บทที่ 2 (1/2)
ไม่ได้แกล้งจริงๆ (1)
ธารดาราหลังจากตรวจคำตอบในแบบทดสอบข้อสุดท้ายเสร็จเธอก็นั่งไล่นับคะแนนไปพร้อมกับไล่ตรวจทานคำตอบในแบบทดสอบฉบับนั้นอีกครั้ง
‘แปลกแฮะ! ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมเตชินท์เป็เด็กที่เรียนเก่งมากคนหนึ่งเลยไม่ใช่หรือ? ถ้าจำไม่ผิดผลสอบออกมาแต่ละครั้งหากเตไม่ได้ลำดับที่หนึ่งก็ไม่เคยตกลงมาเกินลำดับสามของห้องแล้วทำไมตอนนี้ถึง...’
“ผมทำคะแนนได้เท่าไหร่หรือครับ...สามสิบแปดส่วนหนึ่งร้อย!”
ธารดารามองเตชินท์ที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอแล้วเมื่อได้เห็นสายตาและสีหน้าราวกับลูกหมากำลังจะถูกทิ้งของอีกฝ่าย เธอจึงกล่าวว่า
“คะแนนเท่านี้มันก็ไม่ได้ถือว่าแย่มากนะ”
“แต่ผม...อีกไม่กี่เดือนผมก็อาจจะต้องเดินทางไปหาที่เรียนต่อในประเทศอังกฤษแล้วนะครับแต่ถ้าหากว่าภาษาของผมยังใช้การไม่ได้ แล้วผมจะไปติดต่อสื่อสารกับคนที่นั่นรู้เื่ได้อย่างไรล่ะครับพี่น้ำหวานไม่แน่ว่าหากผมไปถึงที่นั่น แม้แต่ข้าว...ผมก็อาจจะออกไปหาซื้อกินเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
“เดี๋ยวพี่ช่วยเอง” พูดจบ ธารดาราก็เรียกหาหญิงวัยกลางคนที่ชื่อจีนเพื่อสอบถามว่าตอนนี้ภัสสรอยู่ที่ไหนเมื่อได้รับคำตอบว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว ธารดาราจึงให้ป้าจีนไปแจ้งกับภัสสรว่าเธอมีเื่จะขอเข้าพบ
แล้วเมื่อได้รับอนุญาตธารดาราก็เดินถือแบบทดสอบวัดความรู้ของเตชินท์เดินตามป้าจีนเข้าไปพูดคุยกับภัสสรเพื่อหาสรุปเื่คอร์สเรียนภาษาของเด็กหนุ่มใหม่อีกครั้ง
โดยข้อตกลงแรกที่ธารดาราเคยพูดคุยกับภัสสรเอาไว้ทางโทรศัพท์ก็คือเธอสะดวกเข้ามาสอนพิเศษให้กับเตชินท์ที่บ้าน ในทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ั้แ่เวลา 16:00– 18:30 น. แต่หลังจากได้เห็นคะแนนในแบบทดสอบ เธอจึงยินดีจะช่วยเพิ่มเวลาการเข้าสอนในแต่ละครั้งให้กับเตชินท์โดยที่เธอจะเข้ามาสอนั้แ่เวลา 09:00 – 18:00 น. แต่ยังคงระยะเวลาในการสอนเป็แปดสัปดาห์หรือสองเดือนหลังจากนี้เหมือนเดิมแล้วจะเริ่มนับั้แ่สัปดาห์หน้าเป็ต้นไป
หลังจากที่พูดคุยและทำข้อตกลงใหม่กันเสร็จธารดารากับภัสสรก็เดินกลับมาพูดคุยกับเตชินท์ในห้องรับแขกซึ่งเ้าตัวก็ตอบรับอย่างยินดีกับเวลาการเรียนพิเศษที่เพิ่มขึ้นแต่เตชินท์ก็มีข้อเสนอเกี่ยวกับสถานที่เรียน เพราะด้วยระยะเวลาในการเรียนที่ยาวนานขึ้นหากจะใช้ห้องรับแขกเป็ห้องเรียนมันก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นในภายหลังได้ ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเสนอให้ธารดาราขึ้นไปสอนบนห้องนอนของตัวเอง
จากนั้นภัสสรกับเตชินท์ก็พาธารดาราขึ้นไปดูบรรยากาศภายในห้องโดยห้องนอนของเด็กหนุ่มเมื่อเดินขึ้นบันไดไปแล้วจะอยู่ฝั่งขวามือห้องสุดท้าย
เมื่อประตูห้องเปิดออกธารดาราก็เห็นห้องนอนสีขาวขนาดใหญ่ที่มีของใช้และของตกแต่งแบบครบครัน โดยภายในห้องมีการจัดแบ่งโซนด้านซ้ายเอาไว้ใช้สำหรับพักผ่อนส่วนโซนด้านขวาเด็กหนุ่มน่าจะเอาไว้ใช้สำหรับการเรียนและการเล่น เนื่องจากโซนนี้มีทั้งชั้นวางหนังสือโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะคอมพิวเตอร์ โต๊ะญี่ปุ่น และยังมีโซฟาขนาดใหญ่อีกหนึ่งตัว โดยเตชินท์ได้อธิบายว่า่ใกล้สอบเพื่อนของเ้าตัวมักจะมาขออ่านหนังสือและมาติวข้อสอบกันที่ห้องของตนเองอยู่บ่อยครั้งเด็กหนุ่มจึงจัดแบ่งโซนนี้เอาไว้ใช้สำหรับเื่เรียนโดยเฉพาะ
ซึ่งขณะที่เดินดูบรรยากาศภายในห้องธารดาราก็สังเกตเห็นว่าของทุกอย่างถูกจัดวางเอาไว้อย่างมีระเบียบแล้วในระหว่างนั้นเธอก็คิดขึ้นได้ว่า...ถึงแม้จะผ่านมากี่ปีห้องนอนของเตชินท์ก็ยังคงสะอาดและมีระเบียบเรียบร้อยกว่าห้องนอนของเธอเสมอ
แล้วหลังจากที่คนทั้งสองพาธารดาราเดินดูส่วนต่างๆ ภายในห้องนอนเสร็จ เตชินท์ก็พาเธอกับภัสสรมานั่งที่โซฟา จากนั้นเด็กหนุ่มก็หันมากล่าวกับเธอว่า
“หากพี่น้ำหวานกลัวเื่ความไม่เหมาะสมผมยินดีจะเปิดประตูห้องนอนทิ้งเอาไว้ทุกครั้งที่พี่เข้ามาสอนได้นะครับ”
จากนั้นภัสสรก็พูดขึ้นมาว่า
“เตชินท์ไม่เคยมีประวัติเสียเื่ผู้หญิงแล้ววันเสาร์กับวันอาทิตย์ส่วนใหญ่แม่ก็ทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ โดยในบ้านนอกจากแม่กับเตแล้วก็ยังมีจีนกับจ๋าดังนั้นหากเตชินท์เกิดทำอะไรติวเตอร์น้ำหวานขึ้นมา ติวเตอร์สามารถะโเรียกแม่และคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในบ้านได้เลยค่ะ แล้วเดี๋ยวแม่จะขึ้นมาจัดการกับเ้าเตให้เองค่ะ”
หลังจากฟังคำพูดของเตชินท์กับภัสสรจบธารดาราก็นึกไปถึงตอนเด็ก ๆ ที่เธอกับเตชินท์มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแม้แต่ตอนปิดเทอมเตชินท์ก็ยังตามเธอไปเที่ยวบ้านสวนของคุณปู่ที่ต่างจังหวัด แล้วใน่เวลานั้นการที่ต้องอยู่ด้วยกันในห้องสองต่อสองหรือแม้แต่การนอนอยู่บนเตียงเดียวกันมันจึงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
หากถามเื่ความไว้ใจถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันมาเกือบเจ็ดปีแต่ธารดาราก็ไว้ใจและเชื่อใจในตัวเตชินท์มากดังนั้นการที่ต้องขึ้นมาสอนพิเศษบนห้องนอนของอีกฝ่าย มันจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอธารดาราจึงกล่าวตอบกับคนทั้งสองไปว่า
“น้ำหวานไม่ติดเื่ห้องสอนเลยค่ะเพราะส่วนใหญ่เวลาที่น้ำหวานรับงานสอนพิเศษตามบ้าน น้องคนอื่น ๆก็มักจะชอบให้ขึ้นไปสอนบนห้องนอนเหมือนกันค่ะดังนั้นเตไม่ต้องเปิดประตูห้องนอนทิ้งเอาไว้ตอนที่พี่เข้ามาสอนก็ได้ค่ะ” แต่สิ่งที่ธารดาราไม่ได้พูดออกไปก็คือ คนที่เธอรับเป็ครูสอนพิเศษตามบ้านให้ทั้งหมดล้วนแต่เป็เด็กผู้หญิงเตชินท์จึงถือเป็ลูกศิษย์ผู้ชายคนแรกที่เธอยอมเข้ามาสอนให้ถึงที่บ้าน
แต่จะว่าไป...เตชินท์ก็คือลูกศิษย์คนแรกของเธออย่างแท้จริงเลยไม่ใช่หรือ? เพราะตอนที่เ้าตัวเรียนอยู่ชั้นประถมทุกวันหลังเลิกเรียน เตชินท์ก็มักจะถือการบ้านกับหนังสือเรียนมาให้ธารดาราช่วยสอนต่อถึงที่บ้านหรือแม้แต่เื่เล่นซนหรือเื่ต่อยตี ธารดาราก็ยังเป็คนแรกที่สอนให้กับเตชินท์แล้วพอนึกไปถึงเื่ต่อยตี เธอก็จำเื่หนึ่งขึ้นมาได้...
ในวันที่พ่อของธารดารากับพ่อของเตชินท์ ตัดสินใจส่งเธอกับเด็กหนุ่มตรงหน้าไปเรียนศิลปะแม่ไม้มวยไทยซึ่งเหตุผลก็คือเวลาไปมีเื่ต่อยตีกับเด็กแถวบ้าน พวกเธอทั้งสองคนก็มักจะพ่ายแพ้กลับมาทุกครั้งแล้วหลังจากวันที่พวกเธอทั้งสองคนเริ่มเป็มวย พอไปมีเื่กับเด็กแถวบ้านแล้วชนะกลับมาพ่อของเธอกับพ่อของเตชินท์กลับกล่าวหาว่าพวกเธอทั้งสองคนไปรังแกบรรดาลูกของเพื่อนบ้านเสียอย่างนั้น!
“พี่น้ำหวานครับพี่กำลังคิดอะไรอยู่หรือครับ?”
ธารดาราหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตนเองหลังจากได้ยินเสียงเรียกและััได้ถึงลมหายใจของเตชินท์แถวบริเวณใบหูของเธอ
“เออ...คือ...พี่กำลังคิดถึงเื่วางแผนการเรียนของเตอยู่น่ะค่ะว่าแต่...เตมีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เปล่าครับพอดีผมเห็นพี่นั่งยิ้มอยู่คนเดียว” พูดจบ เตชินท์ก็ลุกแล้วเดินตามหลังคนเป็แม่เพื่อลงไปยังห้องรับแขกด้านล่าง
แม้จะรู้สึกอับอายแต่ธารดาราก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินตามคนทั้งสองออกไปจากห้อง จากนั้นเธอก็อยู่พูดคุยกับภัสสรและเตชินท์ที่ห้องรับแขกต่ออีกเล็กน้อยก่อนที่เธอจะขอตัวกลับบ้านของตนเอง