบอกว่าเป็นายน้อยเ้าสำราญ ซ้อนทับกับขอทานน้อยตรงหน้า สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไป เธอกล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“น...นายน้อยเทียนิ.. ท่านคือนายน้อยเทียนิใช่ไหม ? ท่านยังไม่ตายหรือ ทำไมท่านถึงมีสภาพเยี่ยงนี้ได้ ?”
เมื่อนางระบุตัวตนของขอทานน้อยตรงหน้าได้แล้ว สีหน้าของนายก็แสดงถึงความวิตกกังวล ไม่ใช่กังวลกับชีวิตความเป็อยู่ของเขา ซึ่งข่าวเื่ที่เกี่ยวกับการแย่งชิงตำแหน่งประมุขของตระกูลเทียนซึ่งเป็ถึงมหาอำนาจ 1 ใน 3 ของเมืองเมฆาล่อง นางที่อยู่ในหอสุขสันต์ย่อมเคยได้ยินพวกบรรดานายน้อยทั้งหลายสนทนากัน นางได้รู้มาว่าหลังจากที่รองผู้นำตระกูลทียนชิงหง สมคบคิดกับาุโสำนักกระบี่ดาวตกซึ่งาุโคนนั้นคือบิดาของภรรยาของรองประมุขเทียนชิงหงนั่นเอง เมื่อสังหารอดีตประมุขแล้วก็ได้ทำลายครอบครัวของเขาจนหมดสิ้น เดิมทีนางคิดว่าบุรุษตรงหน้าได้ตายไปแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าเขากลับรอดมาได้ ดังนั้นนางจึงกังวลเื่ที่นางได้ติดหนี้ชายหนุ่มคนนี้ไว้ถึง 10 เหรียญทอง ถ้าเขามาเพราะเื่นี้นางจะเอาจากไหนไปคืนได้เล่า เพราะนางได้เล่นพนันจนเสียหมดแล้ว
“ใช่แล้ว ข้าคือเทียนิ ข้ายังไม่ตาย วันนั้นต้องขอบคุณหอสุขสันต์ของเ้า ถ้าคืนนั้นข้าไม่ได้เมามายในหอสุขสันต์ของเ้า ข้าคงจะต้องตายไปแล้ว”
เทียนิตอบกลับไปด้วยสีหน้าขมขื่น เพราะว่าตอนนั้นหลังจากที่สร่างเมาเขาก็ได้กลับไปยังตระกูลเทียน แต่ในระหว่างทาง เขาได้พบกับข้ารับใช้ในบ้าน ที่วิ่งมาด้วยสีหน้าแตกตื่น เขาจึงรั้งมันไว้ แล้วจากนั้นข้ารับใช้คนนั้นก็ได้เล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง รวมถึงเื่ที่ ครอบครัวของเขา ทั้งบิดา มารดา ต่างตกตายหมดสิ้นด้วยน้ำมือของอาแท้ๆของเขา ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อ จึงรีบวิ่งไปยังทิศทางที่ตั้งของตระกูลเทียน แต่พอใกล้จะถึง เขาก็ได้เห็นสภาพของพื้นที่โดยรอบ มีผู้คนาเ็ ล้มตาย บ้างก็ร้องห่มร้องให้ เรียกชื่อของบิดาของเขา ผู้นำตระกูลเทียนสง ได้ตายไปแล้ว เมื่อรู้ว่าเป็เื่จริง เขาจิงรีบหนีออกมาจากตรงนั้น ด้วยความโศกเศร้า และโกรธแค้น
“เสี่ยวหนิง ที่ข้ามาวันนี้ เพราะ้าความช่วยเหลือ ตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลย ข้าจำได้ว่าวันนั้นตอนที่แม่เ้าป่วย ข้าได้ช่วยเหลือเ้าเป็เงิน 10 เหรียญทอง เ้าสัญญาว่าจะคืนข้า ตอนนี้ข้าหวังว่าเ้าจะคืนข้ามา ไม่ต้องถึง 10 เหรียญทองหรอก ข้าขอแค่ 1 เหรียญทองเท่านั้น หนี้ของเราถือว่าจบกันดีไหม ?”
เทียนิที่อดอาหารมาทั้งวัน ตอนนี้จึงร้อนเงินสุดๆ ถึงกับลดหนี้ให้ เหลือแค่ 1 ใน 10 โดยหวังว่านางจะทราบซึ้งแล้วรีบคืนเงินมาโดยเร็ว เมื่อเสี่ยวหนิงได้ยินดังนั้นก็หน้าซีด ‘นี่เขามาทวงเงินข้าจริงๆ ข้าจะเอาเงินจากไหนไปคืนเขาเล่า ทั้งเนื้อทั้งตัวมีไม่ถึง 10 เหรียญเงิน ไม่ได้ข้าต้องไล่เขาไป สภาพเขาตอนนี้ ถึงข้าจะชักดาบ เขายังจะกล้าทำอะไรข้าได้’ เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงตอบกับไปด้วยสีหน้าหงุดหงิด เปี่ยมโทสะ
“บัดซบ !.. เ้าขอทาน เ้าช่างกล้านักนะ แกล้งหลอกว่าเป็ญาติข้าไม่พอ แล้วยังกล้ามารีดไถเงินข้าอีกหรือ ไปเลยนะ ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า เพ้ย.. ว่าข้าติดเงินเ้า 10 เหรียญทอง ดูสารรูปเ้า 1 เหรียญ เงินเ้าก็คงไม่มี ถ้าใน 10 ลมหายใจข้ายังเห็นหน้าเ้าอยู่อีกข้าจะเรียนคนมาตีขาเ้าให้หัก ไสหัวไป”
เมื่อกล่าวจบนางก็ปิดประตูใส่หน้าเที่ยนิดังปัง ด้วยความที่ไม่ได้กินอะไรมาั้แ่เมื่อวานทำให้เขาถูกประตูกระแทกจนล้มลง แม้ในใจจะเ็ป ที่เห็นคนที่เขาเคยให้ความช่วยเหลือเนรคุณ และขับไล่ไสส่งเขาอย่างกับหมูกับหมา เขาก็ได้แต่เดินคอตกกลับไป เื่ที่จะไปขอเงินพวกนางคนอื่นๆน่ะหรือ ลืมมันไปได้เลย วันนี้เขาได้เห็นธาตุแท้ของคนแล้ว คนพวกนี้ก็แค่พวกหน้าไหว้หลังหลอก ยามเรามั่งมีก็มาเอาอกเอาใจ แต่พอเรารำบาก ข้าวสักชาม ก็คงจะไม่ได้จากคนพวกนี้ หลังออกจากซอยหลังหอสุขสันต์มาแล้ว เขาก็ไม่ได้กลับไปนั่งขอทานต่อ เขาเดินกลับไปยังศาลเ้าร้าง ด้วยร่างกายที่อ่อนแรง เมื่อมาถึงเขาก็เดินคอตกไปที่มุมหนึ่งของวัดร้างแล้วทรุดตัวลงนั่งกอดเข่า ร้องไห้
“ฮือ... ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วที่ท่านตำหนิข้า เป็ข้ามันโง่เองหลงคิดได้ยังไงว่า คนพวกนั้นมันจะจริงใจ ข้ามันโง่ ฮือๆๆ... ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน... ”
ขญะที่กำลังรำพึงรำพันคิดถึงอดีตอันแสนเ็ปอยู่นั่นเอง เขาก็ได้ยินเสียงสบดดังขึ้นมา
“บัดซบ ! ..เ้าจะร้องไห้ทำไมหนักหน้า เ้าเป็สตรีน้อยหรืออย่างไร น่ารำคาญเสียจริง”
เทียนิสดุ้งโหยง ขนทั้งตัวลุกซู่ รีบหันรีหันขวาง หาที่มาของเสียง เขาหันมองดูสักพักก็ยังหาไม่เจอ เขาจึงถามกลับไปด้วยเสียงที่สั่นเทา
“น...นั่นใคร ? ค...ใครที่กำลังพูดกับข้า”
“เฮ่อ..... หยุดร้องสักที สิ่งที่ข้ารังเกียจที่สุดก็คือ การที่ต้องมาเห็นผู้ชายร้องไห้อย่างกับอิสสตรี ข้าถามเ้าหน่อยว่า เ้าร้องให้แล้วมันจะมีอะไรดีขึ้น มันทำให้เ้ากลายเป็ยอดยุทธ์ไร้เทียมทานหรือไง”
เสียงของบุรุษที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเชิงตำหนิ เสียงนี้เหมือนกับว่ามันดังอยู่ข้างในจิตใจเขาโดยตรง ทำให้เทียนิตื่นตระหนกขึ้นมา
“ผะ.. ผะ...ผี .... ผีหลอกข้าแล้ววววว เหวอออออออ...”
“หน๋อยยย ... ไอ้เด็กเปรด ... กล้ามาว่าข้าเป็ผี น้องสาวเ้าสิ เป็ผี ปัดซบ !!! ข้าผู้นี้คือจิติญญาสถิตคำภีร์ ของคำภีร์กลืน์”
ได้ยินดังนั้น เที่ยนิก็ตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมอีก ‘ชิบหายยยย คำภีร์นี้ มันคำภีร์ผีสิง’ เทียนิละเลิกละลัก มือที่สั่นเทารีบคลำหาบริเวณอกเสื้อ เมื่อพบตำแหน่งแล้ว จึงรีบหยิบคำภีร์ออกมาแล้วรีบขว้างออกไปสุดแรง แต่ไม่คาดคิด คำภีร์นั้นกลับไม่ได้ลอยไปไกลดั่งที่ใจคิด มันกลับลอยอยู่ตรงหน้าของทียนิ จากนั้นก็ค่อยๆเรืองแสงออกมา แสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนเทียนิไม่สามารถที่จะลืมตามองได้ ผ่านไปไม่นานคำภีร์เล่มนั้นก็หดตัวลงมาจนกลายเป็ก้อนแสงสีทอง พริบตาก้อนแสงสีทองนั้นก็พุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของเทียนิ เทียนิรู้สึกเหมือนกับว่าหว่างคิ้วของเขามีอะไรกระทบเข้ามาอย่างแรงแล้วแทรกซึมเข้ามา ความรู้สึกเ็ปได้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมทำให้เขาไม่สามารถคงสติไว้ได้สืบไป จนหมดสติไปในที่สุด