“อี๋ ทำไมมันจืดขนาดนี้อย่าบอกนะว่าแม้แต่เกลือก็ยังหวงน่ะ”
“ดูฉันสิมีไชเท้าแค่ชิ้นเดียว กับน้ำซุปจืดๆ”
“สองเฟินมองยังไงก็ไม่สมราคา”
พอเริ่มมาคนวิจารณ์คนแรก คนต่อมาก็พูดบ้าง อันที่จริงถ้าไม่นับเื่ที่แย่งที่ของเสิ่นชิงหลัวและขายสินค้าตาม เ้าของร้านนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ของทุกอย่างก็คุณภาพตามราคา ยุคนี้มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่คุณภาพเกินราคา
“แต่มันก็ปกติไม่ใช่เหรอ สองเฟินได้เท่านี้ก็ดีแล้ว ที่นี่เป็ที่แรกเลยนะที่ฉันเห็นมีซุปขาย ช่วยให้คลายหนาวได้ดีเลยล่ะ” ขาจรคนหนึ่งเอ่ย
“ก็แล้วแต่นายแต่ฉันไม่เอาด้วยหรอก ไปซื้ออีกร้านดีกว่าแพงกว่ากันแค่เฟินเดียวแต่ได้ผักเยอะกว่า รสชาติซุปก็ดีกว่า เมื่อวานฉันถึงกับเก็บเอาไปฝัน”
ราวกับโฆษณาชวนเชื่อ หลายคนอยากรู้ว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้บอกเป็เื่จริงดังคำอวดอ้างหรือเปล่า ดังนั้นคนที่พอจะมีเงินหน่อยจึงตัดสินใจซื้อซุปของทั้งสองร้านไปเปรียบเทียบกัน
“ฉันยอมจ่ายเพิ่มอีกสักหน่อยถ้าได้ซุปรสชาติดีขนาดนี้!”
เสียงอุทานนั้นไม่เบาเลย จนแม่ค้าร้านซุปสองเฟินใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยว
“ถ้าฉันขายราคานั้นก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกันนั่นแหละ”
แต่ถึงจะมีเื่ราวเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้น ร้านซุปสองเฟินและร้านของเสิ่นชิงหลัวก็ขายหมดกันทั้งคู่
แม่เฒ่าเสิ่นรีบเก็บเงินเข้าอก ก่อนจะเอ่ยกับเสิ่นชิงหลัวด้วยความระแวดระวัง เธออยากจะรีบกลับไปนับเงินใจจะขาด
“รีบกลับกันเถอะ”
“ย่าออกไปรอฉันอยู่ที่สถานีก่อนนะคะ ฉันจะเอาเกวียนไปซื้อของในตลาดสำหรับพรุ่งนี้แล้วจะรีบกลับมา”
“ทำไมไม่ไปพร้อมกันล่ะ”
เสิ่นชิงหลัวหยุดคิดครู่หนึ่ง แม้อากาศจะอุ่นขึ้นกว่าเมื่อวาน แต่เธอก็ไม่อยากให้ย่าเสิ่นต้องเดินไปพร้อมกัน แค่เดินมาในอำเภอก็ทรมานเอาการแล้ว
“ไม่ปลอดภัยค่ะ ฉันกลัวเราจะทำเงินหล่น”
ได้ยินแบบนี้ย่าเสิ่นก็เห็นด้วย เงินในอกเธอมีมากเสียยิ่งกว่าเงินเก็บในบ้านอีก
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาเงินนี่ไปนะ รีบซื้อวัตถุดิบ รีบไปรีบกลับ” ย่าเสิ่นควักเงินจำนวนหนึ่งส่งให้เสิ่นชิงหลัว
“ฉันจะรีบกลับมาค่ะ” เมื่อได้รับเงินแล้วหญิงสาวก็รีบคว้าเกวียนลากไปยังที่ตั้งของสหกรณ์ค้าเนื้อที่เป็ของรัฐบาล
ยุคนี้ไม่ว่าจะหมูหรือไก่ล้วนยังเป็สิ่งที่หาไม่ง่าย แต่ย่อมง่ายกว่า่ยุคก่อน ทว่าจำนวนสินค้าที่ขายยังคงมีไม่พอต่อความ้าของผู้คน
เสิ่นชิงหลัวได้โครงไก่มาเพียงสองโครง ส่วนไข่นั้นเธอซื้อมันจากชาวบ้านที่หาบไข่มาแบกะดินขาย แม้จะราคาแพงกว่าในสหกรณ์สักหน่อยแต่ก็สามารถซื้อได้จำนวนมากกว่า อีกอย่างยังถือว่านี่เป็การอุดหนุนชาวบ้านด้วยกันด้วย
พอได้ของสองอย่างนี้แล้วเสิ่นชิงหลัวก็จัดมันลงในเกวียนแล้วเอาหม้อปิดพวกมันไว้เพื่อจะได้ไม่เป็เป้าสายตาคนในหมู่บ้าน จากนั้นก็หาจุดลับสายตาเติมโครงไก่เพิ่มอีกห้าโครงและผักอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะลากเกวียนกลับไปรับคุณย่าเสิ่น
สองย่าหลานใช้เวลาเร็วกว่าตอนมาเนื่องจากไม่มีน้ำซุปและไข่ต้มชาแล้ว ก็เลยไม่ต้องระวังว่ามันจะหก อีกทั้งความกระวนกระวายของย่าเสิ่นก็เป็ส่วนหนึ่งให้หล่อนเดินฉิวนำหน้าหลานสาวไป
เมื่อมาถึงบ้านหญิงชราก็รีบปิดประตู แล้วเทเงินลงบนเตียงเตาเพื่อนับยอดขายวันนี้
“41 หยวนกับอีก 5 เหมา!!” คุณย่าเสิ่นมือไม้สั่น จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ
“ถ้าได้แบบนี้ทุกวันก็ดีสิ หลานจะได้มีเงินไปเรียนมหาวิทยาลัย”
“ยังเหลือเวลาอีก 15 วันก่อนจะถึงเวลาส่งรายชื่อ ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ ทั้งเื่เรียน...ทั้งเื่เงิน จะได้ไม่เป็ภาระของใคร”
แม่เฒ่าเสิ่นถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “อย่าเก็บคำพูดของแม่หลานมาใส่ใจเลยนะ ถ้าหลานอยากทำอะไร ยายแก่คนนี้จะสนับสนุนเอง”
นับั้แ่นางหลี่เจี๋ยทิ้งลูกสาวของตัวเองไว้ให้ตนดูแล แม่เฒ่าเสิ่นก็ถือว่าตนเองเป็ผู้ปกครองของเสิ่นต้ายาั้แ่ตอนนั้นมา
เสิ่นชิงหลัวมองอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณค่ะย่า ฉันจะขายของในตลาดนกพิราบอีกไม่นานหรอกค่ะ”
เื่นี้ไม่ปลอดภัยเลยจริงๆ หากเป็ไปได้เสิ่นชิงหลัวก็ไม่อยากแตะต้องเื่พวกนี้ในเวลานี้ ทหารแดงเธอไม่กลัว กลัวก็แค่ชาวบ้านจะรู้เื่ แล้วเธอจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร แต่ถ้าไม่ให้คนรู้เลยก็จะไม่มีที่มาที่ไปของเงิน
เฮ้อ ช่างลำบากใจ
“เฮ้ จะขอบคุณอะไร ครอบครัวเรามีกันแค่นี้”
สองย่าหลานมองหน้ากันแล้วหัวเราะ เพื่อไม่ให้อารมณ์ที่ดีจากการค้าขายถูกแทนที่ด้วยความเศร้า เสิ่นชิงหลัวจึงริเริ่มเปลี่ยนเื่
“ถึงวันนี้จะมีร้านที่ขายสินค้าเหมือนกันแต่ของที่เราเตรียมไปก็ขายจนหมดเกลี้ยง ฉันยังเห็นว่ามีหลายคนที่รอต่อแถวแต่ของดันหมดเสียก่อน ก็เลยคิดว่าวันพรุ่งนี้จะเพิ่มปริมาณไข่ต้มใบชาเป็ 100 ฟอง ย่ายังพอจะหาไข่จากคนในหมู่บ้านได้หรือเปล่าคะ”
แม่เฒ่าเสิ่นย่นคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไป
“อืม ก็พอจะหาได้ถ้าซื้อจากบ้านอื่น เพราะของบ้านหลินเราใช้ไปวันนี้ทั้งหมดแล้ว แต่ว่าทำแบบนี้จะดีหรือ? ถ้าคนอื่นถามล่ะ”
มาอีกแล้ว ความกังวลเดียวกับเมื่อวาน..
“ย่าอย่ากังวลไปเลยค่ะ ถ้ามีใครถามก็บอกว่าเราส่งสินค้าให้กับทางร้านอาหารของรัฐ”
เมื่อเห็นท่าทีที่สุขุมใจเย็นกอปรกับวาจาที่มีเหตุผลของหลานสาว แม่เฒ่าเสิ่นจึงรู้สึกมั่นใจขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นก็รอย่าอยู่ที่นี่ ย่าจะไปหาซื้อไข่”
ว่าแล้วร่างกายชราก็รีบเดินดุ่มออกจากบ้านไปอย่างเร่งรีบ
และในระหว่างที่แม่เฒ่าเสิ่นออกไปหาซื้อไข่นั้น ทางเสิ่นชิงหลัวเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เธอคิดว่าอีกไม่กี่วันอาจจะมีร้านไข่ต้มชาและน้ำซุปผุดขึ้นมากกว่าสองร้าน จึงอยากจะรีบขายและรีบหยุดอาชีพนี้ ทางที่ดีควรสร้างจุดขายเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยแล้วเร่งกอบโกยเงินจะดีกว่า
สี่วันต่อมา
“สหาย ขอน้ำซุปหัวไชเท้า 1 ถ้วย”
เมื่อเสิ่นชิงหลัวเห็นว่าเป็ลูกค้าประจำ เธอก็เอ่ยแนะนำเพิ่มเติม “วันนี้มีซุปถั่วงอกด้วยนะคะ”
เป็ปกติที่วันแรกๆ ของการเปิดร้าน จะมีลูกค้ามามากกว่าปกติเพราะความแปลกใหม่ จากนั้นผู้คนจะค่อยๆ ลดน้อยลงเมื่อความแปลกใหม่กลายเป็ความคุ้นชิน หาก้าให้ธุรกิจให้เป็ที่นิยมอยู่เสมอจำเป็ต้องมีตัวกระตุ้นเพื่อให้ลูกค้าไม่เบื่อหน่ายไปเสียก่อน เสิ่นชิงหลัวจึงทำการปลูกถั่วงอกบนเตียงเตาเพื่อนำมาทำซุปขาย
“โอ้ว ดีจัง ถึงตอนนี้ฉันจะยังไม่เบื่อหัวไชเท้า แต่ได้เปลี่ยนเป็ถั่วงอกก็ฟังดูเข้าท่าดี ถ้าอย่างนั้นฉันขอซุปถั่วงอก 1 ถ้วย”
“ได้เลยค่ะ” เสิ่นชิงหลัวระบายรอยยิ้มอันเป็มิตรออกมา
ในขณะที่ขายไปได้สักพัก แม่เฒ่าเสิ่นที่คอยเป็ลูกมือก็พูดขึ้นว่า “ไปได้แล้วต้ายา ตรงนี้ย่าขายเองได้”
“ย่าแน่ใจนะคะ”
ถ้าตอนนี้อยู่กันเพียงสองคนแม่เฒ่าเสิ่นคงจะบอกว่าเธอเลิกเหนียมอายั้แ่เห็นเงินแล้ว!
“แน่ใจๆ ไปเถอะ”
แผนของสองย่าหลานในวันนี้ก็คือต่างคนต่างเปิดแผงขายคนละสถานที่ เพื่อจะได้มีรายได้เพิ่ม เนื่องจากเวลาที่จะส่งรายชื่อใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
หญิงสาวพยักหน้าแต่โดยดี เธอเฝ้าดูแม่เฒ่าเสิ่นขายคนเดียวอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะหาบไข่ต้มชา 50 ฟองไปยังสถานีรถไฟ
แม้วันนี้จะไม่มีหิมะตกแล้ว ทว่าอากาศก็ยังคงหนาวเย็นอยู่ สายลมพัดมาเป็ระยะ เสิ่นชิงหลัวได้แต่กัดฟันอดทนอยู่ท่ามกลางความหนาวนี้และรีบเร่งฝีเท้าไปยังจุดหมาย
สถานีรถไฟอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งที่เป็จุดจอดรถประจำทาง ที่นี่ก็เป็สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านไม่ต่างจากจุดตั้งแผงลอยแรกในตลาดนกพิราบ