ตอนที่ 27 :การบันทึกเสียงที่ไร้ข้อผิดพลาด
“ผมเคยเห็นคุณร้องเพลงในวิดีโอนั้นมาก่อน ผมยังคิดอยู่เลยว่ามีคนแต่งเพลงเกิดขึ้นในวงการดนตรีอีกคนหนึ่งแล้วผมอยากรู้จักคุณมาโดยตลอด ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้เจอสักที ! ” ฟางเวิ่นเหอกล่าวอย่างสุภาพ เขายื่นมือออกไปหาหลิวจือเซียขณะที่กล่าว
“ขอบคุณครับคุณฟาง คุณชมผมเกินไปแล้ว” หลิวจือเซียจับมือฟางเวิ่นเหอ “คุณเป็ผู้าุโในวงการต่อไปผมต้องขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
“ยินดีมากครับ ยินดีมาก ๆ เลย ! ”ฟางเวิ่นเหอหัวเราะและกล่าวต่อว่า “เดี๋ยวเถาจื่อออกมาผมจะบันทึกเพลงให้คุณนะครับ ว่าแต่ทำไมไม่นั่งลงดื่มน้ำให้ชุ่มคอก่อนล่ะครับ”
“ไม่เป็ไรครับ”
หลิวจือเซียโบกมือและหาที่นั่ง ในเวลานี้ เขาก็เขียนทำนองเพลง ‘ได้เจอเธอพอดี’ ออกมา และมอบให้กับทีมงาน
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงในที่สุดการบันทึกเสียงก็จบลง
ชายหนุ่มที่ชื่อเถาจื่อเพิ่งจะออกมาและทักทายกับหลางเวิ่นซิง“คุณหลาง ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ ? ”
“ฉันมาอัดเพลง อ้อ เถาจื่อ ฉันอยากจะแนะนำบางคนให้นายรู้จัก” หลางเวิ่นซิงตบไหล่เถาจื่อ “นี่คือหลิวจือเซียศิลปินคนใหม่ของบริษัทเรา ส่วนนี่ก็เย่หลินเถา เป็นักแสดง ตอนนี้เทียบเท่ากับศิลปินชั้นแนวหน้าแล้ว”
“สวัสดีครับ” หลิวจือเซียยื่นมือออกมาจับมือของเย่หลินเถา
“คุณ คุณ คุณใช่คนที่ร้องเพลง ‘ได้เจอเธอพอดี’ ใช่ไหมครับ ? ” เย่หลินเถาเองก็จำหลิวจือเซียได้ “ฮ่าฮ่า ยอดไปเลย คุณรู้ไหม ผมเป็แฟนคลับคุณเลยนะ ! ”
“เป็เกียรติมากเลยครับ ! ” หลิวจือเซียรู้สึกตกตะลึงทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมา เพราะตอนนี้มีซุปเปอร์สตาร์มาเป็แฟนคลับของเขาด้วย !
“เอาล่ะ พวกนายเลิกเกรงใจกันได้แล้ว” หลางเวิ่นซิงกล่าวต่อ“เถาจื่อ นี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้วเดี๋ยวถ้าจือเซียอัดเพลงเสร็จ พวกเราไปกินอาหารที่ร้านของบริษัทด้วยกันเถอะ”
บริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนต์มีร้านอาหารเป็ของตัวเอง เป็สวัสดิการให้พนักงานทั้งสามมื้อ
ปกติแล้วเวลาไม่มีธุระอะไรหลางเวิ่นซิงจะไม่กลับบ้านตอนเที่ยง เขาชอบเรียกผู้บริหารระดับสูงหรือศิลปินไปทานอาหารด้วยกันที่ร้านอาหาร
จากคำพูดของหลางเวิ่นซิงสิ่งนี้เรียกว่าการใส่ใจลูกน้องและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในการร่วมงาน
“ดีเลยครับ ! ” เย่หลินเถาพยักหน้าตัวเขาเองก็้าพูดคุยกับหลิวจือเซียอยู่เหมือนกัน
.......................
หลังจากเข้าไปในห้องอัดหลิวจือเซียก็ไปยืนอยู่ตรงด้านหน้าของไมโครโฟนและปรับระดับเล็กน้อยจากนั้นก็ส่งสัญญาณพร้อมแล้วให้กับทีมงานที่กำลังรออยู่ด้านนอกกระจก
ทีมงานหลายคนนั้นรีบปรับระดับเสียงเพื่อความเหมาะสมก่อนจะพยักหน้าเพื่อเริ่มได้
“เราร้องไห้ เราหัวเราะ
เราแหงนมองท้องฟ้าดวงดาวยังคงสดใส
เราร้องเพลงบทเพลงแห่งกาลเวลา
แค่เรียนรู้วิธีกอดกัน
…………….....
เื่อื่นก็ไม่สำคัญอะไร...”
เมื่อประโยคแรกของหลิวจือเซียงร้องออกมา หลางเวิ่นซิงก็อดไม่ได้ที่จะยืดตัวขึ้นนั่งตัวตรง
เพราะเขารู้ว่าหลิวจือเซียไม่เคยอัดเสียงในสตูดิโอมาก่อน
เมื่อจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าทีมงานทันใดนั้นหลางเวิ่นซิงก็พบว่ามันไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ทุกอย่างสอดคล้องไปกับจังหวะที่ปรากฏบนคอมพิวเตอร์
อย่างว่าแต่หลางเวิ่นซิงเลยแม้แต่ฟางเวิ่นเหอและเย่หลินเถาก็ใจนอ้าปากค้างเช่นกัน
เพราะเมื่อครู่เย่หลินเถาต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงเต็มๆ หากไม่ใช่จังหวะช้าเกินไป ก็เป็คำไม่ชัดเจน หรือไม่ก็โทนเสียงไม่ถูกต้อง อารมณ์ไม่ถึงบ้าง
ฟางเวิ่นเหอเองเป็โปรดิวเซอร์มาหลายปีการบันทึกเสียงที่ไวที่สุดที่เขาเคยทำก็คือ 10 นาที แถมเพลงนั้นยังเป็เพลงสั้น ๆ อีกด้วยดังนั้นคนที่ออกมาไร้จุดบกพร่องใด ๆ อย่างหลิวจือเซียจึงหายากมาก
“เพราะฉันเพิ่งพบกับเธอ
ทิ้งรอยเท้าที่งดงามเอาไว้
สายลมพัดพาดอกไม้
น้ำตาที่เหมือนฝนพรำก็เพราะฉันไม่อยากพรากจากเธอ...”
แม้ว่าการเริ่มต้นจะสมบูรณ์แบบแต่ทีมงานในสตูดิโอก็ตั้งใจฟังและพยายามจะหาข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
เนื่องจากพวกเขาเป็ทีมบันทึกเสียงระดับแนวหน้าของวงการความเป็มืออาชีพทำให้พวกเขาไม่สามารถปล่อยผ่านเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้
“เพราะฉันบังเอิญเจอเธอ
ทิ้งความคาดหวังไว้ทั้งสิบปี
ถ้าได้เจอกับเธออีกครั้ง
ฉันก็จะไม่มีวันลืม”
เมื่อท่อนสุดท้ายของเพลงจบลง ทีมงานทำท่าโอเคไปให้ ก่อนที่หลิวจือเซียจะถอดหูฟังและเดินออกมา
“แปะแปะแปะ! ”
เมื่อฟางเวิ่นเหอเริ่มปรบมือ ทุกคนในสตูดิโอต่างก็ปรบมือตาม ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความชื่นชมและความตื่นเต้น
ในฐานะที่เป็มืออาชีพพวกเขาไม่เคยเห็นใครที่บันทึกเสียงได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้มาก่อน
หลางเวิ่นซิงยกนิ้วโป้งให้“จือเซีย ฉันมองนายไม่ผิดจริง ๆ ! ”
“มันยอดเยี่ยมมาก ! ” ฟางเวิ่นเหอกล่าวชมจากใจจริง “คุณหลิว คุณไม่เพียงแต่แต่งเพลงเก่งและร้องเพลงเก่งเท่านั้น แต่ยังควบคุมเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วยคุณเกิดมาเพื่อเป็นักร้องจริง ๆ ! ”
“ฮ่าฮ่า สมกับที่เป็ไอดอลของผมจริง ๆ ! ” เย่หลินเถามีท่าทีหยอกล้อเล็กน้อย“พี่เซีย วันหลังพี่ต้องสอนเทคนิคการร้องเพลงให้ผมบ้างแล้วล่ะ! ”
“พวกคุณยกยอผมขนาดนี้ ผมจะลอยขึ้นฟ้าอยู่แล้วครับ”
คนที่มีอายุมากกว่าเขา 6-7 มาเรียกเขาว่าพี่ ต่อให้หลิวจือเซียจะหน้าหนาขนาดไหนแต่เขาก็รู้สึกไม่ชินอยู่ดี
“คุณคู่ควรอยู่แล้ว ! ” ฟางเวิ่นเหอส่ายหัวไปมา“ถึงว่าล่ะ ที่คุณหลางให้ความสำคัญกับคุณแบบนี้เขาถึงกับเปิดสตูดิโอให้คุณอีกด้วย เพราะหากมีคุณอยู่ เวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนต์ก็จะเป็เหมือนต้นไม้ที่ไม่มีวันล้มในวงการดนตรีแน่! ”
“ถ้าอย่างนั้นผมไม่กลายเป็สัตว์ประหลาดหรือครับ ? ” หลิวจือเซียกล่าวอย่างเกินจริง“ผมยังเด็กอยู่เลยนะ ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! ”
ในสตูดิโอ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่มีความสุข
.......................
่บ่ายผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงตอนเย็นหลิวจือเซียไม่ได้ให้คนขับรถของหลางเวิ่นซิงไปรับเยว่เยว่ แต่เขาเรียกรถไปยังอนุบาลทานตะวันเอง
วันนี้เขามารับตรงเวลามากเมื่อเยว่เยว่เห็นหลิวจือเซียเธอก็วิ่งมาและะโเข้าไปในอ้อมแขนเขาราวกับว่าเป็ผีเสื้อตัวน้อย
เนื่องจากวันนี้เป็วันแรกที่หลิวจือเซียไปทำงานหลังจากมาถึงโลกใบนี้ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะฉลองโดยการพาเด็กน้อยไปทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารส่วนตัวที่มีชื่อเสียงในจิงฮัว
เพราะตอนนี้ค่าตอบแทนที่สำนักพิมพ์จ่ายสำหรับการพิมพ์หนังสือทั้งแบบตัวอักษรจีนตัวย่อและตัวเต็มเข้าบัญชีเขาเรียบร้อยแล้วดังนั้นตอนนี้หลิวจือเซียจึงไม่ต้องกังวลกับการหาเงินอีก
ในเมื่อมีเงินแล้วทำไมถึงไม่หาความสุขกันสักหน่อยล่ะ ? มีเงินแล้วไม่ใช้ แล้วจะหามาทำไมกัน ?
วันรุ่งขึ้นหลางเวิ่นซิงก็มารอรับเยว่เยว่ไปโรงเรียน และยังมากินอาหารเช้าบ้านหลิวจือเซียฟรีอีกด้วย
เขามีนิสัยเหมือนกับซู่ปางจือไม่มีผิดทำเหมือนบ้านของหลิวจือเซียเป็บ้านของตัวเอง มามือเปล่าแถมยังพาลูกสาวของตัวเองมาอีกด้วยแล้วก็เข้ามากินฟรีดื่มฟรีอีก
หลิวจือเซียทำได้แต่ยิ้มอยู่อย่างขมขื่นดูเหมือนต่อไปเขาควรจะลดมาตรฐานอาหารในบ้านลงเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นหากหลางเวิ่นซิงเกิดเสพติดขึ้นมาต้องมากินฟรีทุกวันแน่
แน่นอนว่ากินแค่นี้ไม่ทำให้เขาจนลงหรอกแต่มันเป็การรบกวน่เวลาที่ดีของเขาและเยว่เยว่ ความสูญเสียนี้ไม่มีอะไรจะชดเชยได้
หลังจากทั้งสี่คนทานอาหารเช้าแล้วคนขับรถก็ไปส่งเด็กทั้งสองคนไปที่โรงเรียนอนุบาลทานตะวันก่อนที่พวกเขานั้นจะย้อนกลับไปที่บริษัท
เมื่อเข้ามาในห้องทำงานหลิวจือเซียยังไม่ทันได้นั่งลงดื่มน้ำแต่อย่างใด หลางเวิ่นซิงก็บอกเขาว่า “ตอนกลางวันมากินข้าวด้วยกัน ฉันมีเื่จะปรึกษา”
จากนั้นก็ออกไปอย่างเร่งรีบ จนทำให้หลิวจือเซียงงงวยไปหมด ไม่รู้ว่าหลางเวิ่นซิงมีลับลมคมในอะไรกันแน่