รุ่งอรุณเช้าวันใหม่ เหวินหยางทั้งตื่นเต้นและทั้งประหม่ายิ่งเพราะวันนี้ต้องเดินทางไปหมู่ตึกอักษรเพื่อพบกับผู้าุโฟ่านหลิงผู้เป็ศิษย์พี่ของอาหญิงของตน
ระหว่างทางเหวินหยางก็ได้คิดไตร่ตรองอยู่หลายครั้ง หากว่าผู้าุโฟ่านหลิงไม่สามารถให้คำชี้แนะเกี่ยวกับปัญหาด้านลมปราณของตนเองได้คงจะเป็เื่ที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก แต่ทว่าหากสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คงเป็เื่ที่น่ายินดียิ่ง
เหวินหยางเดินมาถึงหน้าสำนักหมู่ตึกอักษรก็ต้องประหลาดใจ สองกำแพงสำนักซ้ายขวาทอดยาวไปเป็ลี้ ในเขตเมืองหลวงเช่นนี้ไหนเลยจะมีบ้านเรือนใดมีพื้นที่มากมายเพียงนี้ นั่นก็แปลว่าสำนักแห่งนี้คงมีอำนาจบารมีอยู่มิใช่น้อย
ศิษย์ยามหน้าประตูสำนักก็ดูแปลกตายิ่งนัก ทางฝั่งซ้ายมีชายสองคนแต่งกายชุดบัณฑิต ผู้นึงถือพัด ผู้หนึ่งถือกระบี่ ส่วนทางฝั่งขวาก็มีชายหนึ่งหญิงหนึ่งแต่งกายเหมือนผู้ฝึกยุทธ โดยมีคนสตรีถือหอก คนบุรุษมีดาบไว้ด้านหลัง เหวินหยางที่เห็นก็ดูแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่ตนนั้นก็ต้องเก็บความกดดันนี้ไว้และเดินตรงเข้าไปคำนับอย่างถ่อมตัวก่อนที่จะแจ้งความประสงค์ที่มาในวันนี้
“ ข้าน้อยเหวินหยางมาขอพบผู้าุโฟ่านหลิง ”
“ จะให้เรียนท่านว่าผู้ใดมาพบ ” ชายผู้สวมชุดบัณฑิตถือกระบี่ได้ถามกลับเหวินหยาง
“ โปรดช่วยนำกระบี่นี้ให้ผู้าุโฟ่านหลินและเรียนว่าผู้น้อยอยากเข้าพบ ” เหวินหยางตอบก่อนที่จะมอบกระบี่ติดตัวที่ได้รับมาจากอาหญิงให้ชายผู้ที่ถาม
เมื่อชายผู้สวมชุดบัณฑิตได้รับกระบี่มาก็ได้บอกให้เหวินหยางรอสักครู่ ก่อนที่ชายผู้นั้นจะเดินหายเข้าไปในสำนัก และก็ไม่นานนักชายผู้นั้นก็ได้เดินกลับมาเพื่อเรียกให้เหวินหยางเดินติดตามชายผู้นั้นไป
เหวินหยางที่เดินตามชายผู้นำทางก็สังเกตว่าภายในสำนักนั่นดูยิ่งใหญ่โอ่อ่ายิ่งนัก ภายในมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีทางเดินให้เดินผ่าน บริเวณรอบๆเองก็ถูกตกแต่งด้วยไม้นานาพันธุ์ ทุกอย่างดูแล้วมีความกลมกลืนยิ่งนัก ยิ่งมองยิ่งทำให้รู้สึกสงบ ผู้ที่ตกแต่งสถานที่แห่งนี้ย่อมเป็ผู้มีความรู้ขั้นสูงอย่างแน่นอน
เมื่อคนนำทางพาเหวินหยางมาถึงเรือนหลังหนึ่งก็ได้หยุดลง และเชิญให้เหวินหยางเข้าไปด้านในเพียงลำพังก่อนที่คนนำทางเองนั้นจะเดินจากไป
เหวินหยางค่อยๆเปิดประตูออกก็พบชายผู้หนึ่งสวมชุดสีฟ้าดูเป็คนผู้ดีมีตระกูลกำลังนั่งชันเข่าข้างหนึ่งนั่งอ่านตำราอยู่ที่ปลายทางของห้อง ชายผู้นี้มีใบหน้าเรียบเฉยคล้ายเป็คนดูเ็า
เมื่อชายผู้นั้นเห็นว่ามีคนเข้ามาภายในห้องก็ได้ส่งสายตาที่เ็าไปดูผู้มาเยี่อน เหวินหยางเมื่อดูๆแล้วชายผู้นี้อายุคงราวๆสามสิบได้
เมื่อเหวินหยางเดินเข้าไปหกเจ็ดก้าวประตูห้องนั่นก็ได้ปิดลง
“ ข้าน้อยเหวินหยาง คารวะผู้าุโฟ่านหลิง ”
“ ไม่ต้องมากพิธี เ้าได้กระบี่เล่มนี้มาจากที่ใด ” ผู้าุโฟ่านหลิงใบหน้าดูจริงจัง เขาลุกขึ้นพร้อมกับจับกระบี่ขึ้นมาและถามเหวินหยางอีกครั้ง
“ กระบี่เล่มนี้เป็ของอาหญิงข้า ”
“ อาหญิงเ้าหรือ ? มีนามว่าอย่างไร ”
“ อาหญิงข้าฝากจดหมายถึงท่าน นางบอกว่าท่านอ่านจดหมายนี้แล้วก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง ”
เมื่อเหวินหยางพูดจบก็เดินเข้าไปและมอบจดหมายให้ฉบับหนึ่ง
ผู้าุโฟ่านหลิงเมื่อได้รับจดหมายมาแล้วก็ได้นั่งลงและเปิดจดหมายอ่านอยู่สักครู่หนึ่ง เหวินหยางสังเกตว่าผู้าุโฟ่านหลิงเมื่อเปิดอ่านจดหมายแล้วใบหน้าที่ดูเ็าดูมีความสุขขึ้นแม้ว่าจะไม่ได้แสดงออกมาตรงๆ
“ เ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่ ”
ผู้าุโฟ่านหลิงกล่าวเสร็จก็เก็บจดหมายไว้ที่ตนเองและเดินจากไป ทางส่วนของเหวินหยางเองก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง
เมื่อผู้าุโฟ่านหลิงได้เดินออกจากห้องไป เหวินหยางก็ได้ยืนสังเกตภายในห้องที่ตนอยู่ ณ ตอนนี้ ภายในห้องนี้น่าจะเป็ห้องหนังสือเพราะว่ามีชั้นวางหนังสือจำนวนมากอยู่ทั้งซ้ายขวาของทางเดิน เมื่อมองไปเบื้องบนก็พบฝ้าเพดานสูงกว่าปกติ ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งยิ่ง
เหวินหยางยืนรออยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่ผู้าุโฟ่านหลินจะเดินกลับมา กลับมาครั้งนี้ผู้อาสุโสมาพร้อมกับชายบัณฑิตผู้หนึ่ง ชายบัณฑิตผู้นี้เมื่อเดินมาถึงก็ไม่รอช้ารีบเดินไปจับแขนเหวินหยางแล้วตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ชายบัณฑิตทำหน้าขมวดคิ้วก่อนที่จะถกเสื้อเหวินหยางออก เหวินหยางที่ไม่รู้ต้องทำเช่นไรก็ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่เช่นนั้น
ชายบัณฑิตเดินไปข้างหลังเหวินหยางและวางฝ่ามือไว้ตรงบริเวณแผ่นหลังและต้นคอด้านหลังก่อนที่จะบอกให้เหวินหยางรีดเร้นลมปราณออกมาเท่าที่ตนจะทำได้ เหวินหยางที่รับฟังก็ทำตามที่ชายบัณฑิตกล่าว ขณะที่เหวินหยางรีดเร้นลมปราณออกมาชายบัณฑิตผู้นี้ก็ได้ตรวจร่างกายตามจุดต่างๆของเหวินหยางอยู่พักหนึ่ง บัณฑิตมีท่าทางไม่ค่อยดีนักก่อนจะบอกกล่าวให้เหวินหยางสวมใส่เสื้อผ้ากลับดังเดิม
“ ชีพจรลมปราณของเด็กหนุ่มนั้นดูผิดปกติ อาการเช่นนี้คงเป็มาั้แ่ชาติกำเนิด หากจะแก้ไขคงจะเป็ไปมิได้ ”
ชายบัณฑิตกล่าวเสร็จก็ทำให้เหวินหยางผิดหวังกับตนเองอยู่มิใช่น้อย
ชายบัณฑิตเริ่มอธิบายปัญหาเกียวกับปัญหาของเหวินหยางให้ทุกคนได้ฟัง ปกติแล้วหากคนเรามีพลังวัตรสิบส่วน จากนั้นค่อยๆฝึกฝนและเติมเต็มพลังวัตรเข้าไปเรื่อยๆ แต่เด็กหนุ่มผู้นี้มีพลังวัตรเพียงห้าหกส่วนของคนปกติ นั้นก็เลยทำให้การฝึกฝนและเติมเต็มพลังวัตรนั่นช้าลงกว่าผู้คนปกติ ปัญหานี้เป็ความผิดปกติของร่างกายไม่สามารถแก้ไขให้หายได้ หากจะฝึกฝนลมปราณให้เทียบเท่าผู้อื่นเกร็งว่าจะเป็ไปมิได้
เหวินหยางที่ได้ยินคำอธิบายก็พอทำให้เข้าใจในความหมายอยู่บ้าง ตอนนี้เหมือนว่าเส้นทางความฝันนั้นคงจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนี้ตนก็คงต้องเดินทางกลับบ้านด้วยความสิ้นหวัง
ชายบัณฑิตเมื่ออธิบายเสร็จก็ขอตัวลาและเดินจากไป ส่วนผู้าุโฟ่านหลิงก็ได้ยืนมองเหวินหยางและเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่างอยู่
“ บางทีความฝันเ้าอาจจะมีทางออก ค่ำคืนนี้ให้เ้าไปรอที่โรงน้ำชาหลูฟาง ข้าจะพาเ้าไปพบคนผู้หนึ่ง ”
ผู้าุโฟ่านหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็า แต่น่าฟังดูแล้วก็น่าเชื่อถือ
เหวินหยางเองที่ได้ยินเช่นนี้ใบหน้าก็ดูมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะเข้าใจว่าปัญหาของตนเองนั้นชัดเจนแล้วว่าคงไม่มีทางแก้ไข แต่ทว่าผู้าุโฟ่านหลิงพูดเช่นนี้ก็พอมีหวังอยู่บ้าง
เหวินหยางรีบรับคำและกล่าวขอบคุณก่อนที่ผู้าุโฟ่านหลิงจะส่งคืนกระบี่ให้ ยามนี้ความหวังที่มีทั้งหมดของเหวินหยางก็ขึ้นอยู่กับว่าชายผู้ที่ตนนั้นจะไปพบจะสามารถหาทางออกให้ตนได้หรือไม่