Chapter 19
"พี่...มาสักที หนูมีเื่จะถามมมม"
เมื่อเข้าบ้านมาก็ได้ยินเสียงยานคางซึ่งดังลากยาวมาก่อนที่จะเห็นตัวคนกล่าวในตอนที่ไมเคิลเปิดประตูเเละกำลังจะพูดว่าตนกลับมาเเล้วก็ได้เงียบลง
พร้อมกันนั้นลิซ่าที่เดินตรงเข้ามาหาไมเคิลอย่างร่าเริงเช่นทุกครั้งเธออยู่ในชุดลำลองกึ่งชุดนอนเนื้อผ้าค่อนข้างหนาเพราะร่างกายที่ค่อนข้างขี้หนาวตามปกติของเธอ ความเร็วที่ลิซ่าพุ่งมาอย่างกระทันหันนั้นรวดเร็วเสียจนอิกซ์เผลอเเปลงร่างกลับเป็สร้อยคอเพื่อกลบเกลื่อนโดยลืมไปว่าตัวเองใช้คาถาพรางตาไว้อยู่แล้ว
อิกซ์เป็ฟีนิกซ์ที่ค่อนช้างตื่นตูมง่ายกับอะไรเเนวๆนี้ถึงมันจะอ้างว่าเพราะร่างกายที่กลายเป็เเบบนี้เเละเห็นอะไรก็มีขนาดใหญ่ไปเสียหมดเลยใเเต่ไมเคิลก็ยังเเคลงใจอยู่ดี
ให้ตายสิ นายไม่อยากให้คนอื่นเจอตัวขนาดนั้นเลยรึไง??
ตอนเเรกไมเคิลคิดจะเเซวกลับไปว่าอย่าทำตัวปอดแหกเเต่เพราะคิดได้ว่าควรจะตอบกลับลิซ่าผู้เป็น้องสาวของตนก่อนจะเริ่มเถียงปนเเซวกับเ้านกข้างๆตนคิดดังนั้น ไมเคิลจึงหันหน้าไปอีกทาง เเล้วจึงหันมาสนใจคำที่ลิซ่าพูดก่อนหน้านี้เเต่พอทวนคำถาม ก็รู้สึกตงิดใจบางอย่าง
‘เื่ที่จะถาม?’
ไมเคิลนึกหวั่นใจกับเนื้อความที่ลิซ่าจะพูดเล็กน้อยเเต่ก็เก็บอาการเอาไว้
“ได้สิ มีอะไรล่ะเเต่ไปคุยกันที่ครัวนะ พี่ขอล้างกล่องข้าวไปด้วยเเล้วกัน"
พูดจบไมเคิลก็หยิบกล่องข้าวของตัวเองออกมาจากกระเป๋านักเรียนวางกระเป๋าไว้ตรงริมขั้นบันไดเเละเอากล่องข้าวเข้าไปล้างเเละจัดเก็บในครัวโดยมีลิซ่าทำท่าจะเล่าอะไรบางอย่างเดินตามเข้ามาด้วย
"พี่ไปไหนมาเหรอคะทำไมวันนี้กลับช้า"
ลิซ่าเริ่มเปิดประเด็นโดยการชวนคุยสัพเพเหระก่อน
"ก็ไม่มีอะไรมากพี่คุยกับเพื่อน เลยมาถึงเย็นไปหน่อย เเล้วนี่คุณเเม่ไปไหนล่ะ"
ไมเคิลถาม ก่อนจะหยิบสก็อตไบรท์บีบน้ำยาล้างจานก่อนจะเริ่มทำความสะอาดกล่องข้าวของตน
"คุณเเม่ออกไปเสนองานที่ทำงานน่ะค่ะเห็นโทรมาบอกว่าออกไปตั้งเเต่บ่าย ส่วนกับข้าวอยู่ในตู้เย็นเอามาอุ่นกินได้เลยส่วนคุณพ่อ คุณปู่เเละคุณตาเห็นโทรมาบอกว่าไปตกปลากำลังจะกลับน่าจะหาอะไรกินเเถวๆนั้นเลย" ลิซ่ารายงานครบทุกกระเบียดนิ้ว
ส่วนเหตุผลที่ลิซ่ารู้เเต่ไมเคิลไม่รู้ก็เป็เพราะพวกเขาโทรหาไมเคิลไม่ติดซึ่งก็เข้าใจได้ เขายังไม่ได้จับมือถือเลยตั้งเเต่เดินออกมาตอนนั้นก็คงสั่นหงึกๆในกระเป๋าในขณะที่เขากำลังคุยกับเลียมอย่างออกรส ส่วนที่ไมเคิลรู้ ก็เพราะพึ่งถามถึงสาเหตุไปเมื่อครู่
"งั้นก็ไม่มีใครอยู่บ้านเลยน่ะสิ"
"มีหนูไง"
"น้องสาวอ้วนๆอย่างเราไม่นับหรอก" ไมเคิลกล่าวเเซวพลางหัวเราะ
"เดี๋ยวเถอะพี่!หนูไม่ได้อ้วนสักหน่อย"
"คนที่กินเเต่ขนมพอพี่ชวนไปออกกำลังกายก็ไม่ยอมไปออกจะไม่อ้วนได้ไง"
ไมเคิลเเซวต่อพลางเปลี่ยนเื่ไปเเบบเนียนๆถ้าเขาเดาถึงหัวข้อที่ลิซ่าจะถามได้ถูกต้องก็น่าจะต้องโกหกคำโตเลยคำพูดของเขาถึงจะเข้าเค้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
"ก็พี่ชอบไปตอนดึกนี่นาถึงหนูจะขอคุณเเม่ คุณเเม่ก็ไม่ให้ไปอยู่ดีนั่นล่ะ"
"พี่ก็ไม่ได้ไปดึกทุกวันสักหน่อย"
"ทุกวันเลยต่างหาก"
ลิซ่าเน้นเสียงเธอเล่าให้ฟังเผื่อไมเคิลจะไม่รู้ตัวว่าตั้งเเต่เริ่มฝึกซ้อมเวทมนตร์กว่าเขาจะออกไปวิ่งจากปกติที่ไปใน่บ่ายๆเย็นๆก็ลากไปเป็ตอนดึกจนเกือบที่ทุกคนจะนอน
"เดี๋ยวครั้งหน้าพี่จะไปให้มันเร็วขึ้นเเล้วกันเราจะได้ไปด้วยกันได้ เเต่ยังไงก็อ้วนอยู่ดีนั่นเเหละคุณเเม่ยังพูดอยู่เลยเื่ที่ชุดเธอใส่ไม่ได้น่ะ พี่ได้ยินนะ"
"นั่นชุดตั้งเเต่สองปีที่เเล้วต่างหากล่ะคะ!หนูก็โตตามวัยของหนูต่างหากเล่า"
"โตออกข้างสิไม่ว่าฮ่าๆ"
ไมเคิลยังคงไม่หยุดเเซวเเต่นั่นเพราะเขามีเหตุผล ไมเคิลคว่ำกล่องข้าวของตนเองไว้เพื่อให้มันเเห้งก่อนจะเช็ดมือกับผ้าพลางคิดในใจ
อีกนิดเดียวเขาก็จะหนีขึ้นไปโดยไร้ซึ่งการเเก้ตัวอะไรใดๆเเล้วเเถมดูเหมือนว่าลิซ่าจะลืมเื่ที่จะคุยกับเขาไปเเล้วด้วย
ไมเคิลเหล่มองไปทางลิซ่าที่กำลังจับพุงของตัวเองเเละเถียงตอบอย่างเมามันก่อนจะย่องหนี ทว่าหากคิดว่าลิซ่าลืมไปเเล้วยังถือว่าได้ใจเกินไปหน่อย
ก่อนที่ไมเคิลจะหนีออกไปได้สำเร็จลิซ่าที่รู้สึกตัวว่าพี่ชายของตนกำลังบ่ายเบี่ยงเเละย่องหนีก็รีบคว้าเเขนเอาไว้ก่อนที่ไมเคิลจะได้คว้ากระเป๋าชิ่งขึ้นห้อง
"หยุดหนีเลยนะคะพี่หนูรู้ว่าพี่กำลังจะชิ่ง ดังนั้น! หยุดเลย!"
ไมเคิลสะดุ้งโหยง
‘คิดว่าจะรอดเเล้วเชียว’
"ฮะๆ...ใครบอกพี่หนีล่ะ พี่เเค่จะขึ้นไปทำการบ้าน เเล้ว ก็อย่าะโบ่อยสิ เสียงดังจะตาย"
"หนูยังไม่ได้เข้าเื่เลยแปปเดียวเอง พี่รอหนูก่อนสิ เเถมถ้าไม่เสียงดังพี่ก็(ทำเป็)ไม่ได้ยินอีก"
"เเต่พี่รีบ–"
ไมเคิลเถียงเสียงอ่อยเขาไม่ได้จงใจเมินนะ เเต่เื่นี้เป็เื่จำเป็
"หนูไม่เชื่อหรอกเดี๋ยวพี่ก็ไปฝึกเวทมนตร์อยู่ดี หนูเเค่จะถามเื่เมื่อตอนบ่ายนิดหน่อยเองพอดีหนูได้ยินว่าห้องพี่เลิกเร็วเพราะมีอุบัติเหตุอะไรสักอย่างเเถมสภาพของเเต่ละคนก็ดูโทรมมากก หนูถามเเค่นิดเดียวพี่ตอบคำถามเสร็จหนูจะรีบกลับห้องเลย โอเคนะ"
ลิซ่ากระเเอjมเล็กน้อยก่อนจะลากไมเคิลมานั่งบนโซฟาในห้องรับเเขกเเละมัดมือชกให้ตอบรับโดยการพยักหน้าเมื่อเห็นไมเคิลผู้เป็พี่ของเธอพยักหน้ารับ เธอจึงเล่าต่อ
"เพื่อนหนูเค้าลือกันว่ามีคนใช้เวทมนตร์หรือเื่เหนือธรรมชาติน่ะ...เเถมยังดำมืดน่ากลัวมากด้วย....ไม่ใช่ฝีมือของพี่ใช่ไหม เเล้วมันเกิดอะไรขึ้นในนั้น"
"คำถามเยอะเกินไปเเล้วนะทีละข้อสิ ว่าเเต่…. ใครเป็คนเอาไปลือกันน่ะ"
ไมเคิลวางท่าเล็กน้อยเเล้วจึงตอบคำถามด้วยคำถาม ดูเผินๆอาจจะคิดว่าเป็สีหน้าตามปกติของไมเคิลเเต่หากสังเกตุดีๆเหงื่อเย็นๆได้พุดพรายออกมาเต็มหลังเป็ที่เรียบร้อย เพราะหากเล่าให้ลิซ่าน้องสาวของเขาฟังเรืองก็คงไม่พ้นหูของเเม่เเละคนอื่นๆในบ้าน ซึ่งจะทำให้ทุกคนกังวลไปเปล่าๆเเถมอาจจะมองว่าเื่นี่ค่อนข้างอันตราย เเล้วก็เดือดร้อนเเทนเขา
เขาไม่อยากให้ใครมาพะวงกับการกระทำของเขาเพราะอย่างนั้น ไมเคิลจึงตอบอย่างจริงจังกว่าทุกครั้ง ซึ่งด้วยผลพวงของมันก็ทำให้ไมเคิลตอบกลับไปได้อย่างไหลลื่นผิดวิสัยเวลาตนนั้นพยายามจะโกหกตามปกติ
บางทีในใจลึกๆของเขาอาจจะรู้ดี ว่าผลจากการโกหกในเื่นี้นั้นจะส่งผลดีมากกว่าการบอกความจริงออกไป
"เพื่อนในห้องนี่เเหละค่ะเเต่อันที่จริงก็ลือกันเกือบทั่วโรงเรียนเเล้วนะ เเต่เเปลกเเค่อย่างเดียว"
"อะไรเหรอ"
"ก็ไม่มีใครรู้เลยน่ะสิคะว่าจริงๆคืออะไรกันเเน่เเม้จะพูดไปทั่วเว็บบอร์ดของโรงเรียนกันเเล้ว เเต่ก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า 'ว่ากันว่า' หรือ 'อาจจะ'ตลอด"
"เเสดงว่าที่ถามพี่คือจะเอาไปยืนยันเื่กับคนอื่นๆงั้นเหรอ?"
ไมเคิลลองทำเสียงขรึมซึ่งก็ดูได้ผลเล็กน้อย เพราะลิซ่ากำลังลนลาน
"ไม่ทำเเบบนั้นหรอกค่ะหนูเเค่อยากรู้เฉยๆเท่านั้นเเหละ"
ถึงลิซ่าจะเป็คนที่ชอบหลุดปากพูดอะไรสำคัญๆออกไปเสมอเเต่เธอก็เป็เด็กที่พูดเเล้วไม่คืนคำเพราะอย่างนั้นไมเคิลจึงกล่าวตอบ ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้ตอบความจริงออกไปทั้งหมดตามที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้ไป ไมเคิลเลือกที่จะโกหก
"เื่มันก็ไม่มีอะไรหรอกเเล้วพลังมืดๆทะมึนๆที่ลิซ่าบอกก็ไม่ใช่ฝีมือพี่ด้วยเเค่ครูวิทยาศาสตร์ทดลองเเล้วมันเกิดผิดพลาด ทำให้เกิดควันไฟพี่เลยจัดการใช้พลังเวทนิดหน่อยดับไฟเพราะเดี๋ยวมันลามไปทั่วน่ะเพราะพลังเวทที่ทำให้รู้สึกเเปลกๆกอปรกับควันที่ลอยออกมาล่ะมั้งคนเลยคิดไปอย่างนั้นเเถมข่าวลือก็ใส่สีตีไข่เพิ่มความรุนเเรงความโอเวอร์ไปเรื่อยๆอยู่เเล้ว
ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เื่พลังเวทพี่ก็กลบเื่ไปเรียบร้อยเเล้วก็ที่ผิดพลาดก็เพราะเ้าเคนดันไปทำสารเคมียำรวมกันเละนั่นเเหบะเลยเกิดสะเก็ดไฟ"
ไมเคิลพูดอย่างรวบรัด พูดจบก็เเอบขอโทษครูวิทยาศาสตร์เเละเคนอยู่ในใจ
ลิซ่าอ้าปากอ๋อเล็กน้อยตามที่ไมเคิลเล่าก่อนจะพยักหน้าหงึกๆเป็เชิงว่าเข้าใจ
เพราะอย่างนั้น เธอจึงตอบรับเเหะๆก่อนจะขอตัวกลับเข้าไปทำการบ้านในห้องเเม้สัญชาตญานของไมเคิลจะรู้ว่าโอกาสที่น้องสาวตัวดีจะเล่นเกมนั่นมีเยอะกว่าทำการบ้านก็ตาม
รู้สึกว่าจบง่ายกว่าที่คิดเเหะ
ไมเคิลคิดในใจนึกว่าลิซ่าจะมีคำถามที่ทำให้เขาต้องโกหกมากกว่านี้ เเต่จบเเค่นี้ก็ถือว่าเป็เื่ที่โชคดีอาการเกร็งเเละเหงื่อตรงหลังเริ่มเย็นลงเล็กน้อย
บรรยากาศเงียบกริบหลังเสียงประตูห้อง้าปิดตัวลง อิกซ์ก็กลับมาบินวนเวียนรอบตัวของไมเคิลระหว่างที่เขากำลังเอากระเป๋าขึ้นไปที่ห้องเเละจัดการของเเละการบ้านของตัวเองอีกครั้ง
"แปลกดีนะที่น้องของเ้าไม่ค่อยเซ้าซี้"
อิกซ์พูดระหว่างที่ไมเคิลกำลังใช้โน้ตบุ้คสีดำออกเทาพิมส่งเสียงเป็ระยะๆเพื่อทำรายงานสำหรับวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์หลังจากอาบน้ำเเละจัดการหลายๆอย่างก็มานั่งบนโต๊ะอย่างเคย
เนื่องจากรายงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไม่จำเป็ต้องจริงจังเเละจำเป็ต้องรีบทำเพื่อส่งมากนัก ไมเคิลจึงไม่ได้ว่าอะไรที่อิกซ์ส่งเสียงขึ้นมารบกวน เพราะเสียงของอิกซ์ค่อนข้างเเหลมจะพูดอะไรเลยดังเจื้อยเเจ้วหนวกหูไปเสียหมด
อนึ่ง โครงงานนั้นเป็โครงงานคู่เเน่นอนว่าถ้าหากอยากให้งานออกมาเนี้ยบ การเเบ่งงานคู่กับเคนในเื่การทำเล่มรายงานไม่น่าใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่
รายนั้นค่อนข้างที่จะถนัดในการทดลองมากกว่าการทำรายงาน...หรือจะเรียกว่าทำได้เเย่น้อยกว่าก็ได้
ล่าสุดไมเคิลต้องเเก้เกือบครึ่งเล่มหลังจากได้รับมา เเถมยังเหลือเวลาเเค่สามสิบนาทีเท่านั้นก่อนจะต้องส่งไฟล์ให้ครูเขาเเละนับตั้งเเต่ตอนนั้นไมเคิลก็สถาปนาเคนให้เป็คนทดลองเเละจดการทดลองให้เขานำมาสรุปเเละรวมเล่มจะเป็การดีกว่าถ้าต้องทำงานร่วมกันซึ่งเ้าตัวก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะยอมรับว่างานที่ตนทำนั่นเเย่จริงๆ
เเต่ถึงจะพูดเเบบนั้นพอถึงเวลาจริงจังเคนก็จะตั้งใจมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เเม้ว่า่เวลานั้นจะเกิดขึ้นน้อยกว่าที่คิดก็ตามโอกาสเกิดน้อยกว่าสุ่มตู้กาชาปองเเล้วได้ตัวลิมิเต็ดซะอีก
ได้ยินอย่างนั้นไมเคิลก็เคาะเเท็ปสองทีในรายงานก่อนจะกล่าวตอบ "ถึงลิซจะเป็เเบบนั้นเเต่ก็ไม่ใช่เด็กเเก่นเเบบที่นายคิดหรอก เเม้ว่าบาง่เวลาเธอจะดูซนๆดีดๆไปบ้างเเต่เวลาจริงจังเธอก็จะทำตัวอีกเเบบ ประมาณว่ารู้กาลเทศะเเละอะไรควรไม่ควรล่ะมั้งส่วนที่มาของนิสัยเเบบนี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้น่ะนะว่าเอามาจากคุณตาเขา"
อนึ่งลิซที่ไมเคิลเรียกว่าตลอดคือลิซ่าเวอร์ชั่นเรียกเเบบ ย่อคำ
"เเล้วเ้าเเน่ใจได้ยังไงว่าเธอจะไม่เอาไปบอกคนอื่นน่ะ"
"ไม่เอาน่าอิกซ์นั่นน้องสาวฉันนะ ครอบครัวเราไม่เคยเอาความลับไปบอกใครมั่วหรอกเื่นี้ทุกคนรู้ดี เเล้วก็ถ้าลิซจะบอกเื่ตอนที่เราให้เธอฝึกการหายใจก็มีโอกาสตั้งเยอะถ้าบอกจริงป่านนี้คนว่อนเน็ตหมดเเล้วน่า"
"ก็เื่นั้นมันเกี่ยวกับน้องสาวเ้าโดยตรงนี่นาบอกไปมันก็กระทบตัวเธอด้วย...เเต่เอาเถอะ ก็ขอให้เป็อย่างที่เ้าคิดเเล้วกันเราเจอมาเยอะเเล้ว ปากบอกจะเก็บความลับ เเต่พอมีอะไรมาเเลกก็ประกาศปาวๆซะหมดเเล้วก็ไม่ต้องทำหน้าขอให้เราเล่าให้ฟังเลยนะ เื่มันก็เหมือนๆกันไร้สาระพอๆกันนั่นเเหละ"
"รู้เเล้วน่าไม่ถามหรอก จะถามต่อเมื่อฉันอยากง่วงเเล้วกัน"
เเม้จะไม่อยากยอมรับ เเต่เวลาอิกซ์เล่าอะไรด้วยเสียงเจื้อยเเจ้วนั้นก็ทำให้ง่วงโดยไม่รู้ตัว
"แปลว่าเสียงเราเพราะใช่ไหมล่ะขอบคุณที่ชม"
"พักนี้นายยอกย้อนเก่งขึ้นนะเเต่ก็ไม่ใช่เื่ดี เพราะงั้นไปกันได้เเล้ว"
ไมเคิลกดเซฟไฟล์เเล้วพับหน้าจอโน้ตบุ้คก่อนจะเอาไปวางบนโต๊ะพลางจับตัวของมันเดินออกไปข้างนอกถึงคำยอกย้อนของอิกซ์จะดูอวดดีเเต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกหมั่นไส้เเก้มกับพุงกลมๆของมันเหมือนกับทุกครั้ง
คิดเเล้วไมเคิลก็ลุกขึ้น หยิบตำราคาถาเเละไม้กายสิทธิ์เดินตรงลงไปยังห้องของคุณปู่ซึ่งเป็สถานที่ที่ใช้ฝึกซ้อมเวทมนตร์เเต่ก่อนจะลงไปไมเคิลก็นึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน
"ตอนนี้มีเเค่ลิซ่านี่ที่อยู่บ้าน ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็ต้องลงไปสักหน่อย ใช่มั้ย? "
อิกซ์คิดอยู่โดยใช้เวลาไม่ถึงห้าวิทาทีก็ตอบกลับมา
"ก็จริงของเ้าค่อยร่ายเวทเก็บเสียงเอาเเล้วกัน กลับห้องกันเถอะ"
ทั้งสองเห็นดีเห็นงามด้วยการพูดโต้ตอบเเค่ไม่กี่ประโยคด้วยความี้เีส่วนสาเหตุก็ง่ายๆ
เเค่นี้ก็เพลียจนอยากจะนอนเเล้วถ้าต้องลงไปอีกคงี้เีจนไม่เป็อันทำอะไรเเน่ๆ
เเละเเม้ว่าอิกซ์จะมีประสาทรับความรู้สึกที่ค่อนข้างด้านชาจากการรับรู้ความเ็ปหรือใกล้เคียงทุกรูปเเบบ (จากลักษณะทางกายภาพของฟีนิกซ์)เเต่หลังจากผ่านเื่มา อิกซ์ก็มีรู้สึกเเบบเดียวกันที่ไม่ต่างกับไมเคิล
เพราะอย่างนั้นการฝึกซ้อมเพิ่มเติมเลยเป็ไปด้วยความอ้อยอิ่งเเละให้รางวัลตัวเองที่รอดมาได้โดยการไม่ออกไปวิ่งเป็เวลาหนึ่งวันถ้วนสุดท้ายก็จบลงโดยการผล็อยหลับไปโดยไม่รู้เลยว่าทุกคนกลับมาตั้งนานเเล้ว
...
...
ในเวลาเดียวกันทางฝั่งของเลียมที่พึ่งเเยกออกมาจาก ไมเคิลหลังจากได้คุยกันหลายๆเื่จนพอใจ หรือถ้าพูดให้ถูกคือฟ้ามืดก่อนที่จะคุยกันจนจบไม่งั้นทั้งคู่คงไม่เเลกช่องทางติดต่อเอาไว้ก่อนจะเเยกย้าย
หลังจากที่เลียมได้เดินออกมาจากสวนสาธารณะเเห่งนั้นเขาก็เชคโทรศัพท์ระหว่างเดินอยู่สักพักก่อนจะพาดกระเป๋านักเรียนไว้ตรงบ่าอีกมือควงมีดสั้นจนเริ่มเข้าสู่อาณาเขตที่เริ่มมีคนเมื่อเห็นคนเริ่มโผล่ขึ้นมาบนท้องถนนอย่างบางตา เลียมก็เก็บมีดสั้นของตนไว้ในปลอกเหน็บไว้ในสายคาดซึ่งเป็อุปกรณ์เวทพรางตาตามเดิม
จากการพูดคุยเมื่อครู่นี้เขาเเอบเเปลกใจนิดหน่อยที่ ไมเคิลรู้ในบางเื่ที่เขาไม่รู้เเละไมเคิลก็ไม่รู้ในบางเื่ที่เขารู้เช่นเดียวกันเเต่ที่เเปลกใจยิ่งกว่าคือตอนที่อาร์ติเเฟคของไมเคิลเป็อาร์ติเเฟคประเภทสื่อเวทย์ซึ่งเป็อาร์ติเเฟคที่ค่อนข้างหาได้ยากในตระกูลครอสวอลล์
อย่างที่เคยบอกตระกูลของเลียมนั้นค่อนข้างที่จะสนใจเกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกรูปเเบบที่มีศิลปะการต่อสู้อันเป็รูปแบบเฉพาะตัว เพราะมันเป็ทั้งจิติญญา ความปรารถนาเเละสิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จดังนั้นความผูกพันต่อวิชาศิลปะการต่อสู้ที่คนในตระกูลส่วนใหญ่จึงมีอย่างเหนียวเเน่นเเละก็ส่งผลออกมาเป็อาร์ติเเฟครูปร่างอาวุธมากมาย ดาบ หอก ขวาน มีดพกหรือเเม้กระทั่งมีดสั้นเเบบเลียม
เเต่ก็อย่างที่ว่า เป็เเค่ส่วนใหญ่
ตระกูลขนาดใหญ่เส้นสายมากมายไม่มีทางที่เหล่าตระกูลในเครือย่อยทั้งหลายจะได้รับอาร์ติเเฟคในรูปเเบบของอาวุธทั้งหมดเพราะยังไงเื่นี้มันก็เกิดจากการเลือกของเทพเ้าที่ประทานอาร์ติเเฟคมาให้อยู่เเล้ว
ซึ่งอาร์ติเเฟคประเภทสื่อเวทย์จำพวกไม้กายสิทธิ์หรือของวิเศษที่ต้องใช้การร่ายคาถาเพื่อโจมตีนั้นก็เป็หนึ่งในประเภทที่เป็ส่วนน้อยที่หายากเช่นกันเเต่ก็ใช่ว่าเป็การหายากในทางที่ดีเพราะมุมมองที่เหล่าผู้าุโมีต่ออาร์ติเเฟคชนิดนี้นั้นไม่ค่อยดีนัก ไม่ค่อยดีถึงขั้นที่ไม่ชอบหรือไม่ยอมรับในอาร์ติเเฟค ประเภทนั้นเลย ส่วนสาเหตุก็ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อน เหล่าผู้าุโเเละคนในตระกูลเชื่อในฝีมือเเละเเรงจากสองเเขนสองขาของพวกตนในการจับอาวุธเพื่อฟาดฟันศัตรูให้สิ้นมากกว่าเเค่ร่ายคาถาหรือทำอะไรที่ไม่จำเป็ต้องใช้เทคนิคนั่นจึงเป็เหตุผลที่พวกเขาไม่ยอมรับในอาร์ติเเฟคประเภทนี้
เลียมเคยถามเเละขอเหล่าผู้าุโหรือก็คือปู่ของเลียมซึ่งเป็อาจารย์สอนวิชาให้กับเขาโดยตรงเเล้วเเต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า
‘อาร์ติเเฟคที่ไร้ซึ่งความจำเป็ในการต่อสู้จริง หลานไม่ต้องไปสนใจมันหรอกพวกที่ใช้สื่อเวทย์น่ะ พอใช้ไม่ได้ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาต่างจากพวกเราที่สามารถจับอาร์ติเเฟคของเราเองฟาดฟันศัตรูต่อไป’
เเค่กล่าวเพราะอยากเห็นเฉยๆก็โดนตอบกลับมาเป็ชุดเพราะอย่างนั้นเลียมจึงไม่เคยพูดถึงเื่นี้อีก เเละเพราะความคิดหัวโบราณจากเหล่าผู้าุโที่หันหลังให้กับอาร์ติเเฟคประเภทนี้ทำให้ความรู้ที่เลียมได้รับการสืบทอดมาตั้งเเต่เด็กจนโตเกี่ยวกับเื่ประเภทนี่จึงมีน้อยตามไปด้วย
อนึ่งเลียมได้เรียนรู้เกือบทุกเื่ที่อาจารย์ของเลียมรู้โดยได้เหตุผลมาว่ารู้ไว้ดีกว่าไม่รู้เเต่พอวกเข้าเื่นี้ทีไร ก็โดนเปลี่ยนเื่ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ทุกที ราวกับเหตุผลที่คุณปู่บอกเขานั้นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด
ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าความสามารถในการใช้อาร์ติเเฟคไม่สามารถเป็หน้าเป็ตาให้คนในตระกูลได้จากโลกเบื้องหน้าจึงคิดว่าไร้ประโยชน์ ซึ่งความโลภเเละความหัวดื้อของผู้าุโบางคนเเม้เลียมจะรู้เเต่ก็เริ่มจะปลงเเล้วเหมือนกัน
เช่นเดียวกับพ่อเเละเเม่รวมไปถึงคนอื่นๆในตระกูลอีกด้วย เเต่พวกเขาก็โต้เถียงได้ไม่นานนัก
เพราะความสามารถของเหล่าผู้าุโนั้นเป็ของจริง
เเม้ว่าบางคนจะสืบทอดอาร์ติเเฟคต่อให้คนอื่นไปเเล้วเเต่ความสามารถก็ไม่ได้เเย่ลงเลยเเม้เเต่น้อยจะเรียกว่าความสามารถส่วนใหญ่เกิดจากตัวของเหล่าผู้าุโเองก็ว่าได้
เเละขอย้ำอีกครั้งนิสัยรั้นอันเต็มเปี่ยมด้วยความลำเอียงเเละความโลภที่มีในผู้าุโนั้นมีเฉพาะในบางคนเท่านั้นเเละก็ยังดีที่คุณปู่ของเลียมซึ่งเป็หนึ่งในผู้าุโมีเเค่นิสัยที่หัวรั้นไม่ฟังใครเพียงอย่างเดียวเเต่นั้นก็เพียงพอให้คนในครอบครัวปวดหัวกันทั้งวัน
ด้วยเหตุนี้ทำให้เลียมมีความคิดเล็กๆที่อยากจะลองััอาร์ติเเฟคประเภทสื่อเวทย์ดูสักครั้งซึ่งเขาก็ได้ััมันในที่สุด ทว่าความรู้สึกเมื่อจับไม้กายสิทธิ์ของไมเคิลกลับเฉยๆกว่าที่คิดเอาไว้
หรือไม่บางทีอาจจะรู้อยู่เเล้วว่ามันไม่ได้น่าหวือหวาด เลยไม่ได้เเสดงอาการอะไรออกไปเกินกว่าที่คสรจะเป็ นั้นคือสาเหตุที่เลียมทำเพียงเเค่โบกไม้กายสิทธิ์สองสามทีเเล้วยื่นคืน
บางทีอาจเป็เพราะว่าเขาก็รู้ตัวดีว่าไม่เหมาะกับการใช้อาร์ติเเฟคเเบบนั้นมาตั้งเเต่เเรก
ไม่ใช่ความรู้สึกเหมือนโดนอาร์ติเเฟคปฏิเสธเเต่เป็ความรู้สึกเหมือนกับว่า 'สิ่งนี้ไม่ใช่ของของตน'
เเม้จะเหมือนในหนังที่เขาชื่นชอบเเต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากได้อยากเเถมพอได้ลองจับจริงๆก็ไม่ได้รู้สึกอยากใช้งานสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับมีดสั้นซึ่งตอนนี้จะเรียกว่าเป็ของคู่กายร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก็ไม่ผิด
เลียมถอนหายใจออกมาก่อนจะเอามือลูบบริเวณต้นคอด้วยความหน่ายใจเล็กๆ วันนี้เื่เกินมากมายยิ่งกว่าที่เขาคิดเสียอีก
ยามค่ำคืนไร้ผู้คนเเละเสียงรถยนต์ขับผ่าน เเม้จะไม่ได้ดึกมากเเต่กลับสงบเงียบเเละคนน้อยราวกับอยู่ในเเถบชนบทที่ชวนให้ผ่อนคลาย ลมพัดผ่านมาในระหว่างที่เลียมกำลังเดินเลียบถนนตรงไปยังบ้านซึ่งเป็ห้องห้องหนึ่งในอพาร์ตเม้นต์ใกล้ๆอากาศเย็นทำให้เลียมบิดร่างกายเพื่อไล่ความี้เีออกไปจากตัว
เขาจะกลับไปยังคฤหาสน์ของตระกูลหลักประมาณสามสี่ครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์เพื่อพบปะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณเเม่ ฝึกซ้อมกับเหล่าผู้าุโเพื่อดูการพัฒนาของตนเองเพราะระยะทางที่ค่อนข้างไกล ส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่ใกล้ๆโรงเรียนเพราะสะดวกกว่า
เลียมหาวออกมาหลังจากเดินไปเรื่อยๆจนเเสงสีส้มยามพระอาทิตย์ตก เริ่มเปลี่ยนกลายเป็สีม่วงคราม
ถึงจะเห็นใน่เวลาที่ไม่นานนัก เเต่ความคิดอย่างนึงในใจเขาก็เปลี่ยนจากที่เคยเชื่อฟังคุณปู่ที่เป็ถึงท่านอาจารย์บอกให้ฟังไปโดยสิ้นเชิง
บางทีเวทมนตร์อาจจะไม่ได้อ่อนเเออย่างที่ท่านอาจารย์บอกก็ได้
เลียมพึมพำพลางนึกถึงการปะทะกันด้วยพลังเวทจากไมเคิลเเละวอยด์เมื่อตอนบ่ายที่เเค่บรรยากาศก็ทำเอาสั่นสู้โดยไม่รู้ตัว
เขาเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้ามองดาวนับพันส่องเเสงจ้าในราตรีก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไปด้วยความมุ่งมั่นเป้าหมายในการพัฒนาตนเองได้ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งให้โหมหนัก
ในคืนนี้เลียมได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับไมเคิลนั่นคือการออกกำลังกายจนดึกดื่น อาบน้ำ เเล้วก็ผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย