ยมทูตพาขจรกับหินปีศาจ มาที่ตำหนักสูงศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ ประตูด้านหน้าตำหนัก ถูกป้ายประกาศยึดเข้าวังหลวง ด้านในมีโลงศพอยู่เกือบสิบโลง มีคนรับใช้กำลังยกโลงศพไปฝังไว้สุสานหลังตำหนัก คนรับใช้ จุดธูปทำ เผากระดาษเงินกระดาษทองไปตามมีตามเกิด หามีพระหรือนักบวชที่ไหนมาช่วยทำพิธีไม่
“ นี่มันตำหนักคนของราชวงศ์หยาง เป็นญาติของ จักรดินีหยางเชี่ยนไม่ใช่เหรอ?”
“ ใช่แล้ว พวกเขาถูกประหารทั้งตระกูลไปเมื่อวานนี้” ยมทูตเอ่ยอย่างเป็นเรื่องปกติ
“ ประหารหมดเลยเร๊อะ?”
“ ร้อยชีวิตถูกตัดหัว แล้ว โยนซากศพลงเหวลึก อีกสิบคน เชื้อพระวงศ์ใกล้ชิด ถูกพระราชทานยาพิษ อนุญาตให้นำศพมาฝังเอาไว้ที่ สุสานหลังตำหนักได้”
ขจรมองวิญญาณนับร้อยที่ล่องลอยอยู่บนฟ้า เคว้งคว้างไม่รู้จะไปไหน มองเห็น วิญญาณของ เทพบุตรหยางจิ่นที่ได้แต่หน้าเศร้า ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้ แล้ววิญญาณของผู้คนทั้งหมด ก็ค่อยๆ ถูกดูดลงไปใน ดินแดนยมโลก
“ ท่านยมทูต จะให้ข้าใช้ร่างผู้ใดกันแน่”
“ หยางจิ่น”
“ หยางจิ่น?” ขจรเอ่ยย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ ใช่แล้ว ดูแล้วท่านกับมัน น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกัน น่าจะเข้ากันได้ดี”
ขจรมองซากศพหยางจิ่น ที่ใบหน้าดำคล้ำ เพราะกินยาพิษเข้าไป ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
“ จำไว้ ซากศพนี้สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 1 เดือน หลังจากนี้แล้ว ร่างของมันจะเน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติ ขอให้คุณชาย ใช้เวลาที่เหลือเป็นประโยชน์มากที่สุดด้วย”
ขจรเคลื่อนกายเข้าไปในร่างซากศพ ที่นอนในโลงกำลังจะถูกฝัง พอลืมตาขึ้น ก็พังโลงศพนั้นออกมา บ่าวรับใช้ต่างแตกตื่น วิ่งหนีกันแบบไม่คิดถึงชีวิต
วิญญาณของ หยางจิ่นยังไม่ได้ถูกดูดลงไปในนรก รีบเคลื่อนกายเข้ามาหาขจร อย่างตื่นเต้น
“ เจ้า..ใช้ร่างของข้าได้อย่างไร เอาร่างของข้าคืนมานะเว้ย”
“ เจ้าตายไปแล้ว ก็ลงไปแดนยมโลกซะ อย่ามายุ่งเรื่องของทางโลกเลย” ยมทูตเอ่ยเตือน
“ เฮ้.. แล้วมันเล่า มันก็ตายไปแล้ว ทำไมท่านไม่พูดกับมันเหมือนพูดกับข้าบ้างเล่า”
“ เจ้าเป็นใคร เขาเป็นใคร จะมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร ไปซะ พามันลงไปแดนยมโลก”
“เฮ้ย พวกแกทำเช่นนี้ได้อย่างไร มันจ่ายพวกแกเท่าไรวะ ข้าจะจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่าเลย อย่านะ อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ ข้ามีเงิน ท่านอาหญิงของข้า คือ จักพรรดินีหยางเชี่ยนเลยนะเว้ย”
หยางจิ่นพูดได้เพียงเท่านี้ วิญญาณก็ถูกกระชากลงไปใน ใต้พื้นพิภพ ลงสู่แดนยมโลกไปในทันที
ขจรขยับแข้งขยับขา มองดูใบหน้าของตนที่เป็นหยางจิ่น ตอนนี้ใบหน้ากลับมาเป็นปกติแล้ว เลือดพิษที่อยู่ในร่างก็ถูกขับออกหมด แถมพลังยุทธ์ก็ยังคงมีอยู่ที่มหาเซียนขั้นที่ 1 ตามที่หยางจิ่นมี
“ ตอนนี้เจ้ายังไม่อาจ สู้ราชันหลิงเทียนได้ เจ้าต้องเร่งฝึกฝน เพื่อให้เลื่อนอาณาจักรยุทธ์ ให้มีอย่างน้อย มหาเซียนขั้นที่ 6 ใกล้เคียงกับ ราชันหลิงเทียน”
“ พูดง่าย แต่จะทำอย่างไรเล่า จะเลื่อนขั้นได้เร็วอย่างนี้”
“ ไม่ยาก งานนี้ต้องใช้วิธีเรียนลัด วิชามหายุทธ์ดูดจักรวาล คือการดูดพลังของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งสามารถใช้ได้กับ ผู้ที่มีพลังสูงกว่าตนไม่เกินสามขั้น จากนั้นก็ทำการย่อยพลังเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์เพื่อจะได้นำไปใช้เพิ่มพลังของตนได้ แต่หากเจอผู้ที่พลังยุทธ์สูงกว่านั้น หากเขาไม่ยินยอมมอบให้ด้วยความเต็มใจ วิชานี้ก็จะใช้ไม่ได้ผล”
“ เหมือนพลังมารดูดวิญญาณ ของนักพรตฟงจื่อเต้าเลย”
“ มันอยู่ที่คนใช้ว่าเป็นใคร หากคนชั่วก็อาจเรียกชื่อดูน่ากลัว แต่เราเป็นคนดีซะอย่าง ไม่ต้องสนใจใคร”
ขจรได้แต่พยักหน้า วิชามารแบบนี้ หากไม่จำเป็นเขาไม่อยากใช้เป็นอันขาด
ขจรเรียกบ่าวรับใช้ ที่หายหวาดกลัวแล้ว มาสอบถามสาเหตุอะไร ทำไมถึงได้โดนฆ่าล้างตระกูลแบบนี้
“ นับตั้งแต่ราชันหลิงเทียน ได้กลับมาครองบัลลังก์ ตระกูลหยางของเรา ก็ถูกประหารชีวิต โทษฐานเป็นกบฏต่อราชบัลลังก์ ทั้งๆ ที่พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ราชันหยางเฟย ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลย”
ขจรได้แต่ถอนหายใจ แล้วสอบถามว่า ตอนนี้ราชันหลิงเทียนเคลื่อนไหวอะไรบ้าง
“ ตอนนี้ ท่านเคลื่อนทัพบุกเข้าโจมตีดินแดนบูรพาจนย่อยยับไปแล้ว จักรพรรดิแดนบูรพาไม่ยอมแพ้ ถูกฆ่าตายล้างราชวงศ์ ว่ากันว่า มีคนตายไปแล้วหลายแสนคน ตอนนี้ กองทัพได้บุกเข้าประชิด ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
“ แล้วจักรพรรดินีหยางเชี่ยนเล่า?”
“ พระนางถูกกักบริเวณ ไม่สามารถออกไปไหนได้”
“ เอาไงต่อดี” ขจรเอ่ยถามหินปีศาจ
“ เจ้ารู้ไหม ว่าจักรพรรดินีหยางเชี่ยน มีพลังยุทธ์ขั้นไหน?”
“ ตอนนั้นที่ข้าเจอ นางมีพลังยุทธ์มหาเซียนขั้นที่ 5”
“ หากนางยินยอมมอบพลังให้กับเจ้า ก็เป็นการดี หากไม่ยอม เจ้าก็วางยาพิษนางทำให้นางอ่อนแอแล้ว ก็ค่อยๆ ใช้วิชามหายุทธ์ดูดจักรวาลจัดการกับนาง เจ้าอาจมองว่ามันชั่วร้ายที่จะใช้วิธีนี้ แต่ว่าถ้าจำเป็นเจ้าก็ต้องทำ เพื่อคนที่บริสุทธิ์จะได้ไม่ต้องมาตายอีก”
“ มันก็ชั่วร้ายจริงๆ วิธีนี้ข้าคงทำไม่ได้ ใจข้ายังไม่ชั่วช้าขนาดนั้น ข้าจะลองเจรจากับนางดูก่อน” หินปีศาจแนะนำแต่ละเรื่อง ทำให้ขจรนั้นลำบากใจไม่น้อย คืนนั้นขจรเริ่มฝึกฝน วิชามหายุทธ์ดูดจักรวาล ตามที่หินปีศาจได้สอน
“ วิชามหายุทธ์ดูดจักรวาลนี้ ผู้ที่คิดค้นคือ เจ้าแม่หนี่วา ครั้งหนึ่ง เจ้าแม่หนี่วา เคยคิดทำลายล้างโลก เพื่อจะสร้างโลกใหม่อีกครั้ง แต่ว่าถูกท่านเทพฝูซีคัดค้าน แต่พลังของเจ้าแม่หนี่วานั้นเหนือกว่า เทพฝูซีมากนัก ทำให้พลั้งพลาดทำร้าย เทพฝูซีบาดเจ็บสาหัส ทำให้เจ้าแม่หนี่วา เสียใจมาก หลังจากนั้นเจ้าแม่หนี่วา เลยคิดหาวิธีที่จะไม่ทำให้ ท่านเทพฝูซีเจ็บหนัก เลยคิดค้นวิชา มหายุทธ์ดูดจักรวาลขึ้น
หากเมื่อใดที่พระนางเกิดโมโหขาดสติอีก ให้ ท่านเทพฝูซี ช่วยใช้วิชานี้เพื่อลดทอนพลังของนางลง จะได้ไม่ต้องพลั้งเผลอทำร้ายเทพฝูซีอีก ดังนั้นวิชานี้ได้บรรจุเอาไว้ในคัมภีร์สวรรค์ แต่ต่อมาเง็กเซียนที่เป็นทายาทของท่าน คิดว่า วิชานี้มันเหมือนกับวิชามาร เลยถอดวิชานี้จากคัมภีร์สวรรค์ มาเก็บเอาไว้ในตัวของข้าแทน
สิ่งใดที่พวกเขามองว่าเป็นมาร เป็นปีศาจ ล้วนบรรจุเข้ามาในตัวข้าทั้งหมด แยกแยะดีเลวกันชัดเจน สุดท้ายข้าก็ถูกหินเจ้าปัญญากล่าวหาว่า เป็นพวกอสูรปีศาจ ไม่ควรอยู่บนโลกหรือสวรรค์ เง็กเซียนจึงส่งตัวข้าไปที่แดนยมโลกนับแต่บัดนั้น”
“ จะดี หรือ ชั่ว ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำ ท่านก็ไม่ต้องคิดมากไป”
“ ข้ารู้ เจ้าก็เตรียมตัว รับวิธีฝึกพลังมหายุทธ์ดูดจักรวาล เข้าไปก็แล้วกัน”
แล้วหินปีศาจก็แสงออกจากเขา พุ่งเข้ามาในหัวของขจรโดยทันที
พลังมหายุทธ์ดูดจักรวาล ผู้ฝึกต้องมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง สามารถเคลื่อนย้ายลมปราณเข้าออกหรือย้อนทวนตามน้ำได้ดั่งใจนึก ดังนั้นจึงต้องทำการขยายลมปราณให้เส้นใหญ่กว่าคนทั่วไปเสียก่อน จากนั้นก็ใช้พลังเวทย์ ท่องกำกับ ควบคู่ไปกับการดูดพลังปราณของคู่ต่อสู้เข้ามาเก็บ ในจุดตันเถียน เพื่อปรับพลังยุทธ์คู่ต่อสู้ให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์อีกเป็นขั้นสุดท้าย
ดังนั้นการดูดพลังผู้อื่นที่มีพลังมากมาไว้ใน จุดตันเถียน ปกติจะสามารถกักเก็บพลังได้อย่างมากก็ไม่เกินสามเท่าของพลังของตน ก็หมายความว่า หากดูดพลังมามากเกินกว่านี้ จุดที่ตันเถียนไม่อาจรับพลังมหาศาลเอาไว้ได้ ร่างกายก็จะระเบิดทันที
แต่ว่าขจรนั้นมีประสบการณ์ฝึกฝนมาแล้ว หลายชาติ ดังนั้น เขาสามารถใช้พลังร่างกายขยายจุดตันเถียนให้ใหญ่กว่าผู้อื่นถึงสองเท่า และยังสามารถเก็บพลังคู่ต่อสู้เข้าไปไว้ในห้วงจิตวิญญาณที่กว้างใหญ่ราวมหาสมุทรได้เป็นจุดที่สอง ทำให้ไม่ว่าศัตรูจะมีพลังมหาศาลแค่ไหน หากถูกดูดพลังยุทธ์เข้ามาได้ละก็ เขามีที่เก็บพลังงานไร้ที่สิ้นสุดเลยทีเดียว
นอกจากนี้ขจรยังฝึกวิชามหายุทธ์ดูดจักรวาล เพื่อดูดวิญญาณของคู่ต่อสู้ออกมาทำลายได้อีกด้วย
ผ่านไปสามวัน ขจรก็สามารถฝึกฝนวิชา มหายุทธ์ดูดจักรวาลได้เป็นผลสำเร็จ
“ เยี่ยมมาก เจ้านี่หัวไวจริงๆ ไปกันเถอะ ได้เวลาบุกเข้าวังหลวงกันได้แล้ว”
หินปีศาจ เอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
ขจรเดินทางไปที่วังหลวง กระโดดข้ามกำแพงไป พบว่า มีผู้พิทักษ์ทวารทั้งสี่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน แล้วปล่อยฝ่ามือเข้าใส่ขจรเหมือนเดิม แต่ว่า คราวนี้ขจรปล่อยให้พวกเขากระแทกฝ่ามือเข้าใส่ทั้งสี่ทิศ แล้วทำการท่องคาถาและใช้พลังมหายุทธ์ดูดจักรวาลออกไป ทั้งสี่คนถึงกับ แตกตื่นตกใจ พยายามจะเอามือออกจากขจร แต่ว่าไม่สามารถดึงออกได ขจรดูดพลังของพวกเขาออกมา ครึ่งเดียว แล้วก็ปล่อยออกไป
“ ข้ามาขอพบเสด็จอาของข้า พวกเจ้าอย่าเข้ามาขวาง มิเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไร้ปราณี”
ทั้งสี่ไม่กล้าขวางแน่ เพราะบัดนี้พลังของพวกเขาหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ขจรในร่างของ หยางจิ่น เดินดุ่ยๆ เข้าไปที่ตำหนักของจักรพรรดินีหยางเชี่ยน พบว่า ว่านกงกงยืนขวางอยู่
“ เทพบุตรหยางจิ่น นี่เจ้ายังไม่ตายอีกหรือนี่”
“ หลีกไป ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จอา”
“ ราชันสั่งเอาไว้ ห้ามไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม เจ้าเป็นกบฏ ยังมีหน้าเข้าวังมาอีกหรือ?”
“ ว่านกงกง นี่ท่านเป็นพวกเดียวกับ ราชันหลิงเทียนไปแล้วรึ?”
“ นกน้อย ย่อมต้องพึ่งพาต้นไม้ใหญ่ จะให้ข้าวางใจพึ่งพา ต้นไม่เล็กๆ ต่อไปได้อย่างไร”
“ หมาสองรางอย่างเจ้านี่ ช่างน่าไม่อายจริงๆ”
“ บังอาจ กล้าด่าข้าอย่างนี้เชียวรึ?”
“ ด่า แล้วจะทำไม ขันทีเฒ่าอย่าให้ข้าพูดซ้ำ ถอยไป”
“ หือ บัดซบ ช่างกล้า ข้าจะส่งเจ้าลงนรกตามครอบครัวของเจ้าไป”
ว่านกงกงนำกรงจักรฉาบทองเหลือง ออกมา แล้วพุ่งตัวหมุน หมายใช้คมของฉาบกรงจักรตัดร่างของขจรให้ขาดเป็นสองท่อน ขจรนั้นก็หาได้หลบไม่ ใช้วิชาดัชนีกระบี่เก้ามังกรปล่อยออกไป เงามังกรกระบี่พุ่งออกไปปะทะกับ ฉาบกงจักร จนว่านกงกง ถึงกับกระเด็นถอยกลับหลังไปอย่างตกใจ
“ หยางจิ่น เจ้าฝึกวิชากระบี่เก้ามังกรได้ยังไง”
“ เรื่องอะไรข้าต้องบอกเจ้าด้วย”
ขจรวาร์ปเข้ามายืนต่อหน้า ขันทีว่านหลี่ แล้วกระแทกฝ่ามือมังกรทลายฟ้าออกไประยะประชิด ขันทีว่านหลี่รีบชักมือออกมารับอย่างฉุกละหุก แต่ไม่ทันแล้ว ถูกฟาดกระเด็น ทะลุผนังกำแพงไปหลายห้อง ไม่ต้องตามไปก็รู้ว่า งานนี้ขันทีว่านหลี่คงไม่อาจกลับมาเสนอหน้าให้เขาเห็นได้อีกต่อไป
ขจรเดินเข้าไป ทหารทุกคนได้แต่วิ่งหนีกันกระเจิงไปหมด ภายในห้องโถงหามีใครไม่ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอาจอยู่ในห้องใต้ดินก็ได้ แต่พอเดินลงไปที่ห้องใต้ดินก็ พบว่า มีค่ายกลจักรวาลแปดทิศ ป้องกันเอาไว้อยู่
ขจรไม่ใส่ใจ ใช้ฝ่าเท้ากระแทกเข้าจุดพลังงานของค่ายกลจักรวาลแปดทิศ ตามที่หินปีศาจบอก ทำให้ค่ายกลนี้ หมุนติ้วๆ แล้วก็ระเบิดกระจายออกไป ประตูหินถูกเปิดออกมา ไอเย็นระเหยออกมาจากภายในทันที
“ หยางจิ่น เจ้าเข้ามาได้ยังไงนี่”
“ เสด็จอา ครอบครัวตระกูลหยางของเรา ถูกประหารไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงข้าแต่เพียงผู้เดียวแล้ว”
จักรพรรดินีได้ยินถึงกับ ถอยหลังไปหลายก้าว ด้วยความตกใจ
“ท่านพี่สัญญาแล้ว ว่าจะละเว้นครอบครัวข้า ทำไมท่านถึงได้ผิดคำพูดเช่นนี้”
“ เสด็จอา ท่านรีบหนีให้ไกลจากที่นี่เถิด เพราะตอนนี้ราชันหลิงเทียน ทำลายดินแดนบูรพาพินาศสิ้น มีคนบาดเจ็บล้มตาย เกือบล้านคนแล้ว”
“ คิดไม่ถึง ครั้งนี้เขาจะกลายเป็นยิ่งกว่าปีศาจ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” เสียงของราชินีมินมิน ที่เป็นวิญญาณเอ่ยออกมา และมายืนต่อหน้า ขจร แล้วก็แสดงสีหน้ามึนงง แล้วก็ขมวดคิ้วสงสัย
“ ที่แท้เป็นเจ้าเอง เจ้ายังไม่ตายหรอกรึ?”
“ เดี๋ยวก่อน ท่านพี่นี่คือ หลานของข้า ชื่อหยางจิ่น”
“ ผิดแล้ว มันคือเซี่ยจง คนที่ท่านพี่ กลืนดวงจิตของมันไปแล้ว”
“ นี่..เจ้า”
“ คงไม่อาจปิดบัง ราชินีได้จริงๆ” ขจรเตรียมตัวสู้ อาจต้องสลายวิญญาณ ราชินีมินมิน ก็ต้องยอม
“ เจ้าคือเซี่ยจง? เหตุใดเจ้ามาสิงร่างของ หยางจิ่นได้” จักรพรรดินีก้าวมาขวางเอาไว้ระหว่างทั้งสอง
“ หยางจิ่นตายไปแล้ว ถูกพิษที่ราชันหยางเทียนพระราชทานให้ กระหม่อมแม้นตายแต่วิญญาณยังคงอยู่เลยสิงร่างของหยางจิ่นไว้ ที่มานี่ บอกตามตรง อยากแก้แค้นจัดการกับราชันหลิงเทียน แต่ฝีมือของกระหม่อมตอนนี้ยังอ่อนด้อย เลยมาปรึกษาฝ่าบาท ว่าควรทำเช่นไรดี”
“ เจ้าหนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว เลยจะดีกว่า อย่าคิดกลับมาที่นี่อีก มิเช่นนั้นแม้แต่ดวงวิญญาณของเจ้า ก็จะไม่เหลือ” ราชินีมินมินเอ่ยเตือนด้วยเจตนาดี ขจรก็รับรู้ได้เช่นกัน จึงคลายความกดดันทิ้งไป
“ ใช่ ฝีมือข้าเองยังไม่อาจสู้ท่านพี่ได้ แล้วเจ้าเป็นใครกัน?”
“ หากว่าฝ่าบาททรงยินยอมช่วยเหลือ กระหม่อมขอให้มั่นใจได้เลย ว่าต้องสยบราชันหลิงเทียนได้แน่”
“ ทำไง?”
“ โปรดมอบพลังยุทธ์ของท่านให้กับกระหม่อม ไปจัดการกับราชันหลิงเทียน กระหม่อมสาบานต่อฟ้า จะไม่ทำให้ฝ่าบาทต้องผิดหวังเป็นอันขาด”
“ เจ้าบ้าหรือเปล่า ท่านพี่มีพลังยุทธ์มหาเซียนขั้นที่ 7 แล้ว ต่อให้ข้ามอบพลังทั้งหมดให้เจ้าได้ เจ้าก็มีพลังมหาเซียนขั้นที่ 5 ยังห่างกันอีก สองขั้น แล้วเจ้าจะไปสู้กับ ท่านพี่ได้อย่างไร?”
“ กระหม่อมพร้อมที่จะเสี่ยงตาย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัตสินใจของฝ่าบาท”
ขจรก้มหัวประสานมือคารวะในท่ายืน ทำให้จักรพรรดินีหยางเชี่ยน ถึงกับนึ่งอึ้งไปเลย ราชินีมินมินมองขจรด้วยสายตาเปล่งประกายแปลก ๆ ออกมา
“เฮ้อ..ข้านันถือใจเจ้าจริงๆ แต่ว่าการโอนถ่ายพลังนั้น ไม่ใช่ว่าจะทำได้โดยง่ายๆ เจ้ามีพลังแค่มหาเซียนขั้นที่ 1 มันห่างชั้นกับข้าถึง สี่ขั้น ข้าเกรงว่า ร่างของเจ้าจะทนไม่ไหว ตัวแตกตายเสียก่อน”
“ ฝ่าบาทวางใจ หากกระหม่อมทำไม่สำเร็จ กระหม่อมก็สมควรตายที่บังอาจกล่าววาจาล่วงเกินฝ่าบาทไป”
“ ก็ได้ ข้าจะยินยอมถ่ายพลังให้ หากเจ้าไม่สามารถรับพลังของข้าได้ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิตเอาไว้ก็แล้วกัน”
“ เชิญฝ่าบาท”......