สิ่งที่ทำให้หยางซุนจี้ตระหนกใถึงที่สุด
นั้นเพราะว่าแก่นปราณจิติญญาธาตุในระดับสูงใช่ว่าใครจะหามันมาได้ง่ายๆ นอกเสียจากว่า คนผู้นั้นต้องสังหารผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังปราณิญญาระดับสี่ดารา ซึ่งระดับนี้สามารถเปรียบได้กับระดับชั้น ‘ปรมาจารย์’ เลยทีเดียว!ถึงจะมีของเช่นนี้ได้
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นหยางซุนจี้เองก็ไม่ได้คาดคิดว่าชายชราชุดม่วงผู้นี้ จะมีความสามารถมากพอที่จะกระทำเช่นนั้นได้ด้วยตัวของเขาเอง นอกเสียจากว่าจะมีผู้ที่อยู่เื้ัของเขาแล้วก็มอบสิ่งนี้ให้มาเพราะพลังปราณิญญาของชายชราชุดม่วง หลังจากที่ปะทะกันเมื่อครู่ ก็แค่อยู่ใน ‘ระดับสามดารา’ และอยู่ในชั้น ‘รวบรวมปราณธาตุ’ ระดับขั้นสุดยอดซึ่งถือว่าเป็ชั้นกลางเพียงเท่านั้น นับได้ว่าเป็ชั้นรองลงมาจากชั้น ‘บรรลุปราณธาตุ’ ซึ่งเป็ชั้นสุดท้ายก่อนจะก้าวข้ามไปสู่ระดับสี่ดาราเช่นเขา
การต่อสู้ในครั้งนี้อาจจะต้องดำเนินไปหลายชั่วยามผลแพ้ชนะ และที่ต้องล้มตายลงยังไม่อาจทราบได้ว่าจะเป็ฝ่ายใด?
เหลียงเฉิน ซุนเป่าชิงทะยานเหินลงมายืนอยู่เคียงข้างทางด้านซ้าย และด้านขวาของหยางซุนจี้แต่ทว่าชายชรายังมีทีท่าที่สงบเยือกเย็นเช่นเดิม เขาเอียงศีรษะหันเหลือบไปมองเฟยอวิ๋นอยู่แวบหนึ่งดวงตาพลันสาดประกายสว่างขึ้น ก่อนจะรีบเก็บสายตานั้นกลับมาเสื้อคลุมสีแดงชาดโบกสะบัดพลิ้วตามลม ขณะเดียวกันก็ยืนมือไพล่หลังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทุกอย่างอยู่ในความเงียบงันชั่วครู่มีเพียงสายลมพัดไหวแ่เบา ก่อนที่เสียงวิหคจะกู่ร้องในป่าใหญ่ดังสะท้อนกังวานอยู่ไกลห่างออกไปหลายลี้ และเสียงสัตว์อสูริญญา บ้างคำรามลั่นก้องป่าอย่างตื่นกลัว
ขณะที่ทุกคนอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิดของตนปลอกแขนที่ข้อมือซ้ายของเฟยอวิ๋น จากที่เคยแตกลายงาน่าเกลียด ก็ปรากฏดูร้าวขึ้นมาเล็กน้อยและในที่สุดมันก็เริ่มปริแตกเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิม แสงสว่างสีทองอร่าม พลันสว่างวาบขึ้นบนรอยแยกเล็กนั้นเพียงชั่วขณะหนึ่งแต่ทว่าบุคคลทั้งหก ไม่อาจทราบได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาในตอนนี้
ในที่สุด!การเปิดฉากต่อสู้ครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้นทันที
กระบี่หนักที่อยู่ด้านหน้าของชายชุดม่วงหมุนควงราวกับลูกข่างที่ถูกดีดออกจากเส้นเชือก และเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอีกครั้งอักขระเวทถูกวาดขึ้นด้วยนิ้วชี้ของเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับริมฝีปากที่ขมุบขมิบเพื่อร่ายเคล็ดวิชาธาตุเวท ก่อนที่อักขระเวทที่ถูกวาดจะกางกว้างออกเป็วงกลมหลายจั้ง แล้วหมุนวนล้อมรอบอยู่ที่ส่วนของโคนกระบี่
“ข้าสูญเสียศาสตราวุธเวทิญญาไปชิ้นหนึ่งและมันยังเป็ของสำคัญที่นายท่านมอบให้ข้ามา หากไม่สามารถบรรลุภารกิจครั้งนี้ไปได้ถึงข้าจะกลับไปข้าก็ต้องตายสถานเดียวเช่นนั้นข้าเองก็ไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใด หึหึ”เขาพึมพำด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น
พลันกลิ่นอายสังหารก็แผ่กระเพื่อมไกลจนน่าขนลุกพรั่นพรึง
หยางซุนจี้สูดหายใจเข้าลึกหนักหน่วงขึ้นคราหนึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนโง่ขนาดนี้อยู่บนโลก เพราะตลอด่เวลาที่ผ่านมาหลายปีเขาเองไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะถูกบีบบังคับให้ต้องใช้พลังที่ไม่อาจเปิดเผยได้เลยสักครั้ง
แต่ทว่าใบหน้าของเขาก็ยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิมเหมือนกำลังชั่งใจใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ก่อนที่ชายชราจะสะบัดแขนทั้งสองข้างกางออกในแนวระนาบดัง ‘พรึ่บ’และทันใดนั้นก็ปรากฏผนึกม่านพลังปราณสีฟ้าเลือนรางขึ้นขึงกางกว้างดั่งชั้นปราการกำแพงอยู่ด้านหลังของเขาแล้วโอบล้อมตัวของเฟยอวิ๋นเอาไว้ภายใน มันดูราวกับเป็ผืนน้ำโปร่งแสงกระเพื่อมไหวเป็ระลอก
“หือ...?” ชายชราชุดม่วงหรี่ตามองอย่างสงสัยในการกระทำของหยางซุนจี้
“หรือว่าเ้าเด็กนั้นมันยังไม่ตาย?”นี้คือการคาดเดาที่เขามั่นใจได้ถึงหกส่วน จากสถานการณ์ที่ดูแล้วผิดปรกติตรงหน้า
เหลียงเฉินและซุนเป่าชิง ต่างเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กำลังทำอยู่อย่างเงียบๆ
ก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะพุ่งทะยานเหยียบบนศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา แล้วบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ยืนเผชิญหน้ากับศัตรูอีกครั้งและพวกเขาก็ชิงลงมือเป็ฝ่ายรุกโจมตีก่อนในทันที
ส่วนชายชุดม่วงเองก็ส่งกระบี่หนักเล่มที่สองพุ่งแหวกกรีดอากาศมายังหยางซุนจี้เช่นเดียวกัน
แต่ทว่าครั้งนี้กระบี่หนักเล่มนั้นดันพาเพื่อนฝูงของมันยกพวกรวมกลุ่มกันมาราวหมื่นเล่ม!...ดั่งกับพายุฝนกระบี่!
ในระยะร้อยจั้งที่อยู่ห่างกันพร้อมกับพลังปราณิญญาฝ่ายตรงข้ามเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล
ทำให้หยางซุนจี้ไม่อาจเพิกเฉยใช้เคล็ดวิชาดั่งเดิมได้ที่เขาเคยปะทะกันครั้งแรกเข้าห้ำหั่นกับศัตรู
ดังนั้นแสงสว่างเจิดจ้าราวดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันพลันถูกปลดปล่อยแล้วพุ่งออกไปอีกครั้งแต่ทว่าครั้งนี้มันเหมือนมีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นมาเป็สี่ดวง!
โดยที่ดวงอาทิตย์ทั้งสี่นั้น มันบ่งบอกถึงระดับขั้นของเคล็ดวิชาเก้าสุริยัน์ซึ่งหยางซุนจี้เอง สามารถฝึกสำเร็จมาแล้วถึงสี่ขั้นด้วยกัน และขั้นนี้ก็มีชื่อว่า ‘สุริยันเคลื่อนเมฆา’
เมื่อ ‘พลังปราณิญญา’ ถูกเหนี่ยวนำให้เป็พลังการต่อสู้ของทั้งสองคนแล้วเริ่มเข้าปะทะกันอย่างน่าหวาดหวั่น เสียงะเิก็ดังลั่นสนั่นปฐียิ่งขึ้นอีกระลอกราวกับคว่ำฟ้าผ่าขุนเขา และยังดังสะท้านกว่าครั้งก่อนที่ผ่านมาหลายเท่าตัว นั้นเพราะอีกฝั่งได้หยิบยืมพลังจากแก่นจิติญญาธาตุระดับสูงมาใช้นั้นเอง
และเสียงการปะทะก้องดังกัมปนาทราวฟ้าผ่ามันแทบจะปลุกเหล่าเทพบน์ให้ลุกตื่นจากภวังค์ในทันที
ก้อนแสงสว่างจ้าทั้งสี่ดั่งดวงอาทิตย์พลันหมุนวนโคจรล้อมรอบใบกระบี่หยางซุนจี้ ราวกับว่าเป็ดั่งดวงดาราบริวาร ที่มันกำลังอารักขาผู้เป็นายให้เดินทางอย่างปลอดภัยก่อนจะพุ่งเจาะทะลุฝนปราณกระบี่บินหนาหนักเลือนราง คลื่นพลังมากมายปะทะกันจนะเิออกระลอกแล้วระลอกเล่าแต่กระนั้นกระบี่สีทองของหยางซุนจี้ ก็ยังสามารถขยับเข้าใกล้ชายชราชุดม่วงได้ไม่ยากเย็น
ความกดดัน และแรงปะทะอันหนักหน่วงนี้
มันยังทำให้ชายชราชุดม่วง จำต้องพ่นโลหิตพุ่งออกเป็ไอหมอกสาดกระจายในอากาศอีกครั้งหนึ่งแล้วก่อนกระบี่สีทองจะขยับเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงสามสิบจั้งแขนทั้งสองของเขายกขึ้นด้วยอาการสั่นเทิ้ม สีหน้าบิดเบี้ยวแทบดูไม้ได้ก่อนจะฝืนอดทนกลั้นข่มความเ็ป แล้วฝืนยกแขนข้างหนึ่งกระแทกฝ่ามือตนออกไป
แต่ทว่าหางตาแคบเรียวของเขา กับเพ่งมองไปที่เฟยอวิ๋นที่ตอนนี้ยังคงแน่นิ่งนอนคว่ำหน้าไร้สติ
“ข้าเพิ่มพลังปราณิญญาจากหกส่วนเป็แปดส่วนดูสิว่ามันจะไม่สามารถพุ่งผ่านไปได้ซักกระบี่เดียว”ความเ้าเล่ห์ของเขาปรากฎขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะขยับนิ้วมือไปมาเล็กน้อย
ครู่เดียวกระบี่หนักโปร่งแสงห้าร้อยเล่มพวกมันก็ถูกชี้นำให้อำพรางแยกกลุ่มออกมา จากมวลก้อนฝนกระบี่นับหมื่นอย่างเงียบเชียบโดยที่หยางซุนจี้เอง ยังคงใช้พลังปราณบังคับกระบี่รุกคืบ หมายพยายามเจาะทะลวงเสร็จศึกโดยเร็วกระทั่งไม่คิดแม้ทันจะพึงระวัง
เสียงปะทะกันดังกึกก้องกระหน่ำราวกับคว่ำฟ้าพลิกสมุทร
ไหนจะเสียงของพลังธาตุเวท ที่ทั้งสี่คนกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันต่อสู้กันอย่างเอาเป็เอาตายด้วยสมาธิตั้งมั่นไม่วอกแวก
ชายชราชุดม่วงหรี่ตามองยกยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมเพราะปราณกระบี่หนักห้าร้อยเล่มของเขา ทำให้ความปรารถนาอันแรงกล้าบังเกิดผล และพวกมันก็ผ่านทะลวงไปแล้วสองร้อยเล่มในจุดเดียวพยายามเจาะผนึกม่านพลังปราณสีฟ้า
่เวลานั้น...เมื่อความผิดปรกติได้แล่นผ่านจนสามารถััได้
หยางซุนจี้พลันคิ้วกระตุกขึ้นทันทีและรู้สึกเห็นท่าไม่ดีเข้าเสียแล้ว
หลังจากกระบี่หนักเล่มที่สามร้อยได้ทะลวงฝ่าม่านพลังปราณจนกระทั่งมันเกิดเป็รอยแยกแตกร้าวราวกับใยแมงมุม
แต่ทว่า่เวลาเช่นนี้หยางซุนจี้เองก็ไม่อาจเสียสมาธิเป็อย่างยิ่ง สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดสุดประมาณความกังวลใจเริ่มบังเกิดเป็กลุ่มก้อนขึ้นภายในห้วงจิต
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้รอยแยกผนึกม่านเวทปราณิญญานั้น มันไม่อาจซ่อมแซมได้ภายในชั่วพริบตาเดียวเสียงขบกรามแน่นดังกรอดขึ้นภายในปากของหยางซุนจี้
หากเขาห่วงหน้าพะวงหลังอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ยิ่งใหญ่แม้แต่ชีวิตพวกเขาทั้งสามคนก็อาจไม่รอดได้ ขณะเดียวกันชีวิตของเฟยอวิ๋นก็สำคัญยิ่งด้วยเช่นกัน
่เวลาวิกฤติบีบรัดหัวใจ และการตัดสินใจก็ช่างยากเย็นนัก!
ในขณะเดียวกันที่กระบี่สีทองของเขาเองก็กำลังเยี่ยงย่างเข้าใกล้ชายชุดม่วง ซึ่งตอนนี้อยู่ห่างแค่ไม่กี่จั้งเพียงเท่านั้นส่วนกระบี่หนักเองก็ถอยร่นสั่นสะท้านไหว ส่งเสียงหวีดแหลมราวกับเ็ปทรมาน
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็พลันเกิดขึ้น
เมื่อแสงเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ทั้งสี่ของหยางซุนจี้เองก็เริ่มอับแสงหรี่ลงแทบจะใกล้มอดดับด้วยเช่นกัน
“อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น!!!”
หยางซุนจี้แผดเสียงคำรามลั่นขึ้น กัดฟันแแ่พยายามอย่างสุดขีด
ทันใดนั้นพลังปราณิญญาของเขาก็ถูกรีดเร้นพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะส่งผ่านไปยังตัวกระบี่คู่กาย
พรึ่บ!!!
เพียงชั่วกะพริบตา
สุริยะดาราทั้งสี่ดวงที่ถูกกระตุ้นจากพลังปราณิญญาจนกระทั่งพวกมันส่องสว่างเจิดจ้ากลับมาเช่นดังเดิม
ชายชราชุดม่วง กระอักโลหิตพ่นเป็ฝอยสาดออกมาอีกคำรบทำให้ใบหน้าของเขาซีดเซียวเขียวคล้ำจนแทบไร้สีและความหวาดกลัวเริ่มผุดคืบคลานเข้ามาในจิตใจ กล่าวพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ
“เคล็ดวิชาปราณธาตุเวทเก้าสุริยัน์มันช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก! ถึงแม้จะฝึกไม่ถึงขั้นสูงสุดก็เถอะ!” ถึงกระนั้นภายในใจของเขาเอง ก็ยังคงแอบลอบฝืนยิ้มอย่างขื่นขมปนยินดี
ทุกเสี้ยววินาทีล้วนสำคัญ!
เพราะปราณกระบี่หนักเล่มที่สี่ร้อยเก้าสิบเก้าเมื่อมันได้ทะลวงผ่านผนึกม่านพลังปราณสีฟ้าจนทำให้ม่านพลังปราณถึงกับกระเพื่อมสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นก็พุ่งตรงไปยังร่างของเด็กหนุ่มเหลืออีกเพียงแค่ไม่กี่ก้าว
ทว่าก็ยังโชคดีก่อนที่กระบี่จะถึงตัวพลังปราณิญญาก็พลันแตกสลายหายไปในอากาศเสียก่อน
แต่แค่เสี้ยวเวลาต่อมา เมื่อม่านพลังเริ่มปริแตกแยกออกเป็รูกว้างมากขึ้นกระบี่เล่มที่ห้าร้อยก็พุ่งพรวดทะยานบินตามออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่พลังปราณิญญาแฝงเร้น ยังคงเต็มเปี่ยมล้นไม่ลดระดับลง
จนทำให้หยางซุนจี้ตัวสั่นสะท้านขึ้น พร้อมกับอ้าปากพ่นโลหิตออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีด้วยความโกรธแค้นสุดขีด
“บัดซบ!!!...”
.
.
.
.
.
………………………………